สวัสดีครับอาจารย์ครับ
การที่เกษตรกรเอาผลผลิตไปแอบขายให้กับพ่อค้าอื่นไม่รอขายให้คู่สัญญานั้นเป็นเรื่องจริงและมีทั่วไปครับ ในพื้นที่ที่ผมรับผิดชอบก็มีครับ มั่นยั่วยวนรายได้มากเลย เกษตรกรทนไม่ไหวก็แอบขายไป ซึ่งมีผลต่อคู่สัญญาที่ทำโทษด้วยวิธีต่างๆจนถึงยกเลิกสัญญาใน crop ต่อไป
เราเข้าใจทั้งสองด้านครับทั้งชาวบ้านเอง และโรงงาน กรณีของชาวบ้านนั้นเมื่อเราเข้าไปรับทรายรายละเอียดของชีวิต เขาดิ้นรนเพื่อจะได้เงินไปแก้ปัญหา จำเป็นต้องทำแม้ผิดสัญญา ทั้งที่รู้ๆ และที่ลองดีก็มี โรงงานก็ต้องยึดหลักการ สัญญา
อย่างไรก็ตามหากทำสัญญากันหลายปีกรณีแบบนี้ก็ไม่มีครับเพราะต่างก็รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
จริงๆผมเห็นศักยภาพเรื่อง Contract Farming อยู่ แต่ต้องมีคนอย่างนักพัฒนาและนักวิชาการเกษตร หรือนักวิชาการจากสถาบันการศึกษาลงไปช่วยทำความเข้าใจและเป็นพี่เลี้ยงให้สัก 2-3 crop เพื่อให้เกษตรกรมีบทเรียนและเรียนรู้กันและเข้าใจลึกซึ้งว่า การทำการเกษตรแบบนี้นั้นเป็นการแฟร์ทั้งสองฝ่ายโดยเอาสัญญามาเป็นตัวเชื่อม แต่เกษตรกรต้องเข้าใจอย่างละเอียดต่อสัญญานั้นๆ โดยคนนอกดังกล่าวมาช่วยทำความเข้าใจ ซึ่งอาจจะต่อรองกันได้ในสัญญาเพื่อให้เกิดความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย
ปีแรกๆชชาวบ้านไม่เข้าใจสัญญาหรอกครับ จนกว่าเกิดปัญหาแล้วจึงไปศึกษารายละเอียดกันจึงทราบว่าเงื่อนไขเป็นอย่างไร แล้วปีต่อๆไปก็เข้าใจมากขึ้นและปรับตัวเข้าได้กับระบบนี้
เกษตรกรหากมีฝีมือในการผลิตดีดีแล้ว การรวมตัวเป็นกลุ่มผู้ผลิตและทำ Contract กับบริษัทก็เป็นไปได้ เพราะผลผลิตเป็นแรงจูงใจให้บริษัท และชาวบ้านรวมกันเป็นกลุ่มก็เป็นพลังต่อรองกันได้ มีน้ำหนักมากขึ้น
แต่เกษตรกรบ้านเราส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตจริงๆ และเป็นรองเขา เขาจะว่าอย่างไรก็เอาตามนั้น ไม่มีปากเสียงเท่าไหร่ และไม่ได้พัฒนาการผลิตในมีผลผลิตที่มีคุณภาพและปริมาณต่อพื้นที่สูงขึ้น ยังอ่อนมากๆในเรื่องนี้ ยกเว้นเกษตรกรในพื้นที่ก้าวหน้าเช่น นครปฐม หรือใกล้ๆกรุงเทพฯ เก่งแล้ว คนนอกยังต้องเช้าไปช่วยครับ เกษตรกรตำบล หรือนักวิชาการเกษตรนั้นไม่มีเวลาที่จะเข้าไปดูอย่างใกล้ชิดหรอกครับ นานๆครั้งเท่านั้น
ผมพัฒนากระบวนการนี้ขึ้นมาเรียกว่า V&C คือ Visiting and Coaching ทำแบบวิชาการแบบใกล้ชิดเกษตรกรจริงๆโดยเฉพาะในช่วงปีแรกๆ เพราะพืชที่เอามาปลูกบางทีเกษตรกรไม่เคยมีประสบการมาก่อน ดังนั้นจึงเป็นความเสี่ยง การลดความเสี่ยงคือเพิ่มประสบการณ์เกษตรกร โดยการทำไปเรียนไป ทุกเช้านักวิชาการต้องเดินเยี่ยมแปลง ตรวจสอบพืชพร้อมกับเกษตรกร (เหมือนคุณหมอออกราวด์คนไข้) ดูการให้น้ำ ดิน โรคพืช การเจริญเติบโตเป็นไปตามเกณฑ์ไหม เพราะอะไร สอน แนะนำชาวบ้านไปตลอด ครั้งแล้วครั้งเล่าจนชาวบ้านชำนาญ ก็ห่างออกมาให้เขาทำเองได้ ปัญหามีมากมายครับ หากนักวิชาการของเรารักอาชีพก็โอเค แต่บางคนไม่ชอบก็ต้องเปลี่ยนคน แก้กันไปครับปัญหามีให้แก้...
ผมทำเอกสาร V&C ไว้เพื่อให้เป็นคู่มือนักวิชาการด้วยครับ
เกษตรกรหลายราย ดื้อรั้นไม่เชื่อง่าย เอาความคิดตัวเอง ไม่ค่อยฟังวิชาการบ้าง ก็สนุกครับ หลากหลายดีครับ....
ปัญหาหนึ่งคือ โรคพืชอันเกิดจากจุดอ่อนของพันธุ์ที่บริษัทเอามาให้เราแต่เขาไม่ได้บอกจุดอ่อน เมื่อเกิดโรค นักวิชาการวินิจฉัยไม่ออกว่าเป็นโรคอะไร แม้นักวิชาการของบริษัทเองก็ทั่วๆไป เราต้องเอาไปส่งห้องแลปมหาวิทยาลัยขอนแก่นช่วยวิเคราะห์ และขอรับคำแนะนำ ซึ่งทางอาจารย์ให้ความร่วมมือดีมาก แต่กว่าจะสรุปได้ก็กินเวลาหลายวัน ก็ช้าไปเสียแล้ว พบว่าโรคชนิดนี้แพร่กระจายทางน้ำ????? พืชชนิดนี้ให้น้ำโดยวิธีปล่อยให้ไหลไปตามร่องทั่วทั้งแปลง...??? อาจารย์ครับเรื่องอย่างนี้หากไม่มีนักวิชาการใกล้ชิด ชาวบ้านเจ้ง....
ปัญหามามาก แต่ก็บทเรียนจะช่วยให้ขจัดปัญหาได้ครับ