วิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา105 จดหมาย ไปรษณียบัตร โทรเลข สิ่งพิมพ์หรือเอกสาร อื่นซึ่งส่งทางไปรษณีย์และโทรเลข จากหรือถึงผู้ต้องหาหรือจำเลยและ ยังมิได้ส่ง ถ้าเจ้าหน้าที่ต้องการเพื่อประโยชน์แห่งการสอบสวนไต่สวน มูลฟ้อง พิจารณา หรือการกระทำอย่างอื่นตามประมวลกฎหมายนี้ ให้ขอคำสั่งจากศาลถึงเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์โทรเลขให้ส่งเอกสารนั้นมา
ถ้าอธิบดีกรมตำรวจ หรือข้าหลวงประจำจังหวัดเห็นว่าเอกสาร นั้นต้องการใช้เพื่อการดั่งกล่าวแล้ว ระหว่างที่ขอคำสั่งต่อศาลมีอำนาจ ขอให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายไปรษณีย์โทรเลขเก็บเอกสารนั้นไว้ก่อน
บทบัญญัติแห่ง มาตรานี้ ไม่ใช้ถึงเอกสารโต้ตอบระหว่างผู้ต้องหา หรือจำเลยกับทนายความของผู้นั้น
ในเรื่องนี้ การที่รัฐหรือเอกชนจะเข้าไปตรวจจับ ดักฟัง ในข้อมูลข่าวสารของบุคคลอื่นนั้นตามจริงแล้วการติดต่อสื่อสาร การส่งข้อมูลต่างๆไปมาหาสู่กันนั้นเป็นเรื่องที่เป็นส่วนตัวของบุคคลนั้นๆ หากบุคคลอื่นนอกจากคู่กรณีจะเข้าไปร่วมรับรู้ข้อมูลต่างๆของคู่กรณีก็คงไม่เป็นการดีแน่ เมื่อประชาชนได้เป็นผู้ถูกกระทำในเรื่องนี้ ความมั่นคงในชีวิตส่วนตัว เรื่องที่น่าอับอาย เรื่องที่เป็นความลับต่างๆของประชาชนก็อาจจะถูกเปิดเผยสู่สาธารณะได้แน่ๆ ดังนั้นจึงก่อให้เกิดมาตรา37 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับพ.ศ.2550 ที่บัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพ ในการสื่อสารถึงกัน โดยทางที่ชอบด้วยกฎหมายการตรวจการกัก หรือการเปิดเผยสิ่งสื่อสาร ที่บุคคลมีติดต่อถึงกันรวมถึงการกระทำด้วยประการอื่นใดเพื่อให้ล่วงรู้ถึงข้อความในสิ่งสื่อสารทั้งหลาย ที่บุคคลมีติดต่อถึงกันจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ”
ซึ่งมีข้อสังเกตว่าจะได้รับความคุ้มครองตามมาตรานี้ก็จะต้องเป็นกรณีการสื่อสาร โดยทางที่ชอบด้วยกฎหมายด้วย ฉะนั้นจึงตีความได้ว่าการกระทำที่เป็นไปโดยทางที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงจะไม่ได้รับการคุ้มครองตามมาตรานี้นั่นเอง และในส่วนของวรรคสอง การตรวจการกัก หรือการเปิดเผยสิ่งสื่อสาร ที่บุคคลมีติดต่อถึงกันก็จะกระทำมิได้เว้นแต่ว่าจะอาศัยอำนาจของกฎหมาย เพื่อรักษาความมั่นคง หรือเพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคมจึงจะกระทำได้ ดังนี้จึงทำให้สังเกตว่าการตรวจสอบตามมาตรา105วิธีพิจารณาความอาญา คำว่า “เพื่อประโยชน์แห่งการสอบสวนไต่สวน มูลฟ้อง พิจารณา” นี้ก็จึงน่าจะเป็นอำนาจที่มีกฎหมายเฉพาะได้ให้อำนาจไว้นั่นเอง และตามหลักของกฎหมายสิทธิมนุษยชนนั้นการตรวจกักการสื่อสารจะทำได้นั้นก็จะต้อง
- มีกฎหมายกำหนดจำพวกของบุคคลว่าใครสามารถกระทำการนี้ได้ หรือหน่วยงานใดที่มีหน้าที่ในเรื่องนี้อย่างชัดเจน และต้องเป็นอิสระปราศจากการถูกแทรกแซง
- การตรวจกักนั้นต้องมีการกำหนดระยะเวลาเอาไว้
- ต้องเปิดโอกาสให้ผู้ถูกตรวจกักนั้นชี้แจงหากเรื่องปรากฏขึ้นสู่ศาล
- ข้อสำคัญ จะกระทำการนี้ได้จะต้องมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะมีการกระทำความผิดหรือเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดนั่นเอง
เมื่อจะมีการตรวจการกักสิ่งสื่อสาร จดหมาย ไปรษณียบัตร โทรเลข สิ่งพิมพ์หรือเอกสาร อื่นซึ่งส่งทางไปรษณีย์และโทรเลข จากหรือถึงผู้ต้องหาหรือจำเลย จึงต้องมีการพิจารณาหลักสิทธิมนุษยชนนี้ควบคู่ไปด้วยกัน เพราะหากการตรวจกักนี้เป็นไปตามอำเภอใจของบุคคลบางกลุ่มที่เกี่ยวข้องโดยที่ไม่มีมูลเหตุอันควรเชื่อว่าจะมีการกระทำความผิดหรือเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดนี้การกระทำของเจ้าหน้าที่นี้ ก็จะขัดทั้งกับหลักสิทธิมนุษยชนทั้งในเรื่องเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารซึ่งเป็นเสรีภาพส่วนบุคคล และละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวด้วย รวมทั้งขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา37ของไทยไปด้วยเช่นกัน เพราะถึงแม้ว่าผู้ที่ถูกตรวจกักข้อมูลการสื่อสารนั้นจะเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลย ตราบใดที่ศาลยังมิได้มีคำพิพากษาตัดสินว่าผิด ก็ยังถือว่าเค้ามีสถานะเป็นบุคคล ประชาชนคนไทยคนหนึ่งเช่นกันและแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในระหว่างคุมขัง หรืออยู่ในระหว่างประกันตัวก็ยังควรจะได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกันกับประชาชนที่ไม่ได้มีข้อพิพาทด้วย และการนำข้อมูลที่ได้จากการตรวจกักนี้มาใช้ในกระบวนพิจารณาทางศาลนั้นก็จะต้องให้โอกาสผู้ต้องหาหรือจำเลยในการชี้แจงในข้อความนั้นด้วย อธิบายด้วยเพราะเป็นสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยเอง ในการที่จะไม่ให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองอันจะเป็นผลต่อคดีนั่นเอง
ดังนั้นแล้วการกระทำของรัฐที่เกี่ยวกับการตรวจการกักสิ่งสื่อสารนี้ จึงควรมีขอบเขตที่ชัดเจนเพื่อไม่ให้นำไปสู่การใช้อำนาจตามอำเภอใจของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่อาจกระทบต่ออิทธิเสรีภาพของประชาชนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งจะเป็นการกระทบสิทธิมนุษยชนอันเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชน ทั้งสิทธิความเป็นส่วนตัว และเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่น การจะพิจารณาว่ามาตรา105 นี้เหมาะสมหรือไม่จึงต้องดูว่ากฎหมายอนุญาตให้ทำได้แค่ไหนและก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบสุขของประชาชนน้อยที่สุดนั่นเอง