นายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรี นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส เปิดเผยว่า ในปีนี้ มีความวิตกว่า เศรษฐกิจของไทยทั้งในด้านการขยายตัวของจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ) และความมั่นคงทางการคลังน่าจะมีปัญหา เพราะขณะนี้มีแต่ความมั่นคงในทุนสำรองระหว่างประเทศเท่านั้นที่ยังคงแข็งแกร่ง ดังนั้น ทางการไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง หรือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรเน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากกว่าเป็นห่วงเรื่องเงินเฟ้อ เพราะเงินเฟ้อที่ต้นทุนแพงไม่มีทางทำอะไรได้ การเร่งรัดการลงทุนภาครัฐและตัดสินใจลงทุนในโครงการขนาดใหญ่อย่างรวดเร็วเท่านั้น จะสามารถชดเชยการชะลอตัวด้านการลงทุนภาคเอกชนได้และการยอมให้งบประมาณขาดดุลเพิ่มขึ้นโดยไม่เป็นอันตราย จำเป็นต้องทำเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัว  ผมเห็นว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจระดับล่างอย่างฉลาด เป็นสิ่งที่ต้องทำต่อไป ข้อสำคัญต้องสามารถปรับเปลี่ยนทิศทางและนโยบายเศรษฐกิจให้ทันการอยู่ตลอดเวลาได้ด้วย สำหรับประชาชนทั่วไปที่ต้องเผชิญกับความยากลำบาก โดยเฉพาะการปรับขึ้นของราคาสินค้าตามการพุ่งทะยานของราคาน้ำมันดิบ จะใช้สิ่งใดเป็นเครื่องมือเพื่อความอยู่รอดนั้น ขอให้ท่องคาถาว่า ต้องขยัน ประหยัด และรู้จักพอดี เพราะหมายถึงการเตรียมตัวให้พร้อมจะรับสภาพการลดเงินเดือน โบนัส หรือตกงาน”  นายวีรพงษ์กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเลื่อนลงหรือชะลอตัว อัตราการขยายตัวที่ต่ำกว่า 5% ถือเป็นอัตรา       ที่ไม่เพียงพอต่อการจะผลักดันเศรษฐกิจไปข้างหน้าได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการลดลงของสินค้าคงคลัง แต่อีกส่วนหนึ่งคือ การลงทุนที่แท้จริงของประเทศขยายตัวต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี  ในขณะที่การบริโภคภาคประชาชนก็ขยายตัวในอัตรา     ที่ต่ำมากเช่นกัน     นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยลบที่มีผลกระทบเศรษฐกิจไทย 3 เรื่องใหญ่ คือ 1. ความไม่แน่นอนทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทหารก็ดี หรือฝ่ายรัฐบาลก็ดี คงไม่สบายใจ ถ้าพรรคการเมืองที่ตนไม่ชอบ เกิดได้รับการสนับสนุน   เข้ามาในสภามากเกินไป ทุกคนก็เลยไม่มั่นใจว่า ถ้าสถานการณ์เป็นอย่างนี้แล้วจะเกิดอะไรขึ้น และถ้าหากว่า  การจัดตั้งรัฐบาลทำไม่ได้หรือได้ แต่มีรัฐบาลที่อ่อนแอ นโยบายเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร จะหันเหไปในทิศทางใด    ล้วนเป็นเรื่องที่สร้างความไม่แน่นอนอย่างมาก   2. ปัญหาค่าเงินบาท ที่แข็งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา     เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ โครงสร้างการส่งออกของไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก แต่ไม่ได้สนับสนุนการขยายตัวในทางเศรษฐกิจ แม้ว่าการส่งออกที่คิดเป็นเงินตราต่างประเทศจะขยายตัวในอัตราที่สูง แต่เมื่อตีกลับเป็นมูลค่า        เงินบาทแล้วแทบจะไม่ขยายตัวเลย   เราอาจเห็นรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูง ส่งออกได้มาก แต่อุตสาหกรรมอาหาร ห้องเย็นหรืออุตสาหกรรมต่อเนื่องจากการเกษตร ไม่ได้ขยายตัวในอัตราที่สูง ด้วยเหตุนี้ การขยายตัวของการส่งออกที่มีตัวเลขสูง ๆ จึงไม่ช่วยในเรื่องของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ตรงกันข้าม  การที่เงินบาทแข็งค่า ทำให้อุตสาหกรรมที่มีการใช้แรงงานในประเทศมากต้องปิดกิจการลง เพราะไม่สามารถแข่งขันได้ และ 3. ราคาน้ำมันพุ่ง และสินเชื่อที่อยู่อาศัยคุณภาพต่ำ (ซับไพร์ม) จะยังเป็นตัวฉุดเศรษฐกิจไทยต่อไป เพราะราคาน้ำมันที่แพงขึ้นเรื่อย ๆ แสดงว่า ความสามารถในการผลิตน้ำมันของโลกไม่ เพียงพอต่อความต้องการ แม้ว่าการค้นคว้าวิจัยและจัดหาพลังงานจะมีมากขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการที่มีมากขึ้น เมื่อน้ำมันมีราคาแพงขึ้นก็จะสร้างความกดดันต่อเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นต้นทุนที่ไม่ได้เกิดจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

 ส่วนปัญหาซับไพร์มที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ จะสร้างความยุ่งยากให้กับเศรษฐกิจโลก เนื่องจากเศรษฐกิจในช่วงขาลง ภาคธุรกิจแรกที่จะได้รับผลกระทบก่อนเพื่อนคือ อสังหาริมทรัพย์ ตราสารใด ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์    จะมีราคาลดลง และหลังจากที่ราคาลดลง ก็จะลุกลามไปยังตลาดทุนและตลาดเงิน ปัญหานี้ทำให้เงินทุนไหลออกจากสหรัฐฯ ต่อเนื่อง และมีผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลัก ๆ ของโลก เช่น ปอนด์ ยูโร และสกุลเงินในภูมิภาคเอเชีย การที่เงินทุนไหลออกไปยุโรปทำให้เงินยูโรแข็งค่ามากจนถึงจุดที่ทำให้เศรษฐกิจของยุโรปชะลอตัว ขณะที่ผู้ผลิตสินค้าต่าง ๆ ในยุโรปได้รับผลกระทบรุนแรง ส่วนความเสียหายของกองทุน และตลาดเงินในสหรัฐฯ จากปัญหาซับไพร์ม ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแบบเดียวกันกับกองทุนในยุโรปที่ไปลงทุนในสหรัฐฯ อย่างมาก กระทั่งทางการของยุโรปต้องอัดฉีดเงินช่วยเหลือสถาบันการเงินตนเป็นจำนวนมากไทยรัฐ  3  ม.ค.  51