เปิดอ่านจดหมายผู้ต้องหา เพื่อประโยคทางอาญา สมควรหรือ

         ตามข้อ 17 แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองนั้นกำหนดให้          บุคคลจะถูกแทรกแทรงความเป็นส่วนตัว ครอบครัว เคหะสถานหรือการติดต่อสื่อสารโดยพลการหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายมิได้...          บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายมิให้ถูกแทรกแทรงหรือลบหลู่เช่นว่านั้น         นอกจากนี้ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อที่ 12 ได้มีข้อกำหนดทำนองเช่นว่านี้ไว้ มีใจความสำคัญว่า         

              การเข้าไปแทรกสอดโดยพลการในกิจการส่วนตัว ครอบครัว เคหะสถานการส่งข่าวสาร ตลอดจนการโจมตีต่อเกียรติยศและชื่อเสียงของบุคคลนั้นจะกระทำมิได้ทุกๆคนมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายจากการแทรกสอดและการโจมตีเช่นว่านั้น  

              มีข้อน่าพิจารณาว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของไทย ในมาตรา 105 นั้นกำหนดให้ จดหมาย ไปรษณียบัตร โทรเลข สิ่งพิมพ์หรือเอกสารอื่นซึ่งส่งทางไปรษณีย์และโทรเลข จากหรือถึงผู้ต้องหาหรือจำเลยและ ยังมิได้ส่งถ้าเจ้าหน้าที่ต้องการเพื่อประโยชน์แห่งการสอบสวนไต่สวน มูลฟ้อง พิจารณาหรือการกระทำอย่างอื่นตามประมวลกฎหมายนี้ ให้ขอคำสั่งจากศาลถึงเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์โทรเลขให้ส่งเอกสารนั้นมา
             

                    ถ้าอธิบดีกรมตำรวจหรือข้าหลวงประจำจังหวัดเห็นว่าเอกสาร นั้นต้องการใช้เพื่อการดั่งกล่าวแล้วระหว่างที่ขอคำสั่งต่อศาลมีอำนาจขอให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายไปรษณีย์โทรเลขเก็บเอกสารนั้นไว้ก่อน
 

               บทบัญญัติแห่'มาตรานี้ไม่ใช้ถึงเอกสารโต้ตอบระหว่างผู้ต้องหา หรือจำเลยกับทนายความของผู้นั้นมีความเหมาะสมแล้วหรือไม่               ซึ่งจะเห็นว่าตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองนั้นได้มีข้อกำหนดอันเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลเพื่อมิให้ถูกแทกแทรงความเป็นส่วนตัว รวมถึงการติดต่อสื่อสารด้วยซึ่งจะเห็นได้ว่าตามหลักมาตรา 105 ป.วิ.อาญาของไทยนั้นได้มีข้อกำหนดอันเป็นการขัดแย้งกับหลักทั่วไปของหลักการดังกล่าวซึ่งกำหนดให้เจ้าหน้าที่สามารถเรียกเอาจดหมาย ไปรษณียบัตร โทรเลขสิ่งพิมพ์หรือเอกสารอื่นซึ่งส่งทางไปรษณีย์และโทรเลข ของผู้ต้องหาหรือจำเลย(ซึ่งต่อไปจะกล่าวสั้นว่าจดหมายของผู้ต้องหา)มาเปิดอ่านเพื่อประโยชน์ทางกระบวนการยุติธรรมได้ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นการแทรกสอดความเป็นส่วนตัว และการติดต่อสื่อสารของผู้ต้องหาซึ่งต้องพิจารณาว่าหลักการนี้ก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานมากน้อยเพียงใดมีความเหมาะสมหรือไม่ หรือควรมีการปรับปรุงมากน้อยเพียงใดเพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีในปัจจุบันตลอดจนเพื่อรักษาสิทธิและเสรีภาพของบุคคล             

                ตามความเห็นของข้าพเจ้านั้น เห็นว่าการตามมาตรา 105 ได้กำหนดหลักเกณฑ์เช่นว่านี้ก็เพื่อประโยชน์ในกระบวนการยุติรรมในการที่จะตรวจค้นหาพยานหลักฐานอันเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานตามกระบวนยุติธรรมซึ่งจะเห็นได้ว่าหากให้เสรีภาพในการติดต่อสื่อสารของผู้ต้องหาหรือจำเลยได้อย่างสมบูรณ์แล้วนั้นอาจก่อให้เกิดความล่าช้า หรือความเสียหายต่อกระบวนการบุติธรรมได้ เช่นอาจมีการติดต่อสื่อสารของจำเลย/ผู้ต้องหากับบุคคลภายนอกเพื่อที่จะยักย้าย หรือทำลายพยานหลักฐานอันมีประโยชน์ต่อรูปคดีอันอาจก่อให้เกิดผลเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรมในคดีๆนั้นๆเป็นอย่างมากดังนั้นการกำหนดหลักเกณฑ์ตามมาตรา 105 ของ ป.วิ.อาญานี้จึงเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งกระบวนการยุติธรรมซึ่งตราขึ้นโดยกฎหมายถือเป็นข้อยกเว้นแห่งหลักการที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น            

               เมื่อมีหลักการว่าเจ้าหน้าที่สามารถเปิดอ่านจดหมายของผู้ต้องหาได้เพื่อประโยชน์ในกระบวนการยุติธรรมได้นั้นต้องพิจารณาว่าควรมีขอบเขตเพียงใดเพื่อมิให้หลักดังเช่นว่านี้ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาหรือจำเลยในการที่จะติดต่อสื่อสารกับบุคคลภายนอกจนเกินสมควรซึ่งข้าพเจ้ามีความเห็นว่า การจะพิจารณาว่า กรณีใดสมควรที่จะเรียกเอาจดหมายของผู้ต้องหามาเปิดอ่านเพื่อประโยชน์แห่งกระบวนการยุติธรรมนี้ได้ควรจะมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนว่ากรณีใดสามารถทำได้หรือไม่ หรือสามารถทำได้ในขอบเขตใดเช่น เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า จดหมาย ฯลฯ ดังกล่าวนั้น มีข้อความ หรือถูกส่งเข้ามาหรือถูกส่งออกไป ยังผู้รับซึ่งอาจมีความเกี่ยวข้องกับคดีส่วนการจะพิจารณาว่าอย่างไรจึงถือว่ามีเหตุอันควรเชื่อเช่นนั้นก็ต้องต้องมีหลักการปฏิบัติที่แน่ชัดเช่นกันหรือให้ผู้มีอำนาจพิจารณานั้นเป็นบุคคลซึ่งสามารถใช้ดุลยพินิจได้อย่างเป็นอิสระปราศจากการแทรกสอดจากผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งนี้โดยความเห็นของข้าพเจ้าอำนาจการใช้ดุลยพินิจดังกล่าวนั้นควรเป็นศาลเพื่อการถ่วงดุลอำนาจของตำรวจนอกจากนี้การกระทำทั้งหมดนี้ต้องได้รับการบันทึกเพื่อรับการตรวจสอบอันเป็นการแสดงถึงความโปร่งใสอีกด้วย