หลังจากสะสางงานบางอย่างและเหลืองานบางอย่างที่สามารถกลับมาทำได้หลังปีใหม่ จึงจัดกระเป๋าออกจากห้อง ตั้งใจว่าเมื่อทำ ฌ.ป.ค.เสร็จ จะไปสายใต้เลย แต่ก็ต้องอาศัยรถเพื่อนย้อนกลับมาห้องพักใหม่ นี่แหละหนา ความเร่งรีบทำให้เราต้องลืมบางอย่างไป "ตั๋วรถ" นั่นเอง ที่ต้องนำกลับไปให้บริษัทเลื่อนวันเดินทางให้

   สายใต้ใหม่ในวันนี้ มีที่เดินโอ่โถง เหมือนห้างสรรพสินค้า เรียกได้ว่า ผู้หญิงที่ชอบจับจ่ายใช้สอย เมื่อมาถึงสายใต้ก็ไม่ต้องไปเดินที่พาต้าหรือเซ็นทรัลปิ่นเกล้าเลย ทำให้นึกถึงราชภัฏฯ ทุกวันนี้ยังมีความขัดแย้งกันระหว่าง วัฒนธรรมเก่ากับความเปลี่ยนแปลงใหม่ "ทำไมไม่สร้างห้างสรรพสินค้าไว้ในมหาวิทยาลัยเสียเลยล่ะ" และต่อๆ ไป มหาวิทยาลัยก็คือที่รวมของทุกสิ่งทุกอย่างไม่เว้นแม้แต่แหล่งท่องเที่ยวยามค่ำคืนของนักเดินทางราตรี นึกแล้วให้ต้องหัวเราะในใจ

   หนึ่งทุ่มเดินทางออกจากสายใต้มุ่งสู่จังหวัดสงขลา ระหว่างสุราษฎร์ธานี-ทุ่งสง นั่นเอง รถก็เสีย "เป็นอย่างนี้อีกแล้ว" นึกถึงการเดินทาง ตรงนี้ ต้องยกนิ้วให้สมบัติทัวร์ ที่เพื่อนแนะนำเมื่อตอนเดินทางจากเชียงใหม่-หมอชิต ความประทับใจการให้บริการในการเดินทางยังไม่ลืมเลือนกับบริษัทนี้ แต่ก็แปลก "ทำไมเราต้องชอบใจกับการที่ผู้อื่นคอยรับใช้เราด้วย" ทาสถูกยกเลิกไปแล้วไม่ใช่หรือ

   เวลาล่วงไปชั่วโมงกว่า อันที่จริง รถต้องถึงหาดใหญ่ระหว่างเวลา ๐๖.๓๐-๐๗.๐๐ น. แต่นี่ปาเข้าไปแปดโมงกว่า ก่อนออกเดินทางเมื่อคืน คู่ชีวิตบอกให้ทราบทางโทรศัพท์ว่า "แม่จะมารับ"  ผมบอกไปว่า "ไม่ต้องมารับ ผมสามารถเดินทางไปบ้านเองได้ จะมารับทำไมให้เสียเวล่ำเวลา เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า" "ไม่รู้แหละ แม่อาสาเอง งั้นก็โทรไปบอกแม่เองก็แล้วกัน" นั่นคือเสียงแข็งๆ ที่ส่งเข้ามาทางหูของผม "งั้นก็ตามใจ"

   ปกติคนที่มารับผมคือคู่ชีวิต แต่เธอเพิ่งออกจากโรงพยาบาล ผมไม่อยากให้เธอมาลำบากอะไรกับผม บางครั้งที่ผมเดินทางไปหาดใหญ่ถึงเวลา หกโมงเช้า เธอยังไม่ออกจากเวร (เวรกรรมอะไรก็ไม่รู้) ผมก็แอบเดินเล่นๆ ไปเรื่อยๆ จากท่ารถ  บ.ข.ส. ไปจนถึงบ้าน ซึ่งอยู่ข้างวัดท่าเคียน ระหว่างเดินกลับบ้าน ผมจะเห็นคนเฒ่าคนแก่ออกกำลังกายกัน

   เมื่อไปถึงบ้าน ผมทราบว่า อันที่จริงแล้วหมอยังไม่ให้ออกจากโรงพยาบาล แต่ด้วยหน้าตาที่น่ารัก เธออ้อนวอนหมอขอออกจากโรงพยาบาลก่อน จนหมอต้องใจอ่อน อนุญาตให้ออก ผมเดินขึ้นไปบนบ้าน เห็นเธอยังนอนอยู่ สงสัยว่าจะเก็บซ่อนความดีใจไว้ข้างใน ผมไม่รอรี เข้าไปจับขาเธอ พร้อมกับตู้ตี้ที่สะเอว เธอหัวเราะดิ้น "ไหนว่า ไม่สบาย ทำไมหัวเราะได้" "อ้าว ก็ไม่สบายแหละ แต่พอเห็นหน้าพี่แล้วหายเป็นปลิดทิ้งเลย" "แต่ววววววว"

   เขาว่ากันว่า "แรกๆ ก็อย่างนี้แหละ" อะไรๆ มันก็ดีทุกๆอย่าง นี่หากผ่านไปสักสิบปี ยี่สิบปี ชีวิตแบบนี้มันจะยังมีอยู่อีกหรือเปล่า ไม่วายที่ผมจะต้องวัดใจตัวผมเอง วันที่เจอกันวันแรกกับวันนี้ ความรู้สึกมันต่างกันเพียงใด ผมเคยได้ยินเธอบ่นผมว่า "เมื่อก่อนพี่ใจเย็น เดี๋ยวนี้ดูพี่ใจร้อน" นั่นก็แสดงว่า ผมเปลี่ยนไป ละครชีวิตเรื่องนี้ คงมีอะไรๆ ให้ศึกษาอีกมากทีเดียว

   ช่วงเย็น ทั้งที่ไม่อยากให้เธอออกไปไหน แต่ก็ต้องออกเพราะใจหนึ่งก็ไม่อยากให้หมกตัวอยู่ในห้อง จึงออกไปซื้อของขวัญ ด้วยว่า วันที่ ๓๐ จะมีการเล่มเกมส์ จับของขวัญระหว่างลูกๆ หลานๆ น้าๆ อาๆ กันที่บ้านแม่เฒ่า โดยแต่ละครอบครัว ลงเงินกันคนละ ๕๐๐ บาท เมื่อเราไปถึงห้าง เห็นคนเยอะแยะ แต่ละคนจับจ่ายใช้สอย ซื้อของ ห่อของขวัญชิ้นน้อยชินใหญ่ตามแต่จะเลือก

   ปีใหม่ คนทั้งหลายต่างเชื่อกันแล้วว่า เราต้องเอาเงินไปซื้อของมาแลกของขวัญ หยิบยื่นของให้กันและกัน ทั้งยากดีมีจน ต่างให้ค่ากับปีใหม่ ห้างสรรพสินค้า จึงเป็นแหล่งจับจ่ายใช้สอยนอกจากแอร์ที่เย็นฉ่ำ ของต่างๆก็เยอะ ทั้งที่ปีใหม่หรือปีเก่าก็ไม่ได้แตกต่าง เพียงเราสมมติขึ้นมาว่า มกราคมคือเดือนที่หนึ่งของปีใหม่ ถ้าตัดเดือนเหล่านี้ออกไป ในความไม่มีเดือนและความไม่มีปี เราก็จะไม่เห็นค่านิยมของความเป็นเดือนใหม่ ปีใหม่ที่เราให้ความสำคัญอยู่ "น สิยา โลกวฑฺฒโน" คำนี้มีนัยให้ศึกษา

   หลังจากซื้อของเสร็จ จึงกลับไปถึงบ้านทานอาหาร ทั้งครั้งที่กลับบ้าน ผมตั้งใจว่าจะไปทำงานที่บ้าน จึงเตรียมข้อมูลไปด้วย แต่...ไม่เคยได้ทำงานตามที่เตรียมไปเลย ล้วนแต่เป็นช่วงเวลาของความว่างที่ไม่ว่าง.....หลังจากดูรายการทีวี เราก็นอนหลับไปอย่างอ่อนเพลีย

   วันรุ่งขึ้น ผมไปส่งเธอที่ทำงาน อันที่จริงหมอให้หยุดงาน แต่เธอไม่หยุดเพราะคนไม่พอที่จะสะสางงาน "งั้นก็ตามใจ" ส่งเธอเสร็จผมก็กลับมาบ้าน ปัดกวาด ถูบ้าน ทั้ง ๒ ชั้น รดน้ำต้นไม้ เอาผ้าของเธอในตะกร้าและของผมที่ใส่ระหว่างเดินทางไปแช่และซักตาก วันนี้แดดออกดีมาก จึงเปิดประตูห้องชั้นบนด้านหลังให้แดดส่อง นำหมอนและผ้าห่มไปตากแดด ห้าทุ่ม ผมจึงไปรับเธอ รุ่งเช้าไปส่ง บ่ายไปรับ และไปส่งอีกทีในช่วงค่ำเพื่อจับของขวัญระหว่างคนในชั้นทำงานด้วยกัน สี่ทุ่มครึ่งไปส่งอีกและรุ่งเช้าไปรับ จากนั้นจึงนำของที่เตรียมกันไปไว้บนกระบะรถเดินทางไปบ้านแม่เฒ่า โดยแม่เป็นคนขับ

   เราเตรียมงานกันสนุกทีเดียว แต่ละคนขมักเขม้นเพื่อทำกิจกรรมครอบครัว น้าๆ ช่วยกันย่างปลาดุก ติดไฟนีออน ทำความสะอาดบ้าน หลานๆ เป่าลูกโป่งห้อยย้อยชายคาบ้าน ผมและคุณเธอช่วยกันติดสลากของขวัญ และติดตั้งคอมพิวเตอร์ไว้ร้องเพลงบ้านๆ

   หมายเหตุ การห่อของขวัญเราไม่ต้องซื้อกระดาษห่อ แต่เราเอาแผ่นกระดาษโฆษณาสินค้าที่เขาเดินแจกตามบ้านมาห่อแทน

   ประมาณ ห้าโมงเย็นงานก็เริ่ม มีการเล่นเกมส์หลายๆอย่างแบบบ้านๆ โดยแบ่งเป็นทีมครอบครัว เช่น สี่ขาสามคน เป่ากบ กินจุ พับกระดาษเล็กๆ ฯลฯ เสียงหัวเราะเฮฮาสนุกสนานระหว่างหมู่ญาติ ผมขอตั้งชื่อให้ว่า "ครอบครัวสามัคคี" ส่วนกองเชียร์ที่ดีที่สุดก็คือ แม่-พ่อ ใครลงแข่ง ลูกๆ ก็จะเชียร์ ถ้าลูกลงแข่ง พ่อ-แม่ ก็จะเชียร์ ตอนสุดท้ายหลังจากแจกของขวัญเรียบร้อยก็เป็นช่วงของการร้องเพลง คนที่ไม่เคยร้องก็ต้องร้องเพื่อสร้างมิตรภาพที่ดี งานนี้จบลงด้วยดี กว่าจะกลับถึงบ้านก็ตีหนึ่ง เช้าวันรุ่งขึ้น เราตักบาตรส่งท้ายปีเก่าหน้าบ้าน ตลอดซอยโวร์ค มีการตั้งโต๊ะเตรียมตักบาตรยาวไปจนสุดถนน เราตื่นเจ็ดโมงเช้า โชคดีที่ยังทัน เตรียมของเสร็จจึงออกไปหน้าบ้าน เห็นย่าซึ่งเดินทางมาจากหน้าควนเตรียมของเรียบร้อยแล้ว ผมเอาของไปวางไว้ และไหว้ย่า รอจนพระบิณฑบาตเสร็จ ต่างคนต่างแยกย้ายกลับบ้าน

   ช่วงค่ำ เราขับรถไปซื้อของกินที่ถนนใหญ่ หนึ่งในนั้นคือ โลตี ระหว่างที่รอเธอ เราจะได้ยินเสียงประทัดดังสนั่น รถจักรยานต์ยนของกลุ่มวัยรุ่นยุคใหม่วิ่งกันขวักไขว่ ปาประทัดกันอย่างสะใจ บางคนสวมหมวกไฟแลบ ที่คาดผมรูปเขากวาง รูปหัวใจ มีไฟแวบวาบ "วัยรุ่นเหล่านี้ งี่เง่าจริงๆ เล่นกันอยู่ได้ เอาเงินไปละลายกับประทับและของเล่น ....ขายโลตีดีกว่า ได้เงินด้วย" นี่คือคำที่เธอนำมาบอกผมว่า เป็นคำของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่ช่วยแม่ขายโลตี ร้านขายโลตีร้านนี้เปิดมานาน ถ้าเราไปซิ้อก็จะเห็นเด็กวัยรุ่นชายคนนี้ช่วยแม่ทำโลตีขาย "ถ้าขยัน ไม่มีวันที่จะอดตาย" นี่คือคำที่ผมเห็นเขาและคิดในใจ พร้อมกับน้อมมาสู่ตัวเอง

   เที่ยงคืน เรากำลังนอนหลับ ก็ต้องสะดุ้งตื่น เมื่อเสียงปังๆๆๆๆๆๆ ปุงๆๆๆ เปรี้ยงๆๆๆ ของแต่ละบ้าน โดยเฉพาะบ้านที่อยู่ตรงข้าม ซึ่งเป็นบ้านขายประทัด เสียงประทัดของเขาดังสนั่นจนปวดหัวจี๊ด เราตื่นขึ้นมาเพราะทนไม่ไหว จึงเปิดไปดูเห็นเด็กสองคนกำลังจุดประทัดและโยนจากระเบียงชั้น ๒ ลงไปบนถนนหน้าบ้าน ผมเปิดทีวี เห็นคนในทีวีกำลังสนุกสนานกับงานหนึ่งในเมืองหลวง โอ.....คนเรือนแสนเขากำลังสนุกกับปีใหม่กัน และเด็กสองคนก็กำลังสนุกกัน แต่......"เขากำลังเผาเงินอยู่นี่นา....ไม่เป็นไร รวยซะอย่าง เงินคือเศษฝุ่น เผาเท่าไรก็ได้...."

   กว่าทุกอย่างจะสงบลง ผมรู้สึกว่ามันนานเหลือเกิน "ปีหน้าไปอยู่บ้านแม่เฒ่าดีกว่า พลุไฟแวบวับ น่าจะสร้างสรรกว่าเสียงดังของประทัด" วันรุ่งขึ้นผมจึงเดินทางกลับ ส่วนเธอไปทำงานตามปกติ

   การเดินทางกลับให้ต้องจดจำในช่วงปีใหม่ รถติดที่เพชรบุรีนานมากทีเดียว กว่าจะถึงห้องพักก็ตีหนึ่งกว่าๆ รวมแล้วเดินทางจากหาดใหญ่ถึงปทุมธานีช่วงปีใหม่ ๑๗ ชั่วโมง....โอย..การเดินทาง