ใกล้ปีใหม่แล้วครับ ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพดี และมีความสุขถ้วนหน้า
ในสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย ความคืบหน้าเชิงบริหาร คือหลายๆ ที่ก็ออกนอกระบบกันไปเรียบร้อย มีหลายคนในวงข้าวเย็นได้กล่าวไว้ว่า
"...เราเลิกใช้คำว่าออกนอกระบบกันเถอะ ต้องใช้คำว่าเป็น ม. ในกำกับ เนื่องจากแต่ก่อน อยู่นอกกำกับ ตอนนนี้เลยกลับมาอยู่ในกำกับฯ"
ผมว่ามีส่วนจริงอยู่หลายประการ จากประสบการณ์เป็นข้าราชการของรัฐ มาสิบกว่าปี การเตรียมการออกนอกระบบราชการ กลับมาอยู่ในกำกับ เป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาการศึกษาให้สามารถเพิ่มคุณภาพได้ในอนาคต การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ดี และเป็นธรรมชาติ หลายๆ ท่าน ที่ชอบมาทำการบำบัดกลุ่มเกี่ยวกับการศึกษาอุดมศึกษาที่ตกต่ำในที่นี้นั้น อาจสามารถใช้โอกาสที่เกิดคลื่นการเปลี่ยนแปลงเชิงบริหารในการปรับองค์กรการศึกษาให้ตอบสนองต่อความต้องการของประเทศ และภูมิภาค
ถามว่าผมอยากให้ ม. ออกนอกระบบหรือไม่ ต้องพิจารณาจากสองมิติครับ มิติแรกมาจากเชิงการบริหารองค์กร การที่ออกนอกระบบเพื่อกลับมาอยู่ในกำกับ น่าจะส่งผลเชิงบวกต่อการจัดการศึกษาในภาพรวม สถาบัน ที่มีความพร้อมย่อมสามารถใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาการศึกษาให้รุดหน้า สถาบันที่ไม่มีความพร้อมหรือไม่มีการเตรียมการ ย่อมเกิดภาวะคุกคามใหญ่หลวง แบบใครดีใครอยู่ ประหนึ่งต้องเข้าผ่าตัดใหญ่ การผ่าตัดนั้นถ้าทำในขณะที่มีสุขภาพแข็งแรง โอกาสรอดย่อมมีมาก ถ้าปล่อยให้โรครุกลามแล้ว เปลี่ยนแปลงอวัยวะก็คงตายทันที อย่างไรก็ตามอันนี้ต้องดูแพทย์ผู้ดำเนินการด้วย ถ้าได้หมอเถื่อนหมอผีมา คงตามเช่นเดียวกัน ในมิติแรกนั้น รู้สึกดีกับการให้กลับมาเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับครับ (ออกนอกระบบ)
มิติที่สอง "มิติเห็นแก่ตัว" เป็นข้าราชการอยู่ดีๆ มีคนนับหน้าถือตา ได้รับพระราชทานเครื่องราชฯ มีสวัสดิการ มีบำนาญ ประกันตัวได้เวลาถูกจับ ฯลฯ แท้จริงแล้ว คนเราเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงมักกลัวไปหมด ตั้งแต่ทำงานมายังใช้การรักษาพยาบาลไม่เท่าไร (ยังไม่ถึงเวลา) เกิดพออายุ (อยู่ถึง) เกษียณจริง รัฐอาจจ่ายไม่ไหวก็ได้ (ระฆังประชากรมันเคลื่อนที่อย่างน่ากลัวจริงๆ พวกลูกศิษย์เรามันจะเลี่้ยงเราไหวไหมหนอ) มิตินี้ว่านั้น สิ่งที่เราเชื่อว่ามีสวัสดิการ อาจจะไม่ได้ให้ความมั่นคงได้จริง มิติที่สอง อยากดำเนินการแบบ "แบบยังไม่ตัดสินใจ"
การเปลี่ยนแปลงส่งผลพัฒนาการในบางเรื่องเสมอ