หัวข้อ “สามทศวรรษของการสาธารณสุขมูลฐาน : เรียนรู้จากอดีตเพื่อกำหนดอนาคต”

Prince Mahidol Award Conference 2008  

       ท่านที่ต้องการรายละเอียดของการประชุมนี้ดูได้ที่ www.pmaconference.org     ผมจะบันทึกเล่าเบื้องหลังของการจัดการประชุมนี้เท่านั้น    เพราะผมมองว่าการจัดการประชุมนี้เป็นวิชาการหรือความรู้อย่างหนึ่ง     ที่ไม่มีเขียนไว้ในตำราใดๆ     จึงน่าจะบันทึกประสบการณ์ของการเข้าไปเกี่ยวข้องไว้ 

      ปัจจัยที่ทำให้เกิดความสำเร็จในการมี PMA Conference ทุกปีเกิดจาก

  1. มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลมีมติเห็นชอบให้จัดการประชุมดังกล่าวร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล กระทรวงสาธารณสุขและองค์การอนามัยโลก    องค์การอนามัยโลกก็ขานรับ    และกระทรวงสาธารณสุขตั้งงบประมาณอุดหนุนการประชุมนี้ปีละ ๘๐ ล้านบาท (แต่จริงๆ แล้วใช้ไม่ถึง)
  2. มีการจัดตั้ง Secretariat Office ของการประชุม ตั้งอยู่ที่สถาบันวิจัยประชากรศาสตร์ ม. มหิดล ที่ รศ. ดร. ชื่นฤทัย กาญจนจิตรา เป็นผู้อำนวยการ    ว่าจ้างเจ้าหน้าที่ประจำ ๒ คน ที่มีความสามารถด้านภาษาอังกฤษดีมากทำงาน คือ นส. แคทลียา คงสุภาพศิริ กับ นางทิพวรรณ วิทย์วรสกุล
  3. มีการจัดตั้งคณะกรรมการจัดการประชุมฝ่ายไทย มีผมเป็นประธาน (ในนาม) โดยที่ผู้มีบทบาทนำที่สำคัญคือ นพ. สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ    มีมีทีมงานจากกระทรวงสาธารณสุข  กระทรวงการต่างประเทศ  IHPP  ศิริราช  และมหาวิทยาลัยมหิดล
  4. มีการจัดตั้งคณะ Organizing Committee จากเจ้าภาพร่วม เช่นของปี 2008 มี WHO และ WB    การประชุมนี้ครั้งแรกจัดทันทีหลังวันประชุม PMA Conference เช่นของปี 2009 จะประชุมครั้งแรกวันที่ ๒ ก.พ. ๕๑    จะมีการประชุมประมาณ ๓ ครั้งต่อปี    เวียนกันเป็นเจ้าภาพการประชุม OC ระหว่างเจ้าภาพของ PMA Conference  
  5. มี competence ที่สั่งสมขึ้นอย่างน่าชื่นชมในประเทศไทย     จากการทำงานความรู้เพื่อใช้ในการประชุม World Health Assembly ทำให้ทีมไทยได้รับการยอมรับในวงการสุขภาพนานาชาติสูงมาก    ทีมงานนี้มี นพ. สุวิทย์ เป็นหัวโจก  นักวิชาการใหญ่คือ นพ. วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร และ รศ. ดร. ชื่นฤทัย     โดยมีทีมนักวิชาการของโครงการ IHPP ที่ สวรส. สนับสนุนการจัดตั้ง เป็นกองทัพวิชาการ ที่เก่งวันเก่งคืน    และสร้างเกียรติภูมิแก่ประเทศไทยเป็นอันมาก    ทำให้สำหรับทีมไทยเวที WHA ไม่ใช่แค่เวทีการเมืองระหว่างประเทศเท่านั้น    แต่เป็นเวทีวิชาการด้วย    และมีการใช้เวทีนี้เป็นตัวกระตุ้นหรือโฟกัสในการสร้างสรรค์ผลงานวิชาการไว้ใช้     เป็น KTR (Knowledge Translation Research) ด้านนโยบายสาธารณสุข     และที่สำคัญที่สุด เป็นเวทีสร้างคนที่เป็นนักวิชาการหรือนักวิจัยนโยบายสาธารณสุข     ความสำเร็จยิ่งใหญ่ของ นพ. วิโรจน์ และ IHPP มาจากการสนับสนุนของ สวรส.,   สกว. (ผ่านโครงการเมธีวิจัยอาวุโส)  และกระทรวงสาธารณสุข
  6. มีการทำงานร่วมมือกันใกล้ชิดมาก ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ กับกระทรวงสาธารณสุข

              PMA Conference 2008  จัดระหว่างวันที่ 30 ม.ค. – 1 ก.พ. 2008  ในหัวข้อ สามทศวรรษของการสาธารณสุขมูลฐาน : เรียนรู้จากอดีตเพื่อกำหนดอนาคต    

            เรื่อง การสาธารณสุขมูลฐาน”(PHC – Primary Health Care) นี้ เป็นคล้ายๆ ครูสอนวิชาการสาธารณสุขให้ผม     เพราะเป็นกระแสในช่วงที่ผมอายุประมาณ ๓๕ ปี     กำลังเรียนรู้ในฐานะคนหนุ่มในโรงเรียนแพทย์ ที่ไม่ได้เรียนมาทางด้าน Public Health    การประชุมแต่ละครั้งที่กระทรวงสาธารณสุขจัด เพื่อทำความเข้าใจและวางแผนปฏิบัติของฝ่ายต่างๆ จึงมักมีผมไปนั่งเรียนรู้ด้วยความพิศวง ว่าเขาคิดเรื่องแบบนี้กันมาได้อย่างไร     ทำไมเขาคิดเก่งกันนัก    และต่อมาไม่นาน ผมเริ่มถูกจับให้เป็นผู้ร่วมอภิปรายในช่วงอภิปรายกลุ่ม    ผมตัวลีบมากเพราะเป็นคนอายุน้อยที่สุดและรู้น้อยที่สุดใน panel     แต่เวลามันผ่านไปเร็วเหมือนโกหก เวลานี้ผมอยู่ในฐานะไปอภิปรายที่ไหนก็มักจะเป็นคนแก่ที่สุดไปเสียแล้ว  

       แต่ละประเทศมีระบบสุขภาพที่ต่างกัน    ระดับความก้าวหน้าของระบบต่างกัน    ดังนั้นนิยามของการสาธารณสุขมูลฐานของแต่ละประเทศจึงไม่เหมือนกัน     วัตถุประสงค์ของการประชุมจึงเป็นการประมวลภาพใหญ่ ว่าขบวนการการสาธารณสุขมูลฐานมีความสำเร็จอย่างไร  เวลานี้เป็นอย่างไร  และมีปัญหาสำคัญๆ อะไรบ้าง     รวมทั้งช่วยกันแนะนำไปในอนาคตว่าจะทำให้ระบบ การสาธารณสุขมูลฐาน ก่อผลสำเร็จได้อย่างไร 

       การประชุม PMA Conference 2008 แตกต่างจากของปี 2007 ตรงที่

  1. มี WB และ RF เข้าร่วมเป็นเจ้าภาพด้วย
  2. มี Study field trip ไปดูกิจการการสาธารณสุขมูลฐานของประเทศไทย    แถมพาไปชมกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม (ไปเที่ยวนั่นแหละ  คนไทยใจกว้าง จัดนำเที่ยวเก่ง)
  3. มีเจ้าภาพร่วมของแต่ละ session    ตรงนี้เป็นบทเรียน ถ้ามีเจ้าภาพร่วมหลายเจ้าเกินไป จะกลายเป็นคล้ายๆ ฝ่ายไทยทำอยู่ฝ่ายเดียว
  4. มีการจัด Case / Country Study ล่วงหน้า สำหรับเอามาสังเคราะห์นำเสนอในที่ประชุม    และการสังเคราะห์มีทั้งแบบนำเสนอเป็นวิดีโอ และ panel presentation ทำนองตีความนั่นเอง
  5. มีการจัด Workshop ในกลุ่ม Working Group ของบาง session ล่วงหน้า   

         การประชุมประกอบด้วย

  1. Keynote speech เรื่องการสาธารณสุขมูลฐาน โดย ๓ คน
  2. Panel Session นำเสนอ Case Study  และมีผู้เชี่ยวชาญตีความ
  3. Parallel Session มี 6 session ได้แก่
  • ผู้ให้บริการการสาธารณสุขมูลฐาน
  • การเฝ้าระวังและตอบสนอง
  • ผลกระทบจากโครงการริเริ่มระดับโลก
  • การค้าระหว่างประเทศ
  • งบประมาณสนันสนุน
  • สารสนเทศความรู้  

  4.       Synthesis Session

   5.       พิธีฉลอง 30 ปี การสาธารณสุขมูลฐาน โดยมีผู้กล่าว Keynote ว่ามอง การสาธารณสุขมูลฐาน ไปข้างหน้าอย่างไร 

       พร้อมๆ ไปกับการเตรียมจัด PMA Conference 2008 ใน ๑ เดือนข้างหน้า     เราก็ต้องเตรียมหัวข้อของ PMA Conference 2009 ด้วย    

       คณะ OC ในการประชุมครั้งที่แล้วที่ WB, Washington, DC เลือกไว้ ๒ หัวข้อ คือ Foreign Policy andGlobal Health  กับเรื่อง Healthy Public Policy     เป็นเรื่องที่มีการเคลื่อนไหวในวงการนานาชาติทั้ง ๒ เรื่อง    

       คำถามของผมก็คือ PMA Conference จะเพิ่มคุณค่า ยกระดับการปฏิบัติ ให้เพิ่มขึ้นจากการประชุม หรือการหารือระหว่างประเทศ ที่มีอยู่แล้ว ได้อย่างไร  เรื่อง FPGH (Foreign Policy and Global Health) เป็นเรื่องฮิต    มีกลุ่มประเทศที่รวมตัวกันขับเคลื่อนเรื่องนี้ ๗ ประเทศ คือ บราซิล ฝรั่งเศส เซเนกัล นอร์เวย์ สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ไทย และ อินโดนีเซีย   เป้าหมายคือจะใช้ “health lens” (มุมมองที่เน้นสุขภาพ) ช่วยผลักดันให้บรรลุเป้าหมายของนโยบายและพันธกรณีระหว่างประเทศ     คือใช้มุมมองด้านสุขภาพในการกล่อมประเทศต่างๆ ให้ร่วมมือกันเพื่อเป้าหมายภาพรวมของโลก    เรื่องที่เขาสนใจได้แก่   ความขาดแคลนเจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพ   สันติภาพ   อุบัติภัย   โรคเอดส์   สิ่งแวดล้อม   การพัฒนา   การค้า   ความมั่นคงด้านสุขภาพ     ถ้าเลือกหัวข้อ PFGH กระทรวงการต่างประเทศคงจะต้องเป็นภาคีจัดการประชุมหลัก     และผู้เข้าร่วมประชุมก็น่าจะเป็นคนทางด้านการต่างประเทศเป็นหลัก     น่าสนใจไปอีกแบบ

       ท่านที่สนใจรายละเอียดของการเตรียมการประชุมที่ครบถ้วนจริงๆ อ่านได้ที่  http://gotoknow.org/blog/thaikm/156320 

       ผมมาคิดได้ทีหลังว่า เรื่องนี้ประเทศไทยเราก้าวหน้าไปไกลในการตีความคำว่า care    คือไม่ตีความจำกัดแค่ซ่อมสุขภาพ แต่รวมสร้างสุขภาพด้วย    ดังนั้นการบริการระดับมูลฐานคือสถานีอนามัย จึงมีกิจกรรมด้านการสร้างเสริมสุขภาพที่น่าภูมิใจมาก    น่าจะเป็นสิ่งที่เราเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ประเทศอื่นได้

  วิจารณ์ พานิช

๒๗ ธ.ค. ๕๐