Prince Mahidol Award Conference 2008
ท่านที่ต้องการรายละเอียดของการประชุมนี้ดูได้ที่ www.pmaconference.org ผมจะบันทึกเล่าเบื้องหลังของการจัดการประชุมนี้เท่านั้น เพราะผมมองว่าการจัดการประชุมนี้เป็นวิชาการหรือความรู้อย่างหนึ่ง ที่ไม่มีเขียนไว้ในตำราใดๆ จึงน่าจะบันทึกประสบการณ์ของการเข้าไปเกี่ยวข้องไว้
ปัจจัยที่ทำให้เกิดความสำเร็จในการมี PMA Conference ทุกปีเกิดจาก
- มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลมีมติเห็นชอบให้จัดการประชุมดังกล่าวร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล กระทรวงสาธารณสุขและองค์การอนามัยโลก องค์การอนามัยโลกก็ขานรับ และกระทรวงสาธารณสุขตั้งงบประมาณอุดหนุนการประชุมนี้ปีละ ๘๐ ล้านบาท (แต่จริงๆ แล้วใช้ไม่ถึง)
- มีการจัดตั้ง Secretariat Office ของการประชุม ตั้งอยู่ที่สถาบันวิจัยประชากรศาสตร์ ม. มหิดล ที่ รศ. ดร. ชื่นฤทัย กาญจนจิตรา เป็นผู้อำนวยการ ว่าจ้างเจ้าหน้าที่ประจำ ๒ คน ที่มีความสามารถด้านภาษาอังกฤษดีมากทำงาน คือ นส. แคทลียา คงสุภาพศิริ กับ นางทิพวรรณ วิทย์วรสกุล
- มีการจัดตั้งคณะกรรมการจัดการประชุมฝ่ายไทย มีผมเป็นประธาน (ในนาม) โดยที่ผู้มีบทบาทนำที่สำคัญคือ นพ. สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ มีมีทีมงานจากกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการต่างประเทศ IHPP ศิริราช และมหาวิทยาลัยมหิดล
- มีการจัดตั้งคณะ Organizing Committee จากเจ้าภาพร่วม เช่นของปี 2008 มี WHO และ WB การประชุมนี้ครั้งแรกจัดทันทีหลังวันประชุม PMA Conference เช่นของปี 2009 จะประชุมครั้งแรกวันที่ ๒ ก.พ. ๕๑ จะมีการประชุมประมาณ ๓ ครั้งต่อปี เวียนกันเป็นเจ้าภาพการประชุม OC ระหว่างเจ้าภาพของ PMA Conference
- มี competence ที่สั่งสมขึ้นอย่างน่าชื่นชมในประเทศไทย จากการทำงานความรู้เพื่อใช้ในการประชุม World Health Assembly ทำให้ทีมไทยได้รับการยอมรับในวงการสุขภาพนานาชาติสูงมาก ทีมงานนี้มี นพ. สุวิทย์ เป็นหัวโจก นักวิชาการใหญ่คือ นพ. วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร และ รศ. ดร. ชื่นฤทัย โดยมีทีมนักวิชาการของโครงการ IHPP ที่ สวรส. สนับสนุนการจัดตั้ง เป็นกองทัพวิชาการ ที่เก่งวันเก่งคืน และสร้างเกียรติภูมิแก่ประเทศไทยเป็นอันมาก ทำให้สำหรับทีมไทยเวที WHA ไม่ใช่แค่เวทีการเมืองระหว่างประเทศเท่านั้น แต่เป็นเวทีวิชาการด้วย และมีการใช้เวทีนี้เป็นตัวกระตุ้นหรือโฟกัสในการสร้างสรรค์ผลงานวิชาการไว้ใช้ เป็น KTR (Knowledge Translation Research) ด้านนโยบายสาธารณสุข และที่สำคัญที่สุด เป็นเวทีสร้างคนที่เป็นนักวิชาการหรือนักวิจัยนโยบายสาธารณสุข ความสำเร็จยิ่งใหญ่ของ นพ. วิโรจน์ และ IHPP มาจากการสนับสนุนของ สวรส., สกว. (ผ่านโครงการเมธีวิจัยอาวุโส) และกระทรวงสาธารณสุข
- มีการทำงานร่วมมือกันใกล้ชิดมาก ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ กับกระทรวงสาธารณสุข
PMA Conference 2008 จัดระหว่างวันที่ 30 ม.ค. – 1 ก.พ. 2008 ในหัวข้อ “สามทศวรรษของการสาธารณสุขมูลฐาน : เรียนรู้จากอดีตเพื่อกำหนดอนาคต”
เรื่อง “การสาธารณสุขมูลฐาน”(PHC – Primary Health Care) นี้ เป็นคล้ายๆ ครูสอนวิชาการสาธารณสุขให้ผม เพราะเป็นกระแสในช่วงที่ผมอายุประมาณ ๓๕ ปี กำลังเรียนรู้ในฐานะคนหนุ่มในโรงเรียนแพทย์ ที่ไม่ได้เรียนมาทางด้าน Public Health การประชุมแต่ละครั้งที่กระทรวงสาธารณสุขจัด เพื่อทำความเข้าใจและวางแผนปฏิบัติของฝ่ายต่างๆ จึงมักมีผมไปนั่งเรียนรู้ด้วยความพิศวง ว่าเขาคิดเรื่องแบบนี้กันมาได้อย่างไร ทำไมเขาคิดเก่งกันนัก และต่อมาไม่นาน ผมเริ่มถูกจับให้เป็นผู้ร่วมอภิปรายในช่วงอภิปรายกลุ่ม ผมตัวลีบมากเพราะเป็นคนอายุน้อยที่สุดและรู้น้อยที่สุดใน panel แต่เวลามันผ่านไปเร็วเหมือนโกหก เวลานี้ผมอยู่ในฐานะไปอภิปรายที่ไหนก็มักจะเป็นคนแก่ที่สุดไปเสียแล้ว
แต่ละประเทศมีระบบสุขภาพที่ต่างกัน ระดับความก้าวหน้าของระบบต่างกัน ดังนั้นนิยามของการสาธารณสุขมูลฐานของแต่ละประเทศจึงไม่เหมือนกัน วัตถุประสงค์ของการประชุมจึงเป็นการประมวลภาพใหญ่ ว่าขบวนการการสาธารณสุขมูลฐานมีความสำเร็จอย่างไร เวลานี้เป็นอย่างไร และมีปัญหาสำคัญๆ อะไรบ้าง รวมทั้งช่วยกันแนะนำไปในอนาคตว่าจะทำให้ระบบ การสาธารณสุขมูลฐาน ก่อผลสำเร็จได้อย่างไร
การประชุม PMA Conference 2008 แตกต่างจากของปี 2007 ตรงที่
- มี WB และ RF เข้าร่วมเป็นเจ้าภาพด้วย
- มี Study field trip ไปดูกิจการการสาธารณสุขมูลฐานของประเทศไทย แถมพาไปชมกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม (ไปเที่ยวนั่นแหละ คนไทยใจกว้าง จัดนำเที่ยวเก่ง)
- มีเจ้าภาพร่วมของแต่ละ session ตรงนี้เป็นบทเรียน ถ้ามีเจ้าภาพร่วมหลายเจ้าเกินไป จะกลายเป็นคล้ายๆ ฝ่ายไทยทำอยู่ฝ่ายเดียว
- มีการจัด Case / Country Study ล่วงหน้า สำหรับเอามาสังเคราะห์นำเสนอในที่ประชุม และการสังเคราะห์มีทั้งแบบนำเสนอเป็นวิดีโอ และ panel presentation ทำนองตีความนั่นเอง
- มีการจัด Workshop ในกลุ่ม Working Group ของบาง session ล่วงหน้า
การประชุมประกอบด้วย
- Keynote speech เรื่องการสาธารณสุขมูลฐาน โดย ๓ คน
- Panel Session นำเสนอ Case Study และมีผู้เชี่ยวชาญตีความ
- Parallel Session มี 6 session ได้แก่
- ผู้ให้บริการการสาธารณสุขมูลฐาน
- การเฝ้าระวังและตอบสนอง
- ผลกระทบจากโครงการริเริ่มระดับโลก
- การค้าระหว่างประเทศ
- งบประมาณสนันสนุน
- สารสนเทศความรู้
4. Synthesis Session
5. พิธีฉลอง 30 ปี การสาธารณสุขมูลฐาน โดยมีผู้กล่าว Keynote ว่ามอง การสาธารณสุขมูลฐาน ไปข้างหน้าอย่างไร
พร้อมๆ ไปกับการเตรียมจัด PMA Conference 2008 ใน ๑ เดือนข้างหน้า เราก็ต้องเตรียมหัวข้อของ PMA Conference 2009 ด้วย
คณะ OC ในการประชุมครั้งที่แล้วที่ WB, Washington, DC เลือกไว้ ๒ หัวข้อ คือ Foreign Policy andGlobal Health กับเรื่อง Healthy Public Policy เป็นเรื่องที่มีการเคลื่อนไหวในวงการนานาชาติทั้ง ๒ เรื่อง
คำถามของผมก็คือ PMA Conference จะเพิ่มคุณค่า ยกระดับการปฏิบัติ ให้เพิ่มขึ้นจากการประชุม หรือการหารือระหว่างประเทศ ที่มีอยู่แล้ว ได้อย่างไร เรื่อง FPGH (Foreign Policy and Global Health) เป็นเรื่องฮิต มีกลุ่มประเทศที่รวมตัวกันขับเคลื่อนเรื่องนี้ ๗ ประเทศ คือ บราซิล ฝรั่งเศส เซเนกัล นอร์เวย์ สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ไทย และ อินโดนีเซีย เป้าหมายคือจะใช้ “health lens” (มุมมองที่เน้นสุขภาพ) ช่วยผลักดันให้บรรลุเป้าหมายของนโยบายและพันธกรณีระหว่างประเทศ คือใช้มุมมองด้านสุขภาพในการกล่อมประเทศต่างๆ ให้ร่วมมือกันเพื่อเป้าหมายภาพรวมของโลก เรื่องที่เขาสนใจได้แก่ ความขาดแคลนเจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพ สันติภาพ อุบัติภัย โรคเอดส์ สิ่งแวดล้อม การพัฒนา การค้า ความมั่นคงด้านสุขภาพ ถ้าเลือกหัวข้อ PFGH กระทรวงการต่างประเทศคงจะต้องเป็นภาคีจัดการประชุมหลัก และผู้เข้าร่วมประชุมก็น่าจะเป็นคนทางด้านการต่างประเทศเป็นหลัก น่าสนใจไปอีกแบบ
ท่านที่สนใจรายละเอียดของการเตรียมการประชุมที่ครบถ้วนจริงๆ อ่านได้ที่ http://gotoknow.org/blog/thaikm/156320
ผมมาคิดได้ทีหลังว่า เรื่องนี้ประเทศไทยเราก้าวหน้าไปไกลในการตีความคำว่า care คือไม่ตีความจำกัดแค่ซ่อมสุขภาพ แต่รวมสร้างสุขภาพด้วย ดังนั้นการบริการระดับมูลฐานคือสถานีอนามัย จึงมีกิจกรรมด้านการสร้างเสริมสุขภาพที่น่าภูมิใจมาก น่าจะเป็นสิ่งที่เราเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ประเทศอื่นได้
วิจารณ์ พานิช
๒๗ ธ.ค. ๕๐