สวัสดีครับประชาชนทุกท่าน

        เราทุกคนเกิดมาเป็นคน เป็นประชาชนเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ที่มีโอกาสเดินให้หัวชี้ขึ้นฟ้า ซึ่งถือว่ามีความพิเศษ หรืออาจจะไม่พิเศษในความไม่พิเศษ หรืออาจจะพิเศษในความไม่พิเศษ ล้วนเป็นเรื่องธรรมดา ที่สามารถอธิบายได้ตามหลักของการพัฒนาการตามกลไกของการปรับตัวและอื่นๆ

        ข้อพิเศษของคนคือการมีสมอง เรียนสูงหรือต่ำ การศึกษาในระบบนอกระบบก็มีโอกาสแตกต่างกัน แต่มีสมองเหมือนๆ กัน อยู่ที่การฝึกฝน ฝึกได้ไม่แบ่งชั้นวรรณะในระดับความคิด เพราะระบบคิด ความคิดอยู่ภายใน คิดแล้วไม่ถ่ายทอดก็คืออยู่ภายใน คิดได้สำเร็จได้ เข้าถึงตนเท่านั้นที่จะรู้และนำมาปฏิบัติใช้

        สิ่งที่น่าจะนำมาคิดในชีวิต คือระบบคิดตามหลักเหตุผลที่อยู่บนฐานของธรรมชาติ แต่นั้นทุกๆสิ่งมีชีวิตก็มีอายุขัย ส่วนจะมากหรือน้อยก็อยู่ที่เหตุปัจจัยในการมีชีวิตอยู่ สิ่งที่อยากจะชวนคิดก็คือ  เวลาที่เหลืออยู่

        เรามีเวลาเหลืออยู่กันเท่าไหร่ เราแสวงหาอะไรในเวลาที่เหลืออยู่ น่าจะเป็นบทคำถามที่ชวนคิดตลอดชีวิต

          หนึ่งปีมี 365 วัน หากเรามีอายุขัยเฉลี่ย 70 ปี เราจะมีอายุประมาณ  25,550 วัน ตอนนี้ผมมีอายุมาถึง 33 ปี 13,505 วัน หากผมจะบอกว่าเหลือเวลาอีก 37 ปี ก็อาจจะนาน แต่หากเหลือเวลาเพียง 13,505 วัน ก็เหมือนจะน้อย แล้วผมจะทำอะไรกับเวลาที่เหลืออยู่

  • แล้วในแต่ละวัน นอนหลับ เสียแล้ว 1 ใน 3 ส่วน

  • ใช้ทำกิจส่วนตัว หากินเท่่าไร

  • ทำงานเพื่อตนเองพัฒนาตนเองจริงเท่าไร

  • ทำงานให้กับส่วนรวมเท่่าไร

  • ใช้เวลาอื่นๆ เช่นถกเถียง ต่อว่า วิจารณ์ อีกเท่าไร

  • แล้วเราจะเร่ง หรือพอดี หรือล่าช้า กันดี แล้วจะแสวงหาอะไรในชีวิต เพราะท้ายที่สุดก็ .................... ทุกคน

          หากเราจับคู่ระหว่าง อาชีพที่เราทำกันอยู่ กับเวลาที่เหลืออยู่ แล้วอธิบายอย่างธรรมชาติ จะทราบและเราจะทราบดีที่สุด ว่าท้ายที่สุดแล้วเรามีเวลาเหลือแค่เท่าไหร่

          ท้ายที่สุดในความเห็นผม ผมเห็นเพียงแค่เรามีเวลาอยู่เพียงแค่หนึ่งลมหายใจเท่านั้น เพราะเราไม่รู้จะอยู่อีกนานตามอายุเฉลี่ยหรือไม่ จะเหลืออยู่เต็มปีหรือไม่ เต็มเดือน เ็ต็มวันหรือไม่ หรือชั่วโมงหรือไม่

แ่่ต่ในนั้น มีหน่วยชีวิตคือ หน่วยของลมหายใจ

           มาพิจารณาที่ลมหายใจ แบ่งย่อยอีกคือ ลมหายใจเข้า และออก ผมอยากจะชวนเทียบว่า ลมหายใจเข้า ทำให้มีชีวิตและดำเนินต่อไปได้ ลมหายใจออกคือความตาย ที่ออกมา จะเห็นว่าในวงรอบของทุกลมหายใจ มีความเป็นและความตายอยู่อย่างละครึ่ง

  • ลมหายใจเข้า (ความเ็ป็น มีชีวิต)

  • ลมหายใจออก (ความตาย ที่ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสหายใจเข้าอีกหรือไม่)

  • ซึ่งจริงๆ ทั้งเข้าและออกก็สัมพันธ์กัน หากเข้าแล้วจะมีโอกาสหายใจออกหรือไม่ หรือหายใจออกแล้วจะมีโอกาสหายใจเข้าหรือไม่

  • เลยไม่แปลกที่ พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เราคิดถึงความตายอยู่ทุกชั่วขณะ ทุกลมหายใจ

  • เพราะนั่นคือหน่วยย่อยของชีิวิตที่ทุกคนเข้าถึงและสัมผัสได้ด้วยตัวเองโดยไม่มีการแบ่งแยกใด

การพิจารณาแบบนี้แล้วมองทุกชีีวิตอย่างเข้าใจ รู้ที่มาที่ไป แล้วธรรมชาติจะเกิดในระบบคิด ระบบคิดอย่างธรรมชาติ อย่างเข้าใจ อย่างอยู่ร่วมและเกื้อกูลมาเอง

 

ผมมีบทความหนึ่งที่อยากแนะนำ จากท่านอัครราชทูต พลเดช วรฉัตร ครับ ตามอ่านได้ที่ 

ถ้าพรุ่งนี้ต้องตาย...

 เราใช้เวลากันคุ้มค่าแค่ไหนในแต่ละวงรอบของลมหายใจ

 

ขอแสดงความนับถือกับทุกๆ ชีวิต

สวัสดีปีใหม่ครับ  พระธรรมชาติคุ้มครองครับ

เม้งครับ