เราต้องหันมาทบทวนดูว่า เราได้ทำอะไรเพื่อชุมชนของเราให้พัฒนาอย่างยั่งยืนบ้าง

ระเบียบวาระแห่งชีวิต ๔ :

ชุมชนยั่งยืน  คนก็ยั่งยืน

                    วันนี้เป็นการทบทวนชีวิตเป็นวันที่ ๗ โดยหันมามองตนเองในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน  ความเกี่ยวข้องในฐานะสมาชิกในชุมชนเป็นเรื่องละเลยไม่ได้ เพราะมันมีผลกระทบ ไม่ว่าเราจะทำอะไรใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่คนในชุมชนไม่เกี่ยวข้อง ไม่รู้ไม่เห็น อย่างที่คนในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ๆ กำลังจะเป็น คือ "ต่างคนต่างอยู่"   ถ้าเห็นโจรขโมยขึ้นบ้านใกล้เรือนเคียง เราจะเพิกเฉยได้อย่างไร  ถ้าเกิดน้ำท่วม หรือไฟไหม้ หมู่บ้าน ชุมชน ของเรา  เราจะเพิกเฉยไม่ช่วยเหลือกันได้อย่างไร 

                 เมื่อเราเป็นส่วนหนึ่งของสังคมชุมชนท้องถิ่น  เราก็อยากให้ชุมชนของเราร่มเย็นเป็นสุข ผู้คนมีอัธยาศัยไมตรี ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ซึ่งภาพที่พึงประสงค์ดังกล่าวนี้ ค่อนข้างจะชัดเจนในชุมชนชนบท ทุกคนรู้จักกัน มีงานวัด งานบุญ งานปอย(งานรื่นเริง) งานกลุ่มอาชีพ  หรือแม้แต่งานศพ ก็มาร่วมกันทำ ช่วยจัดงาน  หากเกิดภัยพิบัติอะไร ก็ร่วมกันป้องกันแก้ไข ทุกคนมีส่วนช่วยดูแลลูกหลานในหมู่บ้าน ชุมชน เรียกว่าชุมชนเป็นปึกแผ่นกันค่อนข้างดี  ใครทำผิดแผก แปลกแยก ในสังคมชนบทก็จะถูกคว่ำบาตร ถูกติฉินนินทา หรืออาจถึงขั้นรุนแรง แบบ "ไอ้ฟัก"  ใน "คำพิพากษา" นวนิยายของชาติ  กอบจิตติ  นั่นทีเดียว

                 สำหรับชุมชนเมืองอย่างกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ๆ อาจมีลักษณะสัมพันธ์กันแบบหลวมๆ แต่ก็มีไม่น้อยที่มีการรวมกลุ่มกันในรูปกรรมการหมู่บ้าน สมาชิกโบสถ์ในคริสตศาสนา หรือกลุ่มคนงานในโรงงานอุตสาหกรรม สปอร์ต คลับ  ชมรม สมาคม และอื่นๆ 

               การกำหนดวาระแห่งชีวิตเพื่อจัดเป็นแบบแผนชุมชนจะช่วยให้เราเข้าใจบทบาท หน้าที่ในฐานะสมาชิกของชุมชน  เช่น  การช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมชุมชน การอนุรักษ์ สืบสานวัฒนธรรมของชุมชน การรวมกลุ่มเพื่อการพัฒนาอาชีพ ความเป็นอยู่ที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน

               ผมยกตัวอย่างเมื่อครั้งผมอยู่แถวๆ บางกรวย นนทบุรี  ทุกปีแม่น้ำเจ้าพระยามักเกิดน้ำเอ่อท้นท่วมหมู่บ้านสูงเท่าหัวเข่า  ผู้คนในหมู่บ้านต่างก็แก้ไขป้องกันน้ำเข้าบ้านของตัวเองตามกำลังทรัพย์ กำลังปัญญาของตนโดยไม่สนใจว่าบ้านใครท่วมแค่ไหนอย่างไร ต่างคนต่างทำ  บางบ้านก็ขนดินถมบ้านตนให้สูงเข้าไว้โดยไม่สนใจว่าน้ำจะไหลไปท่วมบ้านใครอีก  เดือดร้อนกันไปทั่ว จนในที่สุดก็มีคนกลุ่มหนึ่งชักชวนคนในหมู่บ้านมาร่วมกันป้องกันแก้ไขในภาพรวม มีการตั้งกรรมการดำเนินงาน มีการวางแผนป้องกันต้นทางด้วยการสร้างเขื่อนกั้น สร้างประตูน้ำกั้นท่อระบายน้ำ มีการประสานเจ้าหน้าที่บ้านเมืองให้เข้ามาร่วมดำเนินงาน ให้คำแนะนำ ให้งบประมาณสนับสนุน บางครั้งก็ต้องเก็บเงินแต่ละบ้านเพื่อซ่อมบำรุงถนนหนทาง ซื้อวัสดุเพื่อป้องกันน้ำ มีการประชุมหารือกัน แทบทุกบ้านเห็นด้วยและร่วมมือกัน จะมีแต่บางบ้านที่เพิกเฉย บ้านหลังนี้จึงถูกคว่ำบาตร เป็นที่เกลียดชังของคนในหมู่บ้าน ในที่สุด เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก ก็มีการจัดกรรมการหมู่บ้านไปเฝ้าระวัง ดูแลระดับน้ำ ดูแลเขื่อนกั้น ประตูระบายน้ำ จนหมู่บ้านของเราปลอดภัยน้ำไม่เข้ามาท่วมหมู่บ้าน  นี่ก็เป็นผลจากการที่เรามาช่วยเหลือกัน  คนในหมู่บ้านที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาต่างก็กลายเป็นเพื่อนบ้านที่ไปมาหาสู่กัน เจอหน้าก็ทักทายกัน และสามารถฝากดูแลบ้านให้กันและกันได้

                ในปีใหม่นี้ เราต้องหันมาทบทวนดูว่า เราได้ทำอะไรเพื่อชุมชนของเราให้พัฒนาอย่างยั่งยืนบ้าง ถ้าชุมชนเราเป็นปึกแผ่น ยั่งยืน  คนในชุมชนก็มีความสุข สงบอย่างยั่งยืนด้วยเช่นกัน