วันที่ ๒๐ ธ.ค. ๒๕๕๐ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลจัดงาน Meet the New Dean ซึ่งคณบดีคนใหม่คือ ศ.ดร.ศกรณ์ มงคลสุข
เนื่องจากกลุ่มผู้เข้าร่วมงานมีหลายประเภทของบุคลากร ท่านครบดีจึงอาจไม่มีเวลาที่จะกล่าวในเรื่องของนโยบายด้านการส่งเสริมการวิจัย และการบริหารมากนัก แต่ที่จับความได้คือ
๑. ท่านจะสานต่องานที่ดีๆ ที่ท่านคณบดีคนเก่าทำไว้
๒. ดำเนินงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ท่านอธิการบดี (คนใหม่เช่นเดียวกัน) ได้ตั้งไว้ให้กับมหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในนั้นคือ การทำให้มหาวิทยาลัยมหิดลติด ๑ ใน ๑๐๐ ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก โดยท่านคณบดีเน้นว่า อย่างน้อยคณะวิทยาศาสตร์ก็ต้องคงความเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย (ซึ่งตอนนี้เป็นอยู่)
๓. จะมีการสนับสนุนอาจารย์รุ่นใหม่ ให้ทำงานวิจัยมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านงบประมาณ (ท่านย้ำว่า ของฟรีไม่มีในโลก ใครที่ได้รับการสนับสนุนควรผลิต publications มาตอบแทนด้วย)
ผมก็เห็นด้วยและสนับสนุนในแนวทางดังกล่าว แต่โดยส่วนตัวแล้วอยากให้ทีมบริหารชุดใหม่ช่วยดูในเรื่องต่อไปนี้
๑. การทำระบบ e-office เนื่องจากเรามาอยู่ในกำกับของรัฐหรือที่ว่าออกนอกระบบ การสื่อสารต่างๆควรจะรวดเร็วและทั่วถึง เมื่อมีการประชุมของผู้บริหารในแต่ละเดือน รายงานการประชุมควรจะถูกส่งทาง e-mail ให้คณาจารย์ภายใน ๓-๔ วันเช่นนี้จะเป็นประโยชน์ ที่การประชุมในระดับภาควิชา ไม่ต้องให้หัวหน้าภาคเสียเวลามาอ่านเรื่องแจ้งจากที่ประชุมคณะ จะได้เอาเวลาประชุมมาหารือเรื่องกลยุทธ์ เรื่องเชิงนโยบายในการพัฒนาภาควิชา
เรื่อง e-office นี่มหาวิทยาลัยอื่นใช้อยู่ก็เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
๒. การปรับกรอบความคิดของบุคลากรที่ยังติดอยู่กับแนวคิดแบบราชการ ให้สอดคล้องกับมหาวิทยาลัยที่มาอยู่ในกำกับของรัฐ เพราะหากปรับไม่ได้ กระบวนการบริหารต่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบริหารงานทั่วไป การเงิน การวิจัย ทั้งในระดับคณะและระดับภาควิชาก็จะยังเป็นแบบเก่าๆ
๓. เน้นการวิจัยที่คุณภาพ มากกว่าปริมาณ เพราะเห็นได้จากที่ผ่านมาว่า ปริมาณไม่ได้ช่วยให้เราติดอันดับโลก ควรส่งเสริมให้ศาสตราจารย์ที่มีทุนวิจัยมากอยู่แล้ว รวมทั้งหน่วยวิจัยใน Center of Excellence ตีพิมพ์ผลงานในวารสารที่มี impact factor มากกว่า 10 (ถ้าให้ดีก็ Science, Nature (any subjournal), JCB, PNAS, Lancet เป็นต้น) ควรรวมงานที่ทำมาตีพิมพ์ใน ๑ วารสารที่ใหญ่ๆ มากกว่าเอางานย่อยๆแบ่งไปตีพิมพ์ในวารสารเล็กๆ
- สนับสนุนอาจารย์รุ่นใหม่หรือรุ่นเยาว์ (โดยเฉพาะช่วงอายุ ๓๐ – ๔๐ ปี ที่ปัจจุบันมีโอกาสทำวิจัยน้อย) ให้มากๆ เพราะคืออนาคตด้านการวิจัยของคณะและประเทศ การสนับสนุนต้องกระตุ้นไปถึงระดับภาควิชา เพราะถ้าระดับภาควิชาไม่เปิดโอกาสให้มีเวลาทำวิจัย การสนับสนุนของคณะก็เสียเปล่า
- เปิดใจกว้างกับ research project ใหม่ๆ ไม่เช่นนั้นอาจารย์รุ่นใหม่ก็ต้องมาเข้าร่วมโครงการวิจัยเก่าๆที่มีอยู่เดิม ที่หัวหน้าทีมหรือคณะคิดว่านั่นคือโครงการที่ดีอยู่แล้ว