INVERTED U: THE TYRANT ROUTE
จากหนังสือ Theory U ของออตโต ชาร์มเมอร์ เราสามารถบรรลุถึงศักยภาพสูงสุดของตัวเรา ได้โดยการเดินทาง "ลง" ไปถึงก้นบึ้งแห่งตัวตน ผ่าน seeing, sensing และ presensing จนกระทั่งเรา let go และ let come เมื่อนั้น เราก็จะเห็นอนาคตค่อยๆผุดกำเนิด ในกระบวนการ "ขาลง" ของตัวยู ต้องใช้ open mind (จิตตื่นรู้) ทะลุทลวง voice of judgment แล้วก็ open heart (ใจกระจ่าง) เพือทะลุทลวง voice of cynicism และในที่สุดฝ่าด่านสุดท้าย ก็คือ open will (เจตน์จำนง) โดยการเอาชนะ voice of fear ให้ได้ อนาคตที่ผุดบังเกิดจะค่อยๆสำแดงให้เห็น ตอนแรกก็ยังไม่ค่อยชัด เราจะต้องยังคงห้อยแขวน สังเกต สืบสานการกระทำไปอย่างระมัดระวัง จนกระทั่งค่อยๆตกผลึก (crystallization) และเป็นแบบแผนใหม่ต่อไป (prototyping) รวมเป็นหนึ่งเดียวกับตัวตนใหม่ของเรา (embodiment)
คำถามก็คือ เราจะสามารถอยู่เฉยๆ ใช้ชีวิตไปธรรมดาๆ ตามปกติ ไม่ต้่องลงไปหรอก ตัวยง ตัวยู อะไรเนี่ย จะได้ไหม? ดูมันยุ่งยาก ยุ่งเหยิง อดทนมากมายจัง อะไรก็ไม่รู้ ห้อยขวง ห้อยแขวน
คำตอบคือ ถ้าเรายังคง download ประสบการณ์เก่ามาใช้ตลอดเวลาเหมือนเดิม ตัวเรานั้นไม่ได้อยู่กับที่ ลอยไปตามกระแสเรื่อยๆอย่างที่คิด แต่อาจจะหลุดไปตามกระแสที่เลวร้ายกว่าได้ นั้นคือ กระแสกำเนิดทรราชย์ (The Tyrant Route)
The Tyrant Route วิถีทรราชย์
การที่เรารับฟัง รับรู้เรื่องราวโดยไม่พิจารณาใคร่ครวญ ไตร่ตรองให้ดี และกลับใช้ downloading เอาข้อมูลเก่าๆ ความหมายเก่าๆมาใช้ตลอดเวลานั้น มีความเสี่ยงที่เราจะติดกับกับ "ความจริงหนึ่งมิติ" หรือ "มุมมองหนึ่งมิติ" ได้ (stuck with one view/ stuck with one fact) โลกของเราจะแคบลงๆ โดยที่เราไม่ได้สังเกต เพราะคิดว่ามีพื้นที่เท่าเดิม แต่ความเป็นจริงคือ โลกที่เราอาศัยอยู่นี้มี "การเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์"ไม่เคยนิ่งเฉย แม้แต่ตัวเราเองก็ไม่ใช่ตัวตนเดิมในอดีต เราเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทุกๆวินาที มีการตายของ self เก่า และกำเนิดใหม่ของเซลล์ และ self ตลอดเวลา สิ่งแวดล้อมก็เปลี่ยน ตัวตนเราก็เปลี่ยน คนรอบข้างก็เปลี่ยน ดังนั้นข้อเท็จจริง หรือกระบวนทัศน์ของเราที่นิ่งเฉย ไม่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงก็จะค่อยๆไม่เหมาะสมทีละน้อยๆ จนในที่สุดก็ใช้ไม่ได้เลย อาจจะเกิดผลข้างเคียง ความเสียหายตั้งแต่เล็กๆน้อยๆ จนถึงระดับใหญ่ขึ้น ระดับหน่วย ระดับองค์กร แม้แต่ระดับประเทศ ระดับระบบนิเวศน์
คนส่วนหนึ่ง เมื่อทำงานไป ค้นพบว่าวิธีเก่าไม่ได้ผลอีกต่อไป ก็จะทบทวนใหม่ และค้นหาวิธีใหม่ๆ แต่เชื่อหรือไม่ มีคนอีกเป็นจำนวนมาก ที่กลัวการเปลี่ยนแปลง เดินอยู่ในกรอบความคิดเก่า โดยไม่ได้มีการประเมินสถานการณ์รอบด้านใหม่ ว่ามันต่างจากเดิมอย่างมาก ดันทุรังใช้ชีวิตแบบเดิม lifestyle แบบเก่า กินแบบเก่า ไม่ออกกำลังกายแบบเก่า คิดแบบเก่า กลุ่มนี้มีพยาธิสภาพมาจาก stuck with one view/ stuck with one fact นั่นเอง
แล้วพอมันไม่ได้ผล คนกลุ่มนี้ทำอย่างไร?
คนกลุ่มนี้จะเริ่มกีดกันความคิดที่แตกต่างออกไปจากตน และสังสรรค์สนทนาอยู่กับเฉพาะคนที่คิดอย่างเดียวกัน มีสีเดียวกัน กลิ่นเดียวกัน เข้าสู่ระยะที่สองของวิถีทรราชย์ นั้นคือ stuck with one US/ stuck with one THEM นั้นคือ ติดกับอยู่ที่ "พวกเรากลุ่่มนี้เท่านั้น" และต่อต้านกับ "พวกมันกลุ่มนั้น"
เป็นการสร้าง "สังคมเทียม" ที่ไม่มีข้อมูลจากภายนอก มีแต่ข้อมูลภายใน เหมือนยุคสมัยที่ฮ่องเต้จีนที่เหลวแหลก บ้านเมืองระส่ำระสาย มีขุนนางกังฉินทั่วบ้านเมือง ไม่ใช่เพราะว่าฮ่องเต้ทราบแล้วไม่ยอมทำอะไร แต่เป็นขันที ขุนนางรอบตัว เพ็ดทูลแต่เรื่องโกหก จนเกิดการรับรู้ที่บิดเบี้ยว เห็นแต่ความสำราญภายในสถานที่ รอบๆตัวเอง พออาจจะมีการเล็ดรอดของข้อมูลมาถึง ก็จะถูก dismiss ไปด้วยเพียงว่า "นี่เป็นของมูลของพวกมันกลุ่มนั้น" ก็เพียงพอที่จะไม่เชื่อ และในที่สุดก็เลือกเชื่อเฉพาะขอ้มูลของเราเอง แวดล้อมด้วย "พวกฉัน" ปลอดภัยอยู่ในไข่แห่งความสับปลับ
การแอบตัวเองอยู่ในไข่แห่งความสับปลับนี้ ยิ่งมา ยิ่งต้องอาศัยกลไกอันหนึ่งมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือ "การเพิ่มความเข้มข้นรุนแรงในการปรับการรับรู้"

เนื่องจากการติดกับ "ความจริงหนึ่งมิติ" และ "พวกเราเท่านั้น" ทำให้สถานการณ์รอบด้านก็ยังคงดำเนิน ยังคงเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ พยาธิสภาพทางสังคม สิ่งแวดล้่อม ก็เริ่มมีอาการ อาการแสดง ออกมามากขึ้นๆ แผ่ผลกระทบต่อสิ่งต่างๆมากขึ้นๆ ในการที่จะหลอกตัวเองต่อไป หรืออาศัยอยู่ในโลกแห่งความสับปลับกลับกลอกต่อไป ทำให้ต้องมีการ manipulate information มากขึ้นเป็นเงาตามตัว
ในสงครามแห่ง blindspot นี้ แต่ละฝ่าย ก็จะยึด ideology ของฝ่ายตนเอง "เท่านั้น" ที่ถือว่าจริง ถือว่าดี ข่าวคราว หรือเหตุการณ์ใดๆ ที่จะมาคัดค้านผลสรุปของตน จะต้องถูก manipulate หรือถูกปรับแต่ง ถูก censor หรือแม้กระทั้่งถูก abuse นำมาเป็น information doctoring โดย spin-doctor
spin-doctor เป็นตำแหน่งของผู้ทำงานเพื่อองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคการเมือง ในการให้ข่าว แถลงข่าว ชี้แจงข่าว ฯลฯ อย่างไรก็ได้ต่อสาธารณะเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อพรรคของตน
ในการรับรู้ information และการใช้ information ณ ระยะนี้ เป็นการใช้เพื่อบิดเบือนความเป็นจริง ใช้เพื่อทำลายฝ่ายตรงกันข้าม ใช้เพื่อหาเสียง เรียกร้องความเชื่อถือให้ฝ่ายตนเอง
ในที่สุด เมื่อการใช้ข้อมูลไม่ได้ผล ก็มาถึงการใช้กำลัง การใช้ aggression เข้าแก้ปัญหา ทำลายคนที่ไม่เชื่อ ทำลายคนที่สร้างภาพที่ไม่เหมือนที่ตนเองต้องการ ถึงขนาด annihilation คือ การทำลายล้าง
ซึ่งเป็นระยะ full-blown tyranny
ในประวัติศาสตร์ของจอมเผด็จการของโลก มีการดำเนินซ้ำแล้วซ้ำอีกตาม pattern ที่ว่านี้ เริ่มจาก one fact/one view และรวบรวมกลุ่มคนที่เป็น one US และ ค้นหา แยกแยะกลุ่มอืืนๆเป็น one THEM ตกแต่ง manipulate ข้อมูล และการทำลายเป็น resource สุดท้ายที่แน่แท้
เพียงเพราะเพื่อ protect ego ของตนเอง ที่ไม่สามารถรับรู้ความจริง "อื่นๆ" รอบๆตัวได้เท่านั้น
จะเห็นได้ว่า การไม่ทำอะไร การไม่ยอมฝึกหัดรับรู้เรื่องราวใหม่ๆ การไม่ยอมห้อยแขวนก่อนตัดสินนั้น ไม่ได้เป็นกลางๆ หรือไม่ใช่ปราศจากความเสี่ยง แต่เราอาจจะดำเนินลงไปอีกด้านหนึ่งของเหวไม่รู้ตัว ยิ่งเราพยายามแวดล้อมด้วยคนกลุ่มเดิม ที่มีความคิดเดิม เห็นด้วยทุกครั้ง เราก็จะยิ่งฝังลึกลงใน one fact and one view มากขึ้นๆ
Tyrant ที่จะเกิดขึ้นจะใหญ่หรือเล็ก เพียงขึ้นอยู่กับว่าเราเป็นใครเท่านั้น แต่ความเป็น tyrant ก็ยังคงมีคุณภาพเช่นกัน ไม่ว่าเราจะมี หรือไม่มีอำนาจก็ตาม
ในหนังสือเรื่องเลขาฮิตเลอร์ ที่เป็นบทความ ความเห็นของเลขาคนหนึ่งของอดอฟ ฮิตเลอร๋ที่ได้อาศัยอยู่กับฮิตเล่อร์ในบังเกอร์ จนวันตายของท่านผู้นำ ได้แสดงถึงความน่าทึ่งของการรับรู้ที่บิดเบี้ยว ฮิตเลอร์นั่วรถไฟผ่านเมืองเยอรมัน โปแลนด์ คนขับจะพยายามจัดหาเส้นทางที่ผ่านซากปรักหักพังน้อยที่สุด หน้าต่างต่างๆก็จะปิด seal สนิทแน่น บนรถไฟ โบกี้โดยสารก็จะเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก มีสปา ระดับดีอยู่บนรถ ฮิตเล่อร์นั่งเซ็นคำสั่งอบแกสคนยิวนับล้านคน โดยที่ detach ตัวเองออกจากความทุกข์ทรมานมหาศาลที่ตนเองสร้างขึ้น เพียงแค่ใช้ม่านบางๆกั้นหน้าต่างเท่านั้น เลขาของฮิตเลอร์เองก็คิดว่า ฮิตเลอร์เป็นคุณลุงแก่ๆ ใจดี พูดจาสุภาพไพเราะอ่อนหวาน เพราะนั่นคือสิ่งที่เธอเห็นเท่านั้น เธอไม่ได้เห็น "ความจริง" ด้านอื่นๆของฮิตเล่อรเลย
สวัสดีค่ะ
ไม่ค่อยเข้าใจ ว่าอาจารย์หมายถึงอะไร อย่างไร
เพียงแต่นึกถึงว่า วิถีทางเก่าหรือคำตอบเก่าตามประสบการณ์ ไม่อาจแก้ปัญหาได้หมด
คงต้อง ตั้งคำถามใหม่หรือหาคำตอบใหม่
เร็วๆนี้ ได้คุยกับ ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร ในเรื่อง คล้ายๆแบบนี้......inverted U-curve
เราคุยกันถึงเรื่อง ดัชนีความเหลื่อมล้ำของรายได้" โดยใช้ข้อมูลระหว่างปี ค.ศ.1960-1995 จากตัวอย่างหลายประเทศ มีข้อสังเกตว่า มีความสัมพันธ์แบบ "ตัวยูคว่ำ" (inverted U-curve)
กล่าวคือ ในระยะแรกๆ ความเหลื่อมล้ำของการศึกษา-กับความเหลื่อมล้ำของรายได้ -ต่างฝ่ายต่างเพิ่มขึ้น จนกระทั่งถึงระดับหนึ่ง
ความเหลื่อมล้ำของการศึกษา- และการกระจายรายได้จะค่อยลดน้อยถอยลง
แต่คงไม่เกี่ยวกับ ความหมาย ที่อาจารย์อยากจะสื่อนะคะ เพียงแต่พูดถึงเรื่อง ตัวยูหัวกลับค่ะ
สรุปว่า ความเหลื่อมล้ำของการศึกษาเป็นตัวแปรสำคัญตัวหนึ่งที่มีผลลัพธ์ต่อการกระจายรายได้ แต่ไม่มาก ราว 16% แต่จะปฏิเสธหรือว่าละเลยก็ไม่ได้อีกเช่นเดียวกัน
คุณ sasinanda ครับ
ต้องขออภัยที่ผมชอบ post เรื่องตอนเขียนได้ครึ่งๆกลางๆนะครับ เพราะผมไม่ได้เขียน (พิมพ์) ลง file แล้วค่อยนำมาแปะ แต่เป็นเขียนลง web เลย ทำให้ผมอยากจะหยุด save (หรือ post) เป็นระยะๆ ไม่งั้นถ้าคอมฯ hang แล้วมันก็จะหายไปหมด
หวังว่าพอเขียนจบ จะอ่านได้ใจความหมายมากขึ้น
ไหมครับ?
อ้าวมาอีกที
หายงงๆแล้วค่ะ
เลยคุยกับอาจารย์เรื่อยเปื่อยไปถึงศัพท์ Inverted U ไปโน่นเลย แต่ก็ดีค่ะ ถือว่า ได้คุยกับอาจารย์ ได้ความรู้ทุกทีค่ะ
ถ้าในมุมเฉพาะเรื่องข้อมูล และที่เกี่ยวเฉพาะกับตัวเอง ดิฉันเทียบกับเหตุการณ์ ณ เวลาที่เราได้ยินได้ฟังข้อมูลกันทุกวัน ในช่วงเวลาอันสำคัญนี้ คือ
กระแสของข้อมูลดิบ ข้อมูลสารสนเทศ จะไหลบ่าเข้าหาเราอย่างท่วมท้น
แต่สิ่งที่เราได้รับรู้ทั้งหมดนั้น กลับมีสัดส่วนของความเป็นจริง ลดน้อยลงทุกที
อันนำมาซึ่งคำถามสำคัญที่ว่า เราจะเชื่อสื่อได้หรือไม่
ตัวอย่าง เช่น เราจะเชื่อลมปากนักการเมืองได้แค่ไหน อย่างไร หรือไม่ในระยะนี้
เพราะข้อมูลที่แสดงออกมา อาจเป็นการใช้เพื่อบิดเบือนความเป็นจริง ใช้เพื่อทำลายฝ่ายตรงกันข้าม ใช้เพื่อหาเสียง เรียกร้องความเชื่อถือให้ฝ่ายตนเอง หรือไม่ อย่างไรค่ะ
มีศัพท์ ยิ่งสูง ยิ่งหนาว
กลับกลายเป็นว่าคนใหญ่คนโตส่วนใหญ่ ไม่ว่าชาติไหน มักมิได้ให้ข้อมูลที่แท้จริงเกี่ยวกับปัญหา และจุดบกพร่องในการงาน ได้อย่างที่ควรจะเป็น
หนำซ้ำมักจะถูกคอยปกปิดข้อมูลอยู่เรื่อย
ซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินใจผิดพลาดไปในอนาคตได้อย่างง่ายดาย
คุณ sasinanda ครับ
จริงอย่างที่ว่าครับ ลำพังการรับรู้ของเรามันก็บอดเบี้ยวไปหน่อยนึงแล้ว พอยิ่ง "จงใจ" บิดให้บูดเบี้ยวเพิ่มไปอีก สุดท้ายก็แทบจะจำเรื่องต้นกำเนิดไม่ได้
ผมยังสงสัยว่า politician ที่มีความภาคภูมิใจในตนเอง จะรู้สึกอย่างไร ที่จะถูกเหมารวมเป็น "นักการเมือง" พวกนี้ เพราะถึงตอนนี้ อะไรเป็น norm ก็ชักไม่มั่นใจแล้วล่ะครับ ที่อังกฤษเคยมี poll สำรวจความ "น่าไว้วางใจ" ปรากฏว่า นักการเมืองตกอยู่อันดับบ๊วย ส่วนครู และหมอ ยังเป็น top อยู่ (โชคยังดี... แต่ไม่รู้ว่าอีกนานไหม เพราะหมอประเทศเราอาจจะย้ายเข้าคุก หรือลาออกกันหมดในไม่ช้า)
ขอเสริมเรื่องนี้นิดหน่อยค่ะ ในเรื่องแพทย์
คิดว่า ทุกฝ่ายควรมีความเมตตาต่อกันในฐานะเพื่อนมนุษย์ ควรพุดคุยกัน อย่างคนที่มีจิตใจดีต่อกัน
อย่าเพิ่งเอาเรื่องทางเทคนิค และกฎหมายมาพูดกัน
ความมีน้ำใจและมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน น่าจะมีส่วนลดการฟ้องร้องลงได้มาก เพราะคนไข้และญาติก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน
ผมก็เขียนบันทึกสดๆ ครับ แต่มักจะใช้วิธีนี้ในกรณีที่บันทึกยาว หรือมีรูปประกอบ
สวัสดีครับ คุณ conductor
ขอบคุณสำหรับ trick ครับ :)
แต่ที่ผมเขียน (พิมพ์) สด สาเหตุหลักคือขี้เกียจน่ะครับ แฮะๆ (สารภาพโดยไม่ต้องซ้อม)