กาลเวลาในช่วงชีวิตที่แสนคุ้มค่า ที่ได้พบเจอองค์พ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ทรงเมตตา อบรม และสั่งสอน เราทุก ๆ วัน

ชีวิตที่ งง งง และ งง นับตั้งแต่เริ่มแรกว่าฉันมาบวชได้อย่างไง (วันนี้ก็ยัง งง ๆ อยู่) อยู่ดี ๆ ก็มาบวช
บวชไป บวชไป ๆ ก็ยัง งง ๆ ว่าบวชอยู่ได้อย่างไง เฮ้อ... งง อีก

แล้วยิ่ง งง หนัก เมื่อโดนท่านอาจารย์ “ตบ” ทุกวัน ๆ วันนึงโดน “ตบ” วันละหลาย ๆ รอบ ตบซ้าย ตบขวา ตอนแรก งงมาก ถึงกับมึนตึ้บไปเลยก็มี หรือบางครั้งห่อเหี่ยว เหงา ซึมเศร้าไปได้เลยในบางขณะ

แต่วันนี้ โอ้โห... สิ่งที่ท่านอาจารย์ตบเรา แท้ที่จริงไม่ได้ตบเรา แต่ท่านเมตตาตบเจ้า “โลกธรรม” ที่ฝังติดชิดแน่นอยู่ในจิตในใจเรามานานแสนนาน ทำให้เราแข็งแกร่งมาก เพราะท่านตบให้เราออกห่างจากคำสรรเสริญและเยินยอ

วันไหนทำงานดี มีผลงาน ถึงกับขั้น “ภูมิใจนำเสนอ”
พอกราบเรียนท่าน
ท่านก็ “เฉย”
อ้าว... นึกว่าจะได้คำชม
โดนเข้าแล้วเรา โดน “ตบ” เข้าเต็ม ๆ

ท่านเมตตาลูกศิษย์อย่างเหลือล้น ท่าน “ตบ” โลกธรรมของจิตของลูกศิษย์ได้อย่างอัศจรรย์

“เราทำดี เราต้องไม่ติดดี”
ทำดี อย่าติดดี คำพูด คำสอนของท่านอาจารย์ที่บอกเราหลังจากที่ท่านตบให้โลกธรรมให้จางคลายหายจากใจไป
ทำดี ทำให้เต็มที่ ไม่ต้องไปหวังให้ดี หวังอยากดี
หวัง อยาก แล้วจะเครียด
 “ทำ ๆ ไป อยู่ ๆ ไป อยู่มันอย่างเนี๊ยะแหละ อยู่เฉย ๆ ไม่ต้องให้มีใครถามถึง บวชมาเพื่อละตัวละตน ไม่ใช่บวชมาเพื่อให้อวดตัว อวดตน ให้อุปทานมันซ้อนอุปทาน”
มีหน้าที่อะไรก็ทำไป ทำให้ดีที่สุด ที่ดีมันก็ดีเอง

แต่วันไหนกำลังท้อแท้ ห่อเหี่ยว เหงา คิดถึงเพื่อน คิดถึงบ้าน ทำงานผิด ๆ พลาด ๆ เฉิ่ม ๆ เสล่อ ๆ
ท่าน “ยิ้ม” ทำให้ใจเราฟอง ฟู มีพลังที่จะใช้ชีวิตทวนกระแสกิเลสได้อย่างน่าอัศจรรย์

มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีทุกข์ ย่อมมีสุข มีสรรเสริญ ย่อมมีนินทา

ช่วงชีวิตอันแสนคุ้มค่านี้ เป็นช่วงชีวีที่มีคุณค่ายิ่งหาสิ่งใดเปรียบปาน
ขอน้อมจิตกราบนมัสการแด่องค์พ่อแม่ครูบาอาจารย์ด้วยดวงใจ...