มีเรื่องมาเล่าให้ผู้อ่านได้ทราบถึงจุดจบ ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นค่ะ

       เช่นเคยค่ะ ประมาณ 02.35 น. นั่งรถไปกลับคุณแม่ค่ะ สภาพตอนนั้นดิฉันไม่สดชื่นเลยค่ะ เพราะเข้านอนประมาณ 23 .30 น. ก็ได้ตื่นอีกแล้วค่ะ พอนั่งรถไปได้สักพัก ...

       เหตุการณ์ที่ เห็นตอนนั้น ทำให้ตาของดิฉันลืมขึ้นมาเต็มลูกได้ค่ะ เพราะที่เห็นอยู่ตรงหน้านั้น มันเป็นอุบัติเหตุ รถเก๋งชนกันที่สะพานลอยค่ะ ทำให้รถอีกคันหนึ่งวิ่งตกสะพานลอย สภาพสะพานลอยตอนนั้นขาดออกไปเป็นช่องทางเลยค่ะ ...

      ไม่น่าเชื่อนะคะ สะพานลอยที่สร้างไว้ถ้าไม่แข็งแรงจริง เค้าคงจะไม่ทำขึ้นหรอกค่ะ แต่นี่ขาดออกไปเป็นช่องทาง คุณพ่อที่ขับรถไปส่งดิฉันกับคุณแม่ จอดดูเหตุการณ์ และท่านก็ถามคุณตำรวจว่า "รถมันมายังไงครับคุณตำรวจ มันถึงได้เป็นสภาพเช่นนี้" คุณตำรวจบอกว่า "รถอีกคันนึงมีคนบอกว่าเพิ่งกลับมาจากเที่ยว แล้วเมาสุรา อาการหนัก และอีกคันก็ขับมาใช้ความเร็วเกินพิกัด มาเกิดเหตุขึ้นตรงนี้ได้ คือ รถทั้งสองคันนี้ วี่งสวนทางกันมา โดยรถที่เมาสุรานั้น จะอยู่ท้ายรกอีกคันหนึ่ง ซึ่งเป็นบุรุษที่สาม แล้วรถคันที่เมาสุรานั้น วิ่งแซงรถที่เป็นบุรุษที่สาม และ ปะทะ กับรถคันที่วิ่งด้วยความเร็วเกินพิกัด ทำให้จุดจบของเหตุการณ์นี้ ก็เป็นอย่างที่เห็นนี่แหละครับ" คุณตำรวจกล่าว พร้อมเดินไปพิสูทธิ์หลักฐานต่อ

      สรุปเหตุการณ์ตอนนั้น คือ ไม่มีใครลอดชีวิตเลยสักคนค่ะ

      แล้วคำพูดของคุณแม่ที่เตือนสติคุณพ่อก็เอ่ยขึ้นว่า "นี่แหละ เป็นเพราะความประมาทแท้ๆ  ทีหลังพ่ออย่าขับรถเร็วอีกนะ แม่กลัว " ดิฉันก็ต่อท้ายว่า "หนูด้วยค่ะ"

       นี่ก็เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ผู้เขียนไปพบเจอมา และได้นำมาเล่าเป็นคติเตือนใจผู้อ่านค่ะ