ด้วยระบบทุนนิยมที่เข้าไปครอบงำในสังคมโลก ไม่ว่าจะมากหรือน้อยแล้วแต่เกราะต่างๆว่าจะเป็นกำบังให้กับผู้บริโภคได้มากหรือน้อย ในสภาพของสังคมไทยที่เป็นอยู่ ซึ่งจะร้อนมากพอสมควรทางด้านการเมือง และปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น

จะมีคนถามหาพลังของนักศึกษาและพลังของประชาชนเสมอในยามที่สังคมกำลังเดือดร้อน ด้วยสภาพของสัมคมทุนซึ่งมีบทบาททำให้คนมีความเป็นปัจเจกบุคคลสูง การพูดคุยในเรื่องส่วนรวมอาจจะลดบทบาทลง โดยคนจะมุ่งสู่การเพิ่มบทบาทให้กับตัวเองก่อนเป็นสำคัญ

พลังนักศึกษาจะถูกมองเป็นพลังอิสระและพลังที่บริสุทธิ์ ที่มีความเป็นอิสระทางด้านความคิดไม่มีผลประโยชน์พลอยได้ และจะอยู่ในความเป็นกลางและเคียงคู่สังคมตลอดมา แต่ด้วยทุนนิยมที่ทำให้บทบาทของ นศ.เปลี่ยนไป และอิสระหลายๆ อย่างเปิดมากจนบางครั้งเหมือนว่าลืมสังคมไป หันมาสนใจเรื่องส่วนตนมากกว่าส่วนรวม มองปัญหาที่เกิดเป็นเรื่องไกลตัว ไม่เกี่ยวกับครอบครัวต้วเองถือว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือ นศ.อาจจะถูกนำไปผูกกับกฏเกณฑ์ต่างๆ ของระบบทุนนิยมจนไม่มีบทบาทที่จะออกมาขับเคลื่อนสังคมกัน เช่น ระบบการเรียนการศึกษา ที่หันไปมุ่งเอาเกรด และมุ่งผลการเรียนเป็นที่ตั้ง หรือว่ามุ่งไปสู่สัมคมฟุ่มเฟือยที่มุ่งเน้นหาเครื่องรางมาสวมใส่ตัวเองจนลืมบทบาททางสังคมไป หรือว่าเหตุผลใดๆ ก็ตาม

ในสมัยก่อนอาจจะเป็นไปได้ว่าสังคม นศ.ยังมีความมั่นคงและอยู่กับความเป็นสังคมนิยมมากกว่าทุนนิยม การพัฒนาทางวัตถุอาจจะน้อยกว่าสมัยนี้ ไม่มีสิ่งล่อตาจูงใจอย่างสมัยปัจจุบัน แม้สังคมจะสงบก็ตาม หลายๆสถาบันมีการถกอภิปรายกันว่า ทำไมกิจกรรมนักศึกษาสมัยนี้ต่างจากเมื่อก่อน สิ่งหนึ่งที่เราพบว่า มีหลายๆ สิ่งที่ทำให้มีความเด่นกว่า นั่งคิดถึงสังคม อาจจะหันไปสู่ความบันเทิงเริงรื่นมากกว่าการมองดูสังคมและตัวเอง ดังนั้นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่แปลกที่เราพบเห็น นศ.สมัยปัจจุบันมีมือถือพกติดตัวกันคนละเครื่อง หรือมีสิ่งอื่นให้หันไปสนใจมากขึ้น ไม่ได้ปฏิสัมพันธ์กันอย่างสมัยก่อน เพราะโลกปัจจุบันมันเริ่มกว้างมากขึ้น มีทางให้หันเหกันไปได้ต่างๆ กัน ประกอบกับการรับเอาวัฒนธรรมต่างๆ จากรอบตัวจากที่ไกลๆ หรือใกล้ เข้ามาจนลืมความเป็นตัวตนที่แท้จริง แล้วเผยแพร่ออกไปสู่สังคมทั่วไป

ดังนั้น อาจจะไม่ใช่สิ่งที่น่าแปลกที่เรามาเจอกับสภาพการเมืองในปัจจุบันโดย นศ. เพิ่งหันเข้ามามีบทบาทต่อประเทศ ในสภาวะหลวมๆ อาจจะตื่นตัวกันเพราะเป็นกระแส เป็นที่น่าตกใจที่ ต้องให้ ครูหรือนักวิชาการออกมาก่อน อาจจะต่างจากสมัยก่อนที่ นศ. ออกมา แล้วมี อาจารย์คอยชี้แนะสนับสนุน แต่ออกมาในตอนหลังก็ดีกว่ายังไม่ออกมา

จริงๆ แล้ว นศ. ได้รับการเรียนรู้และเป็นอิสระมากๆ ในเรื่องความคิด การเรียนรู้ การศึกษาหาความจริง สร้างความจริงให้กับสังคม  การทำการบ้านเพื่อหาข้อเท็จจริง ค้นหาในสิ่งที่ไม่รู้ จะได้ไม่ถูกครอบงำจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อีกเรื่องที่ต่างจากสมัยก่อนคือ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง ในนาม นศ.ทั่วประเทศ ไม่ได้แบ่งแยกว่าสถาบันไหน ตอนนี้ผมชักไม่แน่ใจว่าเป็นอย่างไร แต่มีความสงสัยโดยส่วนตัวว่า สนนท.(สมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย) สามารถจะโยงใย นักศึกษาได้ทั่วทั้งประเทศได้มากน้อยแค่ไหน แม้แต่ในภาคใต้เอง ผมรู้สึกว่า  สศต.(สมาพันธ์นักศึกษาภาคใต้) ก็เงียบหายไป คงไม่ได้เริ่มอ่อนแอในสมัยนี้ครับ แต่คงอ่อนลงมาเรื่อยๆ ในสมัยผมเป็นนักศึกษาก็ไม่ได้มีบทบาทอย่างไรมาก ปัญหาการร่วมมือกันทำกิจกรรม นศ. ก็มีปัญหามาเรื่อยๆ

ผมไม่ทราบว่า การรวมตัวของ นศ.ทั่วประเทศจะเกิดขึ้นได้ดีแค่ไหนอย่างไรในสังคมทุนนิยม บางคนไม่กล้าคิดเอง รอคอยให้คนอื่นนำกันไปก่อน แล้วค่อยว่ากันทีหลัง บางคนคิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว ไม่ใช่เรื่องเรา บางคนอาจจะคิดว่าไม่กล้าทำไรขัดแย้งโจ่งแจ้งเกินไป อาจจะผลต่อการทำงาน หางานทำในอนาคต บางคนไม่สนใจ การเมืองน่าเบื่อ บางคนไม่รู้ช่างมันเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ก็ยังมีส่วนหนึ่งที่มีอยู่มากพอสมควรที่หันกลับมาเห็นสังคม และพยายามจะรวมตัวกันให้เป็นหนึ่งเดียวต่อกัน จริงๆ แล้วพลัง นศ. ไม่ได้หายไปไหนหรอกผมว่า เพียงแต่พลังจะอยู่ในตัวของพวกเค้าเหล่านั้นหล่ะครับ เพียงแต่ขาดกิจกรรมการพูดคุยทางสังคม และขาดการร่วมมือประสานงานกันอย่างถูกหลักและเป็นระบบเท่านั้นเอง ผมยังรอเห็นพลัง นศ.เสมอว่าวันหนึ่งพลังบริสุทธิ์เหล่านี้จะออกมายืนข้างประชาชนและความถูกต้องอีกครั้ง แล้ว นศ.จะได้รับการยอมรับของสังคมตลอดไป แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป แต่ความคิดและการแสดงออกทางด้านความถูกต้อง น่าจะยังอยู่กับ นศ. ตลอดไป

สิ่งที่กล่าวว่าเป็นเรื่องไกลตัว จริงๆ แล้วไม่ได้ไกลครับ หากเราสนใจสิ่งเหล่านั้น สิ่งเหล่านั้นก็จะใกล้ตัวเราเสมอ ยิ่งสนใจยิ่งอยู่ใกล้ๆตัวเรา

สังคมไทย รอพลังจากพวกเธออยู่เสมอ