ทรงสอนให้ละเว้นจากความเชื่อเพราะเหตุ ๑๐ ประการ
กาลามสูตร :
พระพุทธโอวาทสู่อิสรภาพทางความคิด
คนเรามักเชื่อในสิ่งที่ฟังหรืออ่านมาเสมอ
ถ้าสอดคล้องกับความเชื่อของตน
แม้จะไม่เคยประจักษ์แก่ตนว่าสิ่งที่ฟังนั้นคือ “สัจธรรม”
เมื่อครั้งพุทธกาล
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จยังบ้านกาลามะ
ชาวบ้านนามเกสปุตตะ
เกิดความสับสนในคำสอนของเจ้าสำนักทั้งหลายที่สอนแตกต่างกันไปหลายทิศทาง
จนไม่รู้ว่าจะเชื่อคำสอนใดดี
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงประทานโอวาทแก่เกสปุตตะโดยทรงล้างความเชื่อเดิมที่เป็นสาเหตุแห่งความเชื่อผิดๆ
จนเกิดเป็นอคติทั้งหลาย นั่นคือ
ทรงสอนให้ละเว้นจากความเชื่อเพราะเหตุ ๑๐
ประการว่า
มา
อนุสฺสเวน อย่าเชื่อด้วยการฟังตามๆ
กันมา
มา
ปรมฺปราย
อย่าเชื่อด้วยการถือสืบๆ กันมา
มา
ปิฎกกสมฺปทาเนน
อย่าเชื่อด้วยการอ้างตำรา
มา
ตกฺกเหตุ
อย่าเชื่อเพราะความเป็นเหตุเป็นผล
มา
นยเหตุ
อย่าเชื่อด้วยการชี้นำ
มา
อาการปริวิตกฺเกน
อย่าเชื่อด้วยการตริตรองตามอาการ
มา
ทิฏฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา
อย่าเชื่อเพราะเข้ากับความเห็นที่ตนยอมรับไว้แล้ว
มา
ภพฺพรูปตาย
อย่าเชื่อเพราะมีความเป็นไปได้สูง
มา สมโณ โน
ครูติ
อย่าเชื่อเพราะสมณะนี้เป็นครูของเรา
พระพุทธโอวาท กาลามสูตรนี้ อาจเรียกตามชื่อเกสปุตตะว่า
เกสปุตตสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรที่อยู่ในพระไตรปิฎก
ในส่วน อังคุตตรนิกาย
สุตตันตปิฎก
เจตนาของพระสูตรนี้ต้องการล้มล้างความเชื่อผิดๆ
ของเกสปุตตะ
ที่มุ่งจะปฏิบัติตามคำสอนเพื่อการหลุดพ้นกิเลส
ดังนั้น
พระสูตรนี้จึงเป็นหลักแห่งการรู้จักสลัดอิทธิพลหรือปัจจัยที่ครอบงำจิตให้คิดในทางที่จะนำไปสู่อคติคือความลำเอียงทั้งหลายซึ่งจะเป็นกิเลสที่เกาะกินจิตใจคนนั้นอยู่
เมื่อเราเข้าใจเจตนาดังกล่าวนี้แล้ว
ก็อย่าตีความผิดๆ นำกาลามสูตรนี้ไปใช้ในการ “ไม่เชื่อ”
แบบไร้ปัญญา หาความไว้วางใจ เชื่อถือใครๆ ไม่ได้
กลายเป็นมิจฉาทิฏฐิ ดื้อรั้น สั่งสอนได้ยาก
เพราะเกิดอวิชชา ความไม่รู้ในอริยสัจ ๔ และสัจธรรมทั้งหลายที่คนๆ นั้น
ไม่อาจเข้าถึงได้
การใช้กาลามสูตร พระท่านว่า
(เมตฺตานนฺโท ภิกฺขุ ๒๕๔๕:๑๐๙)
“ความสำคัญต่อมาในพระสูตรนี้คือ
พุทธดำรัสที่ว่า ‘เมื่อใด
ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล
ธรรมเหล่านี้มีโทษ
ธรรมเหล่านี้ผู้รู้ติเตียน...’
การที่พระองค์ใช้คำว่า
‘พึงรู้ได้ด้วยตนเอง’ นั้น
เท่ากับเป็นการแนะให้มนุษย์ทั้งหลายรู้จักสถาปนาเสรีภาพทางความคิดของตนเอง
รู้จักพิสูจน์ด้วยตนเอง
โดยที่ไม่ทรงนำความคิดเห็นส่วนพระองค์มามีอิทธิพลด้วย ในทางปฏิบัติ
คือ การทรงยอมรับเสรีภาพทางความคิด
และการใช้วิจารณญาณของมนุษย์แต่ละคน...อาจเรียกได้ว่า
กาลามสูตรนี้เป็นพุทธวิธีในการพัฒนาภูมิปัญญาของมนุษยชาติอย่างประเสริฐ”
ในช่วงที่จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วประเทศครั้งนี้
เราต้องมีอิสรภาพและเสรีภาพทางความคิด “อย่าเชื่อ”
เพราะเหตุ ๑๐ ประการ
เราต้องใช้วิจารณญาณกลั่นกรองด้วยเหตุผลตามข้อเท็จจริงที่ประจักษ์ได้เท่าที่ความสามารถจะพึงมี
เช่น ไม่เชื่อโพล(Poll)ที่เขาชี้นำ
ไม่เชื่อเพราะหัวคะแนนยุยง ไม่เชื่อเพราะนักวิชาการ
หรือนักข่าวเชียร์
ไม่เชื่อเพราะบุคคลในครอบครัวบอก ไม่เชื่อเพราะเขายื่นประโยชน์ให้
เป็นต้น เราต้องพิจารณาคุณความดีของเขา นโยบายพรรคที่จับต้องได้
ข้อมูลรายละเอียดต่างๆ เท่าที่หาได้
แม้จะไม่ถึงกับรู้ข้อเท็จจริงได้ทั้งหมดแต่อย่างน้อยเราก็ได้พยายามใช้พุทธวิธีกาลามสูตรนี้อย่างยิ่งแล้ว
กาลามสูตร
จึงน่าจะเป็นหนทางที่นำไปสู่การคิดที่เคารพตนเอง
เคารพความจริงเชิงประจักษ์ด้วยตนเอง
เป็นพุทธวิธีที่เป็นวิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ได้
ใครได้อ่านแล้วก็พึงใช้วิจารณญาณขบคิดและนำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตให้ถูกต้องได้
อย่างอิสรชนครับ
สวัสดีครับ
ถ้าตีความกาลามสูตรไปใช้ผิดๆ ถ้าจะไม่ดีครับ การเชื่อครู ต้องรู้จักถาม พิจารณาหาเหตุผลว่าครูสอนนั้นเป็นความจริง มีเหตุผล หลักฐานพอเพียงที่จะให้เชื่อได้หรือไม่ ก็จะเป็นการดี และถ้าจะให้ดีก็ต้องค้นคว้า วิจัย เพื่อหาคำตอบให้กับตัวเองจะดัที่สุดครับ