ความคิดของผมยังต่อเนื่องจากบันทึกที่แล้ว คิดทบทวนการทำงานของ SAC และ IAC ของรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ โดยที่ผมเป็นประธานทั้ง 2 ชุด และดูการทำงานจะได้ผลดีมาก เกิดระบบงานที่ทำงานง่ายและสนุกอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยประธานเป็นคนที่ไม่มีความรู้ หรือไม่รู้จริง ถือเป็นปรากฏการณ์ที่แปลก ผมจึงเอามาพิจารณาตีความหรือทำความเข้าใจว่า ผลสำเร็จเล็กๆ นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
ผมสรุปว่า เป็นเพราะผมพัฒนาทักษะมั่วศาสตร์ขึ้นมาทำงานนี้ เป็นการมั่วอย่างเป็นระบบ และเป็นทีม มีสำนักงานคณะเลขานุการกิจ (secretariat) ที่เข้มแข็ง มีเคล็ดลับในการใช้ความมั่วเชื่อมโยงผู้ที่มีความรู้จริงและรู้ลึก และกระตุ้นให้ผู้เกี่ยวข้องได้ทำงานด้วยศรัทธาในคุณค่าของงานเพื่อถวายสมเด็จพระบรมราชชนก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเทพรัตน์ และพระราชจักรีวงศ์ และเพื่อประโยชน์ในการกระตุ้นสังคมไทยและสังคมโลกได้เห็นคุณค่าของงานสร้างสรรค์ด้านการแพทย์และสาธารณสุข
ที่จริงคณะกรรมการทั้ง 2 ชุดเป็นคนที่มีงานยุ่งมาก หาเวลานัดประชุมพร้อมกันยากมาก กรรมการ SAC นัดประชุมปีละเพียง 3 ครั้ง ครั้งละครึ่งวัน แต่เอาเข้าจริงมักมีคนมาประชุมเพียงครึ่งเดียว หรือบางครั้งไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ แต่เราก็ทำงานได้ผลดีเป็นที่ชื่นชม ตรงนี้แหละครับคือมั่วศาสตร์ที่ผมค้นพบจากประสบการณ์
เราต้องเข้าใจว่ากรรมการแบบนี้เรื่องคนมาประชุมมากน้อยไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะเป็นกรรมการทำงาน ออกความเห็น และช่วยสรุปภาพรวมของผู้มีผลงานเด่นแต่ละคนหรือแต่ละเรื่อง ไม่ใช่กรรมการลงมติหาข้อยุติ ไม่ใช่กรรมการที่ทำงานแบบการเมือง แบบเอาชนะคะคาน กรรมการไม่มาประชุมก็ไม่เป็นไร เราจะส่งเอกสารและข้อมูลไปให้ออกความเห็น โดยมีเจ้าหน้าที่ประจำ (คือคุณผึ้ง) เป็นผู้คอยค้นเอกสารให้ และคอยตามทวงความเห็น นี่คือเคล็ดลับในการใช้คนเก่งที่ไม่ค่อยมีเวลาว่าง
การใช้งานคนเก่งและมีงานอื่นยุ่งมากนี้ ต้องมีความยืดหยุ่นสูงมาก ต้องยอมรับความจริงว่าบางช่วงบางท่านจะไม่มีช่องว่างของสมองให้เราเบียดเข้าไปใช้ได้เลย เราต้องใช้ท่านในช่วงเวลาที่เหมาะสมและแสดงท่าทีตลอดเวลาว่า จะไม่รบกวนในสิ่งที่ไม่น่าจะจำเป็นต้องรบกวน และที่สำคัญที่สุดคือการตอกย้ำว่า งานนี้เป็นการทำแบบอาสาสมัครเพื่อคุณประโยชน์ต่อมนุษยชาติ ตามรอยพระ ยุคลบาทสมเด็จพระบรมราชชนก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ และในขณะเดียวกันก็เป็นการรับใช้พระบรมจักรีวงศ์และท่านที่กล่าวพระนามมาแล้วทั้งสามพระองค์ คุณค่าเหล่านี้รวมทั้งโอกาสเรียนรู้ระหว่างเพื่อน SAC และโอกาสเรียนรู้ร่วมกับ IAC น่าจะเป็นแม่เหล็กดึงดูดสมาชิกของ SAC ซึ่งเป็นคนมีภารกิจมาก เข้ามาทำงานอาสาสมัครนี้ร่วมกัน
การทำงานแบบนี้คล้ายวงออร์เคสตร้า แต่เป็น virtual orchestra คือไม่ต้องมาร่วมแบบพร้อมหน้าในที่เดียวกันเวลาเดียวกัน ก็สามารถทำงานสร้างผลงานที่ประทับใจได้ เป็นการทำงานที่ผมได้เรียนรู้จากการทำงานให้มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลนี่แหละ
วิจารณ์ พานิช
11 พ.ย. 50