"ตัวอย่างที่ดี มีค่ากว่าคำสอน"
พอเริ่มก็จั่วหัวด้วยคำใหญ่และหนัก
พร้อมทั้งมีกลิ่นอายของตะวันตกนิดๆ (จิตวิญญาณมีกล่าวในคัมภีร์ไบเบิล;
ผู้เขียน)
ทั้งนี้ก็เผื่อว่าจะไปกระทุ้งต่อมอะไรเข้าให้บ้าง
เพราะทุกวันนี้หากยากเต็มทีกับความกล้าที่จะคิดแบบใหญ่ๆ
ด้วยมีข้ออ้างสาระพันไม่ว่าจะเป็นที่ระบบระเบียบ
กฎเกณฑ์ ลำดับขั้นตอน เอกสารหนังสือ คำสั่ง
ฯลฯ ทำให้ดูเหมือนว่าอะไรก็เป็นทางการ เป็นเส้นตรง และดูแห้งๆ
ยังไงไม่รู้
จริงๆ
แล้วคำว่า “จิตวิญญาณ”
ไม่ได้เป็นสิ่งที่อยู่ไกลตัวของเราเลย
แต่ละชุมชนแต่ละวัฒนธรรมต่างก็มีจิตวิญญาณแฝงอยู่ทั้งนั้น
ซึ่งแทรกซึมอยู่ในวิถีชีวิตประจำของเราทั้งสิ้น
เพียงแต่เรามองข้ามหรือมีการกล่าวถึงในลักษณะอย่างอื่นเช่น
คำว่า “ขวัญ”
1.
ซึ่งเป็นความเชื่อของคนอีสานที่ว่า
ทุกสิ่งทุกอย่างมีขวัญอยู่ อันเป็นวัฒนธรรมที่เกี่ยวโยงกับชีวิตของคนอีสานในทุกด้าน
เพื่อให้ชีวิตดำรงอย่างมีสติ
รวมทั้งเพื่อเป็นการแสดงออกถึงความรัก ความศรัทธา และความเคารพ เป็นต้น
(ขวัญจึงถือเป็นจิตวิญญาณของชาวอีสาน ;
ผู้เขียน)
หรือแม้กระทั่งในคำพูดปกติของคนเราก็แฝงจิตวิญญาณไว้เช่น
กินผักที่ไหนก็ไม่อร่อยเท่าปลูกเอง,
อยู่บ้านเราสบายที่สุดแล้ว,
เที่ยวที่ไหนไม่สุขใจเท่าบ้านเรา
,
แม่เราทำกับข้าวอร่อยที่สุด
เป็นต้น ดังนั้นจะเห็นว่าทุกสิ่งอย่างล้วนมีพลังอย่างหนึ่งเชื่อมโยงกันอยู่ในระบบคุณค่า
( Value )
ที่เราสัมผัส
ซึ่งนั่นแหละคือ “
จิตวิญญาณ
( Spirituality )
”
องค์การอนามัยโลก
( World Health
Organization; WHO) ระบุชัดเจนว่า
สุขภาพของคนเรานั้นประกอบด้วย
4
มิติด้วยกันคือ
มิติด้านร่างกาย มิติด้านจิตใจ มิติด้านสังคม
และมิติด้านจิตวิญญาณ ทั้งนี้เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่ามิติด้านจิตวิญญาณนั้นถือเป็น
“องค์รวม”
(Holistic)
ของชีวิตเลยทีเดียว
2.
คำว่า
“
จิตวิญญาณ
”
นั้นท่าน
ผศ.ดร.จุมพล พูลภัทรชีวิน อธิบายไว้ว่า
“
หนึ่ง
จิตวิญญาณเป็นเรื่องภายในแล้วก็เป็นเรื่องส่วนบุคคล
ต้องปฏิบัติเองจึงจะรู้
จึงจะเข้าใจ สอง
จิตวิญญาณ
เป็นเรื่องภายนอก
เกี่ยวข้อง เชื่อมโยง หรือสัมพันธ์กับสังคมกับวัฒนธรรมหรือพูดในระดับที่ไกลหรือเหนือออกไปอีก
จิตวิญญาณเชื่อมโยงสัมพันธ์กับโลกกับจักรวาลและกับสรรพสิ่งแยกกันไม่ออก
เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน
สาม
จิตวิญญาณเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับปัญญา
ไม่เกี่ยวกับหรือไม่ใช่ปัญญา แล้วก็เหนือปัญญา
และ สี่
จิตวิญญาณเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนา
ไม่เกี่ยวกับศาสนา
และเหนือศาสนา ”
3.
ส่วนคำว่า
“ครู”
นั้น
หมายถึง ผู้สั่งสอนศิษย์,
ผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์
4
ดังนั้นเมื่อรวมเข้าด้วยกันเป็นคำว่า
“จิตวิญญาณครู”
จึงหมายถึง
จิตสำนึก
ความคิด ทัศนคติ พฤติกรรมการแสดงออกที่ดี
ลุ่มลึกสงบเย็น เป็นประโยชน์ตามกรอบของจริยธรรม คุณธรรม
ค่านิยม
จารีตประเพณี วัฒนธรรม และความคาดหวังของสังคม อันเป็นองค์รวมธาตุแท้ของบุคคลผู้ใฝ่รู้
ค้นหา สร้างสรรค์ ถ่ายทอด ปลูกฝัง และเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม
ซึ่งมีขึ้นได้ในทุกคนไม่เฉพาะผู้ที่ประกอบอาชีพครูเท่านั้น
เห็นไหมล่ะครับว่า
มันค่อนข้างเป็นคำใหญ่ที่กว้างยิ่งกว่ามหาสมุทรอีก
อย่างไรก็ตาม
ในฐานะที่เราอยู่ในแวดวงการศึกษาจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจและสืบเสาะหาร่องรอยเพื่อ
“ถอดรหัส”
ออกมาใช้เป็นฐานในการปฏิบัติที่เกิดผลจริง
(Practice)
จนนำไปสู่บรรทัดฐาน
(Norm)
ทางสังคม
เพื่อประโยชน์ต่อตัวเอง ต่อผู้อื่น และต่อสังคมประเทศชาติ
จรรยาบรรณครู
การเดินทางค้นหาร่องรอยของจิตวิญญาณครู
จำเป็นจะต้องรู้จักกับพื้นฐานข้อตกลงที่ถือเป็นจริยธรรม
(Ethic)
ทางสังคมของความเป็นครูที่เราเรียกกันว่า
“จรรยาบรรณครู”
ซึ่งตามหลักจรรยาบรรณครู
พ.ศ.2539
ระบุเอาไว้อย่างชัดเจน
9
ประการ
5
ดังนี้
ข้อที่
1
ครูต้องรักและเมตตาศิษย์
โดยให้ความเอาใจใส่ ช่วยเหลือ ส่งเสริม ให้กำลังใจในการศึกษาเล่าเรียนแก่ศิษย์โดยเสมอหน้า
หมายถึง การค้นหาและตอบสนองต่อ “แวว”
ของศิษย์อย่างจริงใจ
เคารพ และยอมรับต่อสิทธิพื้นฐานของศิษย์ เชื่อมั่นและศรัทธาในคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างรอบด้านและเท่าเทียมกัน
ข้อที่
2
ครูต้องอบรมสั่งสอน
ฝึกฝน สร้างเสริมความรู้ทักษะและนิสัยที่ถูกต้องดีงามให้แก่ศิษย์เต็มความสามารถ
ด้วยความบริสุทธิ์ใจ
หมายถึง เน้นผลสัมฤทธิ์ไปที่ตัวศิษย์อย่างแท้จริง ปรารถนาที่จะให้ศิษย์พัฒนาตนเองได้เต็มศักยภาพอย่างยั่งยืน
ข้อที่
3
ครูต้องประพฤติ
ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ทั้งทางกาย วาจา
และใจ
หมายถึง การแสดงออกในทางที่ดีอย่างสม่ำเสมอ
และเป็นไปตามมาตรฐานแห่งพฤติกรรม ค่านิยม คุณธรรม
และวัฒนธรรมอันดีงามของสังคม
ข้อที่
4
ครูต้องไม่กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญ
ทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์สังคมของศิษย์
หมายถึง การตอบสนองต่อความสามารถของศิษย์ และพฤติกรรมที่ศิษย์แสดงออกมา
เพื่อส่งเสริมเกื้อหนุนพฤติกรรมด้านบวกและลดทอนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านลบมาสู่พฤติกรรมเชิงสร้างสรรค์
ข้อที่
5
ครูต้องไม่แสวงหาประโยชน์อันเป็นอามิสสินจ้างจากศิษย์
ในการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติและไม่ใช้ศิษย์กระทำการใด
อันเป็นการหาประโยชน์ให้แก่ตนโดยมิชอบ
หมายถึง การไม่กระทำการใด ๆ ที่จะได้มาซึ่งผลตอบแทนเกินสิทธิที่พึงได้จากการปฏิบัติหน้าที่ในความรับผิดชอบตามปกติ
ข้อที่
6
ครูย่อมพัฒนาตนเองทั้งในด้านวิชาชีพ
ด้านบุคลิกภาพและวิสัยทัศน์ ให้ทันต่อการพัฒนาทางวิชาการเศรษฐกิจ
สังคมและการเมืองอยู่เสมอ หมายถึง การพัฒนาปัญญาให้เป็นปัจจุบัน
และก้าวล้ำไปสู่อนาคต ด้วยบุคลิกภาพที่กระตือรือร้นต่อการใฝ่รู้
ศึกษาค้นคว้า ริเริ่มสร้างสรรค์ความรู้ที่ทันต่อเหตุการณ์
และทันต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจ
สังคม การเมืองและเทคโนโลยี มีวิสัยทัศน์ที่ชี้นำสังคมได้
ข้อที่
7
ครูย่อมรักและศรัทธาในวิชาชีพครู
และเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรวิชาชีพครู
หมายถึง การแสดงออกถึงความภาคภูมิใจในอาชีพครูด้วยตระหนักว่า
เป็นอาชีพที่มีเกียรติมีความสำคัญและจำเป็นต่อสังคม
ครูพึงปฏิบัติงานด้วยความเต็มใจ และภูมิใจ
พร้อมสนับสนุนองค์กรวิชาชีพครู
ข้อที่
8
ครูถึงช่วยเหลือเกื้อกูลครูและชุมชนในทางสร้างสรรค์
หมายถึง การให้ความร่วมมือ
แนะนำ ปรึกษา ช่วยเหลือแก่เพื่อนครูตามสมควรอย่างเหมาะสม
รวมทั้งเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน
การให้คำปรึกษาแนะนำแนวทางวิธีการปฏิบัติตน ปฏิบัติงาน
เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน นำความรู้ความสามารถไปใช้เพื่อประโยชน์ของสังคมโดยรวม
ข้อที่
9
ครูพึงประพฤติ
ปฏิบัติตนเป็นผู้นำในการอนุรักษ์ พัฒนาภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทย
หมายถึง การสนับสนุนส่งเสริมภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทย
โดยรวบรวมข้อมูล
ศึกษาวิเคราะห์ เลือกสรร ปฏิบัติและเผยแพร่ศิลปะ ประเพณี ดนตรี
กีฬา
การละเล่น อาหาร เครื่องแต่งกาย ภูมิปัญญาท้องถิ่น ทุนทางสังคม
ฯลฯ เพื่อสร้างฐานข้อมูลพร้อมบูรณาการ
(Integration)
เข้ากับระบบการเรียนการสอน
เพื่อพัฒนาความรู้ของศิษย์และยังประโยชน์แก่ชุมชน
จรรยาบรรณครู
ถือเป็นแบบแผนการปฏิบัติของครู เพื่อสร้างแนวทางการปฏิบัติที่มีระเบียบแบบแผน
มีทิศทาง และอยู่ในค่านิยมอันดีของสังคม
ถือเป็นแบบอย่างในการสร้างสำนึกความเป็นครูให้มีขึ้นในตัวบุคคล
พร้อมกับปลูกฝังระบบคุณค่าของความเป็นครูให้ซึมเข้าไปในวิถีคิด
จนกลายมาเป็นวัตรปฏิบัติประจำตัวของบุคคล
ดังนั้น จรรยาบรรณครูเองก็ยังคงมนต์เสน่ห์ที่แฝงเต็มไปด้วยกลิ่นหอมจรุงของจิตวิญญาณในความเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาและขัดเกลาทางสังคม
(Socialization)
ให้กับผู้คน
เพื่อสร้างบุคคลและสังคมที่พึงปรารถนาร่วมกัน
วิถีสู่
“
จิตวิญญาณครู
”
“
...การทำงานสร้างเกียรติยศชื่อเสียงและความเจริญก้าวหน้า
นอกจากจะต้องใช้วิชาความรู้ที่ดีแล้ว
แต่ละคนยังต้องมีจิตใจที่มั่นคงในความสุจริตและมุ่งมั่นต่อความสำเร็จเป็นรากฐานรองรับ
กับต้องอาศัยกุศโลบายหรือวิธีการอันแยบคายในการประพฤติปฏิบัติเข้าประกอบอีกหลายประการ
ประการแรก
ได้แก่การสร้างศรัทธาความเชื่อถือในงานที่กระทำ ซึ่งเป็นพละกำลังส่งเสริมให้เกิดความพอใจและความเพียรพยายามอย่างสำคัญ
ในอันที่จะทำการงานให้บรรลุผลเลิศ
ประการที่สอง ได้แก่การไม่ประมาทปัญญาความรู้ ความฉลาดสามารถทั้งของตนเองทั้งของผู้อื่น
ซึ่งเป็นเครื่องช่วยทำงานได้ก้าวหน้า กว้างไกล ประการที่สาม
ได้แก่ การตามรักษาความจริงใจ ทั้งต่อตัวเอง ซึ่งเป็นเครื่องทำให้ไว้วางใจร่วมมือกัน
และทำให้งานสำเร็จได้โดยราบรื่น ประการที่สี่
ได้แก่การกำจัดจิตใจที่ต่ำทราม รวมทั้งสร้างเสริมความคิดจิตใจที่สะอาดเข้มแข็ง
ซึ่งจะช่วยให้ฝักใฝ่แต่ในการที่จะปฏิบัติดี
ให้เกิดความก้าวหน้า ประการที่ห้า ได้แก่การรู้จักสงบใจ
ซึ่งเป็นเครื่องช่วยให้ยั้งคิดได้ในเมื่อมีเหตุทำให้เกิดความหวั่นไหวฟุ้งซ่าน
และสามารถพิจารณาแก้ไขปัญหาได้โดยถูกต้อง
คุณสมบัติหรือคุณธรรมที่กล่าวแล้ว
ทั้งที่เป็นส่วนรากฐาน ทั้งที่เป็นส่วนวิธีการ
ต่างเป็นเหตุเป็นผลอาศัยกัน และเกื้อกูลส่งเสริมกันอยู่ทั้งหมด
จะอาศัยเพียงข้อหนึ่งข้อใด หรือเพียงบางส่วนบางข้อมิได้
เพราะจะไม่ช่วยให้เกิดผลหรือได้ผลน้อย ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องพยายามอบรมสร้างเสริมให้บริบูรณ์ขึ้นแต่ละข้อ
และทุกข้อ เมื่อคุณสมบัติดังกล่าวประชุมพร้อมกันขึ้นแล้ว
จึงจะบันดาลผลเลิศให้เกิดขึ้นสมบูรณ์บริบูรณ์
เป็นประโยชน์ช่วยตัวช่วยผู้อื่นได้อย่างแท้จริง
” พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระราชทานแก่ข้าราชการพลเรือน
เนื่องในโอกาสวันข้าราชการพลเรือน ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน
เมื่อวันที่ 5
มีนาคม
พ.ศ.2526
เมื่อจิตวิญญาณครู
เป็นได้ทั้งศาสตร์และศิลป์ แม้ว่าในคำกล่าวนั้นจะมีความเป็นนามธรรมสูง
ซึ่งบางท่านอาจจะใช้ศัพท์เฉพาะที่แตกต่างกันออกเช่น
ปัญญาครู ธรรมครู ภูมิธรรมครู โต๊ะครู จิตสำนึกครู
ฯลฯ เป็นต้น ดังนั้น จิตวิญญาณครูก็มีคุณลักษณะที่บ่งบอกให้เห็นถึงพฤติกรรมการก้าวข้ามขีดจำกัดของบริบท
(Context)
ทางสังคมและสิ่งแวดล้อมของบุคคล
ในการก้าวเข้าสู่มิติทางจิตวิญญาณ ที่เปิดกว้างต่อความคิด
จิตใจ มโนธรรม และภาพมายาคติของวาทกรรม (Discourse)
แห่งอัตลักษณ์ทั้งปวง
จนกระทั่งหลุดพ้นจากกรอบคิดเชิงทฤษฎีที่คุมขังพลังความแจ่มจรัส
(Enlightenment)
ทางปัญญาของบุคคล
พัฒนาจากจิตเล็กไปสู่จิตใหญ่ (จิตอาสา) โดยกระบวนการเคลื่อนผ่าน
( Transfer )
ของจิตสำนึกด้วยกระบวนการ
“
ปฏิวัติทางจิตสำนึก
”
(Consciousness Revolution) หรือ
“
ปฏิวัติทางจิตวิญญาณ
”
(Spiritual Revolution) เพื่อใช้เป็นอาวุธชนิดใหม่ในการเข้ายึดครองพื้นที่
สร้างพลังทางความคิด ให้ดีดตัวเป็นอิสระออกจากแรงบีบคั้น
กดทับ อัดแน่น และพันธนาการในกระแสโลกาภิวัฒน์และโลกทางวัตถุ
ที่มักจะชักจูงชีวิตมนุษย์ไปสู่ความล้มละลาย
และตกหลุมพรางความทุกข์ที่ฉาบไว้ด้วยสีสันแพรวพรายของความเจริญอันศิวิไลซ์