การแก้ปัญหาอุดมศึกษาในปัจจุบัน
๙๔. อุดมศึกษาไทยในรอบหลายปีที่ผ่านมามีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่แผนอุดมศึกษาฉบับที่ ๑ จัดทำขึ้นในภูมิทัศน์ของอุดมศึกษาที่มีจำนวนมหาวิทยาลัยไม่มาก แต่ ณ ปี พ.ศ.๒๕๕๐เมื่อรวม ๕ กลุ่มสถาบันอุดมศึกษาเข้าด้วยกัน คือ กลุ่มมหาวิทยาลัยรัฐเดิม กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฎ กลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล กลุ่มมหาวิทยาลัยเอกชน และวิทยาลัยชุมชน รวมเป็น ๑๖๓ สถาบัน กระจายอยู่ในนครหลวง หัวเมือง และภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ และเมื่อรวมสถาบันระดับอุดมศึกษาที่สังกัดกระทรวง ทบวง กรมอื่นๆ จำนวนเพิ่มขึ้นเป็น ๒๕๕ แห่ง ผลที่ตามมามีทั้งคุณภาพการศึกษาที่ตกต่ำลง การแข่งขันเพื่อแย่งชิงนักศึกษาในพื้นที่เดียวกันอุดมศึกษาพาณิชย์โดยไม่คำนึงว่าบัณฑิตจะว่างงาน ตลอดจนการละเลยต่อธรรมาภิบาลและประสิทธิภาพของการบริหารสถาบันและอุดมศึกษาโดยรวม ปัญหาดังกล่าวทวีความรุนแรงเนื่องจาก การใช้นโยบายและมาตรการต่าง ๆ ผ่านกฎหมาย ระเบียบ งบประมาณ ทรัพยากรวิจัย
และการกำกับมาตรฐานที่เป็น “เกณฑ์เฉลี่ย” รวมทั้งขาดพลวัตของการพัฒนา ทำให้เกิดความไม่เท่าทันต่อวิวัฒนาการของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงื่อนไขสำคัญของโจทย์ประเทศ อาทิเช่น การออกจากภาคการเกษตรของเกษตรกร การกระจายอำนาจการปกครอง ปัญหาชุมชนเมืองและชนบท ภาวะการว่างงานและแรงงานต่ำกว่าระดับของบัณฑิตในตลาดแรงงาน
แนวทางการพัฒนา
การแก้ปัญหาอุดมศึกษา การไร้ทิศทาง ความซ้ำซ้อน การขาดคุณภาพ การขาดประสิทธิภาพ
๙๕. คณะกรรมการการอุดมศึกษาจัดทำหลักเกณฑ์การกำกับอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งใช้เครื่องมือเชิงนโยบายและการเงินเพื่อผลทางปฏิบัติ
: ลดเลิกหลักสูตรที่ไม่เป็นที่ต้องการของสังคมและตลาดแรงงาน
: ลดเลิกคณะและสถาบันที่มีปัญหาคุณภาพอย่างรุนแรง
: จัดกลไกคณะกรรมการตรวจสอบ และศูนย์สถิติอุดมศึกษาเพื่อประมวลข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อดำเนินการต่อไป
<p>
๙๖. กลไกการประเมินคุณภาพมาตรฐานการศึกษาเป็นกลไกหลักหนึ่งในการแก้ปัญหาการไร้ทิศทาง ความซ้ำซ้อน การขาดคุณภาพ การขาดประสิทธิภาพ ของอุดมศึกษาได้ ทั้งนี้ให้มีการสร้างกลไกประเมินคุณภาพ
: สถาบันอุดมศึกษา ตามพันธกิจของ ๔ กลุ่มมหาวิทยาลัยโดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา และผู้ใช้บริการอุดมศึกษา
: หลักสูตร โดยความร่วมมือของแต่ละกลุ่มมหาวิทยาลัยและสมาคมวิชาชีพ/วิชาการ
ทั้งนี้โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพ หลีกเลี่ยงการประเมินซ้ำซ้อน และมีการวางระบบฐานข้อมูลการประเมิน รวมทั้งกระบวนการนำผลการประเมินมาใช้ประโยชน์ในระยะยาว การประเมินคุณภาพควรนำไปสู่ระบบประกันคุณภาพ (Accreditation) ที่นักศึกษาและสาธารณะให้ความเชื่อถือ เป็นฐานและเงื่อนไขในการจัดสรรงบประมาณของรัฐ
และการสนับสนุนจากภาคเอกชน รวมทั้งการโอนย้ายหน่วยกิต ทั้งนี้โดยการมีส่วนร่วมของหน่วยงานผู้ทำการประเมินในจำนวนที่เหมาะสม มีอิสระและไม่หวังผลกำไร มีระบบ Peer review เพื่อประกันคุณภาพขั้นต่ำ (Threshold quality) และนำไปสู่การปรับปรุงคุณภาพอย่าง
ต่อเนื่อง</p>
๙๗. ให้พัฒนาเพื่อการจัดสถาบันอุดมศึกษา ๔ กลุ่ม (category) คือ
: กลุ่มวิทยาลัยชุมชน (Community Colleges)
: กลุ่มมหาวิทยาลัยสี่ปี(๔-year University)และมหาวิทยาลัยศิลปศาสตร์(Liberal Arts University)
: กลุ่มมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเฉพาะทาง(Specialized University) มหาวิทยาลัย Comprehensive
: กลุ่มมหาวิทยาลัยวิจัย(Research University) และมหาวิทยาลัยบัณฑิตศึกษา (Graduate University)
การพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาเป็น ๔ กลุ่มเป็นไปตามการกำกับนโยบายของมหาวิทยาลัย ควบคู่ไปกับการประเมินมาตรฐานการศึกษาที่สอดคล้องกับกลุ่มอุดมศึกษาที่มีพันธกิจต่างกัน กลไกจัดสรรทรัพยากรจากฝ่ายรัฐอย่างมีทิศทางและเป้าหมาย และการระดมทรัพยากร
๙๘. สถาบันการศึกษาทั้งสี่กลุ่ม
: มีพื้นที่บริการที่เป็นจุดเน้นต่างกัน
: ต่างมีจุดเน้นของพันธกิจและบทบาทในการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศที่มีความต้องการหลากหลายทั้งการพัฒนาฐานราก สังคม เศรษฐกิจรวมถึงการกระจายอำนาจในระดับท้องถิ่น การขับเคลื่อนภาคการผลิตในชนบท ท้องถิ่นและระดับประเทศ จนถึงการแข่งขันในโลกาภิวัตน์
: แต่ละกลุ่มมีจุดเน้นระดับการศึกษา ทุกกลุ่มยังมีพันธกิจทั้งสี่ของอุดมศึกษาคือสอนวิจัย บริการวิชาการ และทำนุบำรุงศิลปะวัฒนธรรม ที่มีปริบทและเป้าหมายสอดคล้องกับพันธกิจ
การแบ่งกลุ่มสถาบันอุดมศึกษาออกเป็น ๔ กลุ่ม สรุปได้ตามตารางที่แสดง
</em><p>
๙๙. ระบบอุดมศึกษาไทยที่มีกลุ่มอุดมศึกษาทั้งสี่ จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอุดมศึกษา ส่งผล
กระทบที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศอย่างมีนัยยะสำคัญ กล่าวคือ
(๑) สถาบันอุดมศึกษาสามารถเป็นเลิศได้ตามพันธกิจของตัวเอง และได้รับการสนับสนุนตามพันธกิจ
(๒) ตอบสนองต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศดีขึ้น ไม่ว่าการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล, การพัฒนาภาคการผลิตจริงทั้งอุตสาหกรรมและบริการ, การพัฒนาอาชีพ คุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ ระดับท้องถิ่นและชุมชน, การพัฒนาความรู้ทักษะ
การรองรับการเปลี่ยนอาชีพ เปลี่ยนงาน เลิกจ้างงาน, การรอง รับแรงงานที่ออกจากภาคเกษตร
, การพัฒนาผลิตภาพของผู้ทำงานต่อเนื่อง ผู้ที่พ้นวัยทำงาน , การเรียนรู้ตลอดชีวิต
(๓) ส่งผลทางบวกต่อการผลิต พัฒนา กระจาย และการทำงานของอาจารย์ ดังนี้
- ทำให้การลงทุนผลิตพัฒนาอาจารย์มีเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้น ทั้งฝ่ายรัฐและสถาบันอุดมศึกษา
- เอื้อต่อการอาจารย์กระจายอย่างเหมาะสมกับความถนัดและเชี่ยวชาญซึ่งมีจำกัดในขณะที่กำลังผลิตเพิ่ม และได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ตามพันธกิจของสถาบัน
- การตั้งเป้าจำนวนและสาขาอาจารย์และการลงทุนในการผลิตอาจารย์จะมีความเป็นไปได้และตรงเป้าหมายของอุดมศึกษามากขึ้น
ทั้งนี้ ส่วนเกินของงบประมาณที่ได้คืนมาสามารถนำมาตอบแทนอาจารย์คุณภาพให้มีคุณภาพชีวิตที่ขึ้น พร้อมที่จะทำงานอย่างเต็มที่โดยมิต้องทำงานพิเศษนอกเวลามากเท่าปัจจุบัน
(๔) สามารถปรับจำนวนของบัณฑิตในสาขาอันเป็นที่ต้องการของสังคม การสร้างความรู้ เพื่อรองรับภาคการผลิตหรือการพัฒนาท้องถิ่น ได้ง่ายขึ้นจากฝ่ายรัฐและสถาบันอุดมศึกษา
(๕) ควรลดภาวะการว่างงาน ที่ส่งผลดีกับผู้เรียน สถาบันอุดมศึกษา และรัฐ</p><p>๑๐๐. ทุกระดับในกลุ่มอุดมศึกษาทั้งสี่ ควรมีกลไกร่วมกันในการปรับคุณภาพ ให้นักศึกษาสามารถต่อยอด ถ่ายโอนแลกเปลี่ยนกันได้ระหว่างกลุ่ม</p><p>
</p><p> </p><p>๑๐๑. ระบบวิทยาลัยชุมชนอยู่ในช่วงเริ่มก่อตั้งและจะมีการขยายตัวต่อไป มีลักษณะสำคัญคือวิทยาลัยชุมชนควรเป็นกลไกบริหารจัดการ ใช้หลัก co-location โดยอาศัยโครงสร้างพื้นฐานกายภาพ(อาคาร อุปกรณ์)ที่มีอยู่แล้วของมหาวิทยาลัย ของสถาบันการศึกษาอื่นของกระทรวงศึกษาธิการ และของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ก่อนการลงทุนทางกายภาพเน้นการระดมทรัพยากรจากพื้นที่ ใช้ทรัพยากรบุคคลพื้นที่</p><p>
๑๐๒. ปรัชญาของวิทยาลัยชุมชน (และการต่อยอดที่มหาวิทยาลัย ๔ ปี) จะรองรับหลักพื้นฐานของการสร้างคนให้ชุมชน, จัดหลักสูตรตามความต้องการของชุมชน ทำโจทย์จริงจากชุมชน , รักษาคนมีประสบการณ์และความรู้เพื่อพัฒนาท้องถิ่นของตน, ใช้และระดมทรัพยากรที่มีในพื้นที่รวมทั้งบริหารร่วมโดยชุมชน</p>
๑๐๓. กลไกวิทยาลัยชุมชน
: จัดหลักสูตรอนุปริญญาและการฝึกอาชีพ
: สร้างกำลังคนคุณภาพและจำนวน เพียงพอต่อภารกิจของชุมชน รองรับการกระจายอำนาจและความรับผิดชอบสู่ท้องถิ่น
: ร่วมกับมหาวิทยาลัย อาชีวศึกษา ภาคการผลิตจริง และหน่วยงานด้านการพัฒนาแรงงาน เพื่อปรับแรงงานที่ออกจากภาคเกษตร เพื่อเตรียมเข้าสู่ภาคบริการและภาคอุตสาหกรรม ในพื้นที่บริการของวิทยาลัยชุมชน รวมทั้งยกความรู้สมรรถนะทักษะของผู้ทำงานในภาคการผลิตจริง เพื่อเพิ่มผลิตภาพ รองรับการเปลี่ยนงานและเปลี่ยนอาชีพ ของพื้นที่บริการ
๑๐๔. โจทย์ของท้องถิ่น การสร้างคนให้ท้องถิ่น เป็นภารกิจสำคัญของวิทยาลัยชุมชนและมหาวิทยาลัย ๔ ปี ผลงานทั้งการผลิตคนและการสร้างองค์ความรู้ระดับท้องถิ่นจะเป็นผลงานทางวิชาการที่มีคุณค่าต่อสังคมและเทียบเท่าผลงานวิจัยอื่นได้เช่นกัน
๑๐๕. ทั้งนี้ให้มีการจัดทำแผนพัฒนากลุ่มมหาวิทยาลัยในมิติอื่น ๆ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งที่ชัดเจนขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น กลุ่มมหาวิทยาลัยใหม่, กลุ่มมหาวิทยาลัยเน้นบัณฑิตนักปฏิบัติ (hands-on), กลุ่มมหาวิทยาลัยศิลปศาสตร์ในยุค Post Modern, กลุ่มมหาวิทยาลัยตามแผนพัฒนาภูมิภาคหรือเส้นทางพัฒนาพื้นที่เฉพาะ (Development corridor) ทั้งในประเทศและที่เป็นข้อตกลงความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น
๑๐๖. การจัดกลุ่มอุดมศึกษาได้สำเร็จต้องอาศัยหลายกลไกกล่าวคือ
(๑) กลไกสมศ.ในการประเมินคุณภาพ มีการพัฒนาเกณฑ์ประเมินที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มมหาวิทยาลัยที่มีพันธกิจต่างกัน
(๒) การจัดสรรงบประมาณตามพันธกิจของแต่ละกลุ่มมหาวิทยาลัย
(๓) กลไกเงินกู้กยศ.ตามความต้องการของสังคมและพื้นที่ คุณภาพของการศึกษาตามกลุ่มมหาวิทยาลัย และผู้ที่สามารถเรียนได้
(๔) คณะกรรมการการอุดมศึกษากำกับเชิงนโยบาย ผ่านกลไก pre-audit และ postaudit
(๕) หลักเกณฑ์การจัดสรรทุนสร้างและพัฒนาอาจารย์ ตามกลุ่มมหาวิทยาลัย
(๖) หลักเกณฑ์ในการสนับสนุนทรัพยากรการศึกษาอื่น ๆเช่นทุนวิจัย(สร้างองค์ความรู้โจทย์ภาคการผลิต โจทย์ชุมชน) ทุนสร้างนวัตกรรมและ spin off (ทั้งภาคการผลิตและชุมชน) ทุนเด็กที่มีความสามารถพิเศษ ฯ
๑๐๗. การจัดกลุ่มอุดมศึกษาจะสร้างหลักเกณฑ์ในการคุ้มครองผู้บริโภค มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ รวมทั้งการวางระบบสิทธิประโยชน์ทางการเงินและภาษีสำหรับอุดมศึกษา
</em><p align="right">วิจารณ์ พานิช
๑๕ พ.ย. ๕๐
</p>