วันหนึ่งฉันยืนอยู่ที่ป้ายรถเมล์
แม่ลูกคู่หนึ่งนั่งรอรถอยู่ใกล้ๆ ผ่านไปสักพักอยู่ๆลูกชายวัยซนของหญิงคนนั้นก็ชี้นิ้วขึ้นไปบนท้องฟ้าและบอกกับแม่
“แม่หมาอยู่บนฟ้า”
“ไหนลูก” แม่ขมวดคิ้วแล้วโน้มตัวมองตามลูก
“อ๋อ เมฆนะเหรอลูก ดูเป็นหมายังไงนะ”
“นี่ไงแม่ ตรงที่ยื่นๆออกมานี่เป็นหัวหมา นี่หูมัน มีขาหน้าด้วย”
“แล้วขาหลังล่ะลูกไม่เห็นมีเลย” “มันกระโดดออกจากปุยนุ่น ขาหลังมันเลยจมในปุยนุ่น” เด็กชายว่า
ฉันหันไปมองเมฆก้อนนั้น ตามด้วยความอยากรู้อยากเห็นแล้วก็ต้องขมวดคิ้วมันเป็นแค่ก้อนเมฆสีขาวไร้รูปทรงธรรมดารูปหนึ่งเท่านั้นเอง
ไม่ได้มีความเหมือนกับหมาตรงไหนเลย ฉันยักไหล่แล้วหันไปชะเง้อมองรถเมล์บนถนนตามเดิม เสียเวลาฟังเจ้าเด็กฟุ้งซ่านจริงๆ
“เหรอ...แต่แม่ว่ามันดูเหมือนกับยีราฟนะลูก เห็นมั้ย คอมันยาวเป็นยีราฟเลย หูชี้ด้วย”
“ไม่ใช่นะแม่ ยังเป็นหมาอยู่ หมาคอยาวๆโอ๊ยๆๆทำไมขามันหายไปแล้วล่ะ”
“ข้างบนลมคงพัดแรงนะลูก เมฆมันเป็นแค่ไอน้ำที่ลอยในอากาศและจับตัวกันเป็นก้อน พอลมพัดมันก็เปลี่ยนรูปร่างเหมือนกันตอนที่ลูกเป่าควันในชามก๋วยเตี๋ยวร้อนๆไงจ๊ะ”
ฉันเงยหน้ามองก้อนเมฆไอน้ำสีขาวบนทั้งฟ้าอีกครั้ง ฉันมองอย่างไรก็เห็นเป็นเพียงแต่เมฆธรรมดาๆ ก้อนหนึ่งเท่านั้น ในขณะที่แม่ลูกคู่ นั้นเห็นเป็นสัตว์ต่างๆมากมาย
ทำไมของสิ่งเดียวกันแต่คนสองคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆกันกลับมองไม่เหมือนกัน หรือว่ามาลูกคู่นี้
...เห็นในสิ่งที่ฉันไม่เห็น...
การมองก้อนเมฆเป็นการเรียนรู้และการสร้างจินตนาการ แม่ลูกคู่นี้เค้ามีจินตนาการ อีกทั้งแม่ยังสอดแทรกความรู้ให้กับลูกด้วยน่ารักมากๆครับ
ส่วนที่อาจารย์เห็นเป็นเพียงเมฆธรรดาก้อนหนึ่งอาจเป็นเพราะไม่ได้เชื่อมโยงกับการสร้างจินตนาการ
ถ้าว่างๆลองมองดูใหม่สิครับ อาจเห็นอะไรอยู่บนท้องฟ้ามากมายจากการจินตนาการก้อนเมฆเพียงก้อนเดียว แต่ต่างสถานที่หรือต่างเวลา สนุกดีครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์
การมอง ที่ + จินตนาการ จะทำให้เห็นภาพต่างๆ ที่หลากหลาย เห็นด้วยค่ะ
สวัสดีค่ะอาจารย์