แต่งานสร้างคน สร้างปัญญา งานจัดการศึกษาไม่เป็นดังนั้น กว่าจะออกดอกผลิผล บางทีลืมไปเลย กว่าที่ลูกศิษย์ไอ้หัวดื้อคนนั้น จะกลับมาเยี่ยมโรงเรียนอีกครั้งเมื่อประสบความสำเร็จในชีวิต จะนานมาก ทุกคนจึงรู้ว่าการศึกษาต้องอาศัยเวลาบ่มเพาะ

บางคนบอกว่า การศึกษาไทยตกอยู่ในภาวะตายซาก ไม่เห็นความก้าวหน้า อาการอยู่ในสภาพทรงกับทรุดมาโดยตลอด พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เป็นความหวังในการปฏิรูปการศึกษา แต่จนบัดนี้ ล่วงเข้าปี 2550 แล้ว ความฝันยังไม่เป็นจริง เรายังพูดวนเวียนซ้ำซากกับเรื่องราวเดิมๆ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ นักเรียนอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ คิดวิเคราะห์ไม่เป็น ขาดแคลนครู รวมทั้งปัญหาการถ่ายโอนโรงเรียนสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ก็กำลังคุกรุ่นขึ้นมาอีกครั้ง

การถ่ายโอนโรงเรียนครั้งล่าสุด เกิดขึ้นเมื่อคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (กกถ.) มีมติให้ถ่ายโอนโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในบัญชีที่ 2 ปีการศึกษา 2549 ให้แก่ อปท.จำนวน 216 โรง ซึ่งเป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาทั้งสิ้น หลังจากยืดเยื้อมาพอสมควร เพราะไม่สามารถตกลงกันได้ เนื่องจาก อปท.ส่วนใหญ่ ต้องการรับโอนโรงเรียนในระดับมัธยมศึกษามากกว่า แต่แล้วก็ได้ข้อสรุป เมื่อเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ลงนามถ่ายโอนโรงเรียนสังกัด สพฐ.จำนวน 147 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษา ไปสังกัดส่วนท้องถิ่นอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา

การถ่ายโอนโรงเรียนครั้งนี้ เป็นครั้งที่มีจำนวนโรงเรียนมากที่สุด รายละเอียดของโรงเรียนแตกต่างจากครั้งก่อนๆ ดังนี้ เริ่มแรกที่มีการถ่ายโอนในบัญชีที่ 1 ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนประถมศึกษา จำนวน 71 โรง ต่อมามีการถ่ายโอนในบัญชีที่ 2 เป็นโรงเรียนประถมศึกษาทั้งหมด จำนวน 10 โรง แต่ อปท.ขอยกเลิก 3 โรง และครั้งล่าสุดเป็นการถ่ายโอนในบัญชีที่ 2 อีกครั้ง ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษา จำนวน 147 โรง

ปัจจุบันโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัด สพฐ.เช่นเดียวกับโรงเรียนประถม ผู้บริหาร และครูในโรงเรียนมัธยม จะรู้สึกว่าหลังปฏิรูปการศึกษามานี้ การบริหารจัดการต่างๆ ไม่คล่องตัวเหมือนแต่ก่อน งบประมาณได้รับน้อยลง เพราะนับรวมโรงเรียนประถมเข้าไปด้วย ตัวหารจึงมากขึ้น การทำกิจกรรมใดๆ ถ้าต้องตัดสินใจร่วมกัน โดยการใช้เสียงข้างมากแล้ว โอกาสจะน้อยกว่าทันที เพราะจำนวนครู และโรงเรียนน้อยกว่า ความกังวลอีกอย่างโดยเฉพาะกับผู้บริหาร อันเนื่องมาจากการเป็นเสียงข้างน้อย คือการย้าย หลังจากเริ่มมีการย้ายผู้บริหารโรงเรียนประถมเข้ามาเบียดแย่งที่นั่งในโรงเรียนมัธยมให้เห็น มีการร้องเรียนเรื่องนี้ จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเกณฑ์การย้ายที่รัดกุมขึ้น อาศัยเสียงข้างมากได้น้อยลง สรุปโดยรวมแล้วโรงเรียนมัธยมศึกษาบางส่วน เชื่อว่าหลังปฏิรูปการศึกษามานี้ศักยภาพการพัฒนาโรงเรียนของตนลดลงไป ก่อนหน้านี้ จึงเห็นการเคลื่อนไหวที่จะแยกโรงเรียนมัธยมทั้งจังหวัด ออกมาเป็นเขตพื้นที่การศึกษาเฉพาะ

เมื่อพิจารณารายละเอียดของการถ่ายโอนที่ผ่านมา อาทิ ประเภท และจำนวนโรงเรียน ความต้องการของ อปท.อยากจะรับโอนโรงเรียนในระดับมัธยมศึกษามากกว่า ความรู้สึกต่างๆ ของโรงเรียนมัธยม ตลอดจนการเคลื่อนไหวที่ปรากฏ ทำให้เข้าใจได้ว่า การถ่ายโอนโรงเรียนครั้งล่าสุด ซึ่งมีจำนวนมากถึง 147 โรงนั้น ทำไมจึงเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาเป็นส่วนใหญ่ สำหรับแนวโน้มการถ่ายโอนในบัญชีต่อๆไป ก็น่าจะเป็นเช่นครั้งนี้ ด้วยเหตุผลเดียวกัน

ถ้าสภาพการณ์ไม่เปลี่ยนแปลงอีกไม่กี่ปี โรงเรียนมัธยมจะเปลี่ยนไปสังกัด อปท.ขณะที่โรงเรียนประถมจะยังคงสังกัด สพฐ.เช่นเดิม หลายคนแย้งว่าคงไม่เลวร้ายขนาดนั้น เพราะการถ่ายโอนจะคละเคล้าสลับกันไป ทั้งโรงเรียนมัธยม และประถม อีกนั่นแหละ ถ้าเป็นเช่นนั้น ความเลวร้ายก็ไม่ต่างกัน เพราะทั้งโรงเรียนมัธยม และประถมจะถูกแยกไปสังกัด อปท.บ้าง ยังคงสังกัด สพฐ.เดิมบ้าง

ประชาชนคงได้งงเป็นไก่ตาแตก เพราะเพิ่งจะปฏิรูปการศึกษาเมื่อปี 2542 นับอายุก็เพียง 8 ขวบ ขณะนั้นได้รวบรวมเอาหน่วยงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาทุกระดับเข้ามาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่ทบวงมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับกระทรวงด้วยกันด้วยซ้ำ ไม่ใช่โรงเรียนประถมสอนอย่าง โรงเรียนมัธยมสอนอย่าง พอจะไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็อีกอย่าง การรวมหน่วยงานแก้ปัญหาดังกล่าวได้ระดับหนึ่งแล้ว เหตุผลสำคัญในการณ์นี้ คือความเป็นเอกภาพของการจัดการศึกษา แล้ววันนี้ล่ะ เอกภาพไม่สำคัญเสียแล้วหรือ

การถ่ายโอนโรงเรียนไปสังกัด อปท.ซึ่งกำกับ ควบคุม ดูแล โดยกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทยนั้น เป็นการนำการศึกษาไปสู่การบริหารจัดการด้วยอำนาจ มหาดไทยเป็นกระทรวงที่ขึ้นชื่อว่ามีอำนาจมาก ก่อนหน้าที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะแยกออกไปด้วยแล้ว อำนาจกระทรวงมหาดไทยจะเป็นรองก็เพียงนายกรัฐมนตรีเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมหาดไทยก็ยังมีอำนาจมากอยู่ จากหน้าที่กำกับดูแลการทำงานของผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจสูงสุดของแต่ละจังหวัด งานบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชนของกระทรวงมหาดไทย ต้องอาศัยความรวดเร็ว ฉับพลันทันที จึงจะสามารถแก้ปัญหาได้ ฉะนั้น จะสั่งการอย่างนั้น อำนาจต้องมาก เมื่อใช้อำนาจมาก และบ่อยเข้า ก็ชินเพลิน ความเป็นเจ้าขุนมูลนายของมหาดไทยจึงมีอยู่สูง การคัดค้านกฎหมายจัดตั้งสภาชุมชนของท้องถิ่น เมื่อเร็วๆ นี้ ยืนยันถึงแนวคิดในเรื่องอำนาจของกระทรวงมหาดไทยได้ดี

ศ.นพ.ประเวศ วะสี เคยกล่าวไว้ในทำนองว่า "ผู้ใช้อำนาจ มักไม่ใช้ปัญญา" เพราะหลายคนมัวเมาอำนาจ อำนาจทำให้ขาดการยั้งคิด ไม่ใช้ปัญญา ก็ไม่เห็นต้องใส่ใจอะไร เมื่อสั่งได้ ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ เพียงคิดจะทำ...แค่เปรยก็ลุล่วง การเรียนรู้ ศึกษา ทำความเข้าใจ เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ซึ่งเป็นปัญญา จึงไม่จำเป็น ผู้มีอำนาจจึงไม่ชอบความคิดเห็นแตกต่าง เพราะยุ่งยาก ไม่ได้ดั่งใจ ล่าช้า เรื่องมาก "มากความคิด ก็มากความ" นานวันเข้า ก็ขาดปัญญา และไม่สนใจปัญญาไปในที่สุด

บางคนให้เหตุผลว่า โรงเรียนจะไปสังกัด อปท.ซึ่งผู้บริหารสูงสุดของทั้งสององค์กร ไม่ว่าจะเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) หรือนายกเทศมนตรีนั้น ต่างก็มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน ฉะนั้น ถ้ามีการใช้อำนาจมากเกินขอบเขตในการบริหารจัดการเลือกตั้งครั้งต่อไป ประชาชนก็อย่าเลือกเข้ามา นี่เป็นการถ่วงดุลตรวจสอบโดยประชาชน ซึ่งมีความใกล้ชิดอย่างแท้จริง ฟังดูก็เข้าท่าดี แต่การปฏิบัติจริงตลอดเวลาที่ผ่านมา กระบวนการจัดการเลือกตั้งในทุกระดับ ตั้งแต่ท้องถิ่นไปจนถึงระดับชาติ สามารถคัดคนดี คนเก่ง คนที่มีอุดมการณ์เข้ามาทำงานได้จริงหรือยัง ประชาชนรู้เท่าทันหรือไม่ ยิ่งการตรวจสอบนักการเมืองในระดับท้องถิ่นด้วยแล้ว ทำกันน้อยมาก แม้แต่ในระดับชาติ การปฏิวัติรัฐประหารที่เกิดขึ้น โดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) นั้น ก็ไม่ใช่สาเหตุจากชั้นเชิงอันแพรวพราวของนักการเมืองดอกหรือ การเลือกตั้งสามารถสกัดนักการเมืองเลวๆ เหล่านี้ ได้หรือไม่

พฤติกรรมของนักการเมืองอีก อะไรที่ทำแล้วได้หน้า ได้ผลงาน ได้คะแนนเสียง พวกนี้จะกระโจนใส่ทันที งานที่เป็นอมตะของเขา จึงเป็นการก่อสร้างถาวรวัตถุทั้งหลาย เพราะเห็นชัดเจน เข้าตา ยิ่งบรรจุชื่อตนเองลงไปได้ด้วยแล้วยิ่งดี แต่งานสร้างคน สร้างปัญญา งานจัดการศึกษาไม่เป็นดังนั้น กว่าจะออกดอกผลิผล บางทีลืมไปเลย กว่าที่ลูกศิษย์ไอ้หัวดื้อคนนั้น จะกลับมาเยี่ยมโรงเรียนอีกครั้ง เมื่อประสบความสำเร็จในชีวิต จะนานมาก ทุกคนจึงรู้ว่าการศึกษาต้องอาศัยเวลาบ่มเพาะ งบประมาณที่ลงไปกับสื่อ วัสดุ และอุปกรณ์การจัดการเรียนการสอนในแต่ละปี จะหายวับไปกับตา ปีแล้วปีเล่า โดยมิได้เนื้อได้หนัง ในความรู้สึกของนักการเมือง

การจัดการศึกษาต้องใช้ปัญญา เพราะความแตกต่างระหว่างบุคคลมีอยู่ดาษดื่น ดั่งลายนิ้วมือไม่ซ้ำกัน ครูต้องใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์อย่างถึงที่สุด เพื่อสรรหาวิธีการจัดการเรียนการสอนมาใช้ให้เหมาะสมกับการพัฒนาศักยภาพนักเรียนแต่ละคน บรรยากาศในโรงเรียน การบังคับบัญชา ต้องใช้ปัญญา ต้องตั้งวงระดมสมอง จัดการความรู้แต่ละเรื่องร่วมกันอย่างแท้จริง จะมาใช้อำนาจสั่งการโน่นนี่ตามใจฉันอย่างไร้เหตุผลไม่ได้ นับตั้งแต่ พ.ร.บ.การศึกษาฯ ประกาศใช้ ระเบียบบริหารราชการ ศธ.กำหนดให้ทุกองค์กรบริหารจัดการในรูปของคณะกรรมการ โรงเรียนจึงมีคณะกรรมการสถานศึกษา ทำหน้าที่กำกับ ดูแล ซึ่งแม้ว่าวันนี้จะยังไม่มีบทบาทมากอย่างควรจะเป็น แต่ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดี เป็นเวทีแห่งปัญญาในการบริหารจัดการร่วมกันของคนในท้องถิ่น

ที่กล่าวมานี้อาจจะเป็นตรงกันข้ามทีเดียว ถ้าโรงเรียนถ่ายโอนไปสังกัด อปท.อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้ว เพราะกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจมาก และ อปท.บริหารโดยนักการเมือง ทราบมาว่าแม้แต่ตำแหน่งรัฐมนตรี ศธ.ของบางประเทศ ก็ไม่ให้สิทธินักการเมือง ใช้นักบริหารมืออาชีพเท่านั้น

แม้ว่าการติดตามการดำเนินการจัดการศึกษาของ อปท.หลังการถ่ายโอนโรงเรียนในบัญชีที่ 1 โดยคณะทำงานของกระทรวงศึกษาธิการเอง จะพบปัญหาต่างๆ มากมาย ซึ่งน่าเชื่อว่ามีอยู่จริง เอาเถอะถ้าพูดให้เป็นธรรม ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก สำหรับการเริ่มต้นจะทำอะไรสักอย่าง

ทว่า..ตามที่ได้กล่าวมา ไม่ว่าจะความเป็นเอกภาพในการจัดการศึกษา หรือการนำโรงเรียนไปสู่การบริหารจัดการด้วยอำนาจ โดยนักการเมืองแล้ว ทั้ง 2 เรื่องนี้ จะตอบประชาชนผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง..อย่างไร   

(พิมพ์ในมติชนรายวัน , 10 ธันวาคม 2550)