- มนุษย์ในด้านหนึ่งดังที่ อิบนุ คอลดูน กล่าวว่า "เป็นสัตว์สังคม" จึงเป็นธรรมดาที่มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์ในระหว่างกันและใช้เวลาในการทำกิจกรรมต่างๆร่วมกัน
- และหนึ่งในกิจกรรมที่เป็นที่นิยมก็คือ"การพูดคุย"ในระหว่างกัน และจากการพูดคุยกันนี่เองคนหนึ่งได้สื่อบางสิ่งแก่อีกคนหนึ่งหรือมากกว่า ซึ่งจากการสื่อสารกันก็มีการถ่ายทอดข่าวสาร ข้อมูล ทัศนะคติ ความรู้สึก ความคิดความเห็น และอื่นๆ
- หากเรา"พูดคุย" กับใคร กลุ่มใด เราก็จะได้รับอิทธิพลจากคนนั้น กลุ่มนั้น ซึ่งสอดคล้องกับสุภาษิตไทยที่ว่า "คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล"
- เราควรใช้เวลาในการพูดคุยกับใคร และพูดคุยมากน้อยแค่ใหนจึงจะเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อตนเอง ครอบครัว งานในหน้าที่ และในฐานะสมาชิกหนึ่งขององค์การ ชุมชน และสังคม
- ในฐานะบ่าวคนหนึ่งของพระผู้เป็นเจ้า
- ในฐานะอุมมะฮฺของท่านนบีมุหัมมัด (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน)
- ในฐานะที่ชีวิตที่แท้จริงและนิรันดร์นั้นอยู่ ณ วันภายหลังการพิพากษาตัดสินของอัลลอฮฺ
- ในฐานะที่อัลลอฮฺได้ทรงประทาน "อัลกุรอาน" เป็น"คำแนะนำ"และ"ข้อตักเตือน" สำหรับเราและมนุษยชาติทั้งมวล
- นี่คือคำแนะนำนั้น
- ขอท่านใช้เวลาให้มากในการพูดคุยกับอัลลอฮฺ มีสิ่งใดได้ยับยั้งท่านจากการพูดคุยกับ พระผู้เป็นเจ้าของท่านกระนั้นหรือ และแท้จริงพระองค์ทรงเป็นพระผู้อภิบาลและราชันแห่งมวลมนุษยชาติ
- ขอท่านใช้เวลาให้มากในการพูดคุยกับศาสดาของพระองค์ เพราะท่านถูกส่งมาเพื่อมนุษย์และท่านมีภารกิจสำคัญคือ เชิญชวนท่านสู่ความโปรดปรานของพระองค์
- และหากจะมีอีกคนหนึ่งที่ผมจะแนะนำท่านเพื่อท่านจะให้เวลาพูดคุยกับเขานั่นคือ ใครก็ตามที่พูดคุยกับทั้งสองนั้น และไม่มีใครอื่นอีกจากนี้
- และหากจำเป็นที่ท่านจะต้องพูดคุยกับใครอื่นอีกจากนี้ ขอท่านจงพูดคุยกับเขาเถิดเกี่ยวกับทั้งสามนั้น
ในชีวิตเราคุยกับใครมากที่สุด?
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
ครูบา สุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ · 10 ธ.ค. 2550
นายช่างใหญ่ · 10 ธ.ค. 2550
Tipruthai Prayoonwong, DDS · 10 ธ.ค. 2550
พิชชา · 10 ธ.ค. 2550
แดงน้อย · 10 ธ.ค. 2550
pepra · 10 ธ.ค. 2550
มีเรื่องให้อัปเดทบล๊อกเยอะนะคะ ดีจัง ซันไชน์จะได้มาอ่านบ่อยๆ
อ่านหัวข้อปุ๊บ นึกถึงการพูดคุยกับตนเองเป็นอันดับต้นๆในทำนองที่ว่า วันนี้ทำอะไรไป ดีไม่ดีอย่างไร ควรแก้ไขอะไรบ้าง ฯลฯ
ว่าแต่ การพูดคุยกับศาสดานี่ พูดคุยยังงัยเหรอคะ? ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ อีกอย่าง ท่านจากเราไปแล้ว แล้วเราจะพูดคุยกับท่านได้อย่างไร
ไม่น่าจะเหมือนการพูดคุยกับอัลลอฮ์ (ซบ.)
..
เรื่องขำๆ...
ว่าแล้ว พอพูดถึงการพูดคุยกับตนเอง ทำให้นึกถึงฝรั่งบางคนที่มักจะคุยกับตนเองเวลาเค้าทำงาน ทำงานไปบ่นไปคนเดียว บ่นดังๆด้วย คนนั่งข้างๆ ก็มักจะคิดว่าเค้าคุยกะเรา พอเราโต้ตอบกลับไป เค้าก็จะหันมาพูดว่า
"Nothing, I am just talking to myself"
"ไม่มีอะไรหรอก, ผมแค่พูดกับตัวเอง"
มั้ยหล่ะ...หน้าแตกเลยเรา (^_^)
สวัสดีครับ..ขออนุญาตแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ ในประเด็นของการพูดคุย ผมมักจะพูดคุยกับ "ฮาวอนัฟซู" ที่อยู่ในใจเราครับ ว่างๆ ผมใช้ "สติ" ลงเข้าไปดูที่ "จิต" ครับ ดูว่าวันนี้มีเจ้า "ฮาวอนัฟซู" มาเยี่ยมเยือนหรือไม่ ถ้าพบก็ใช้ “สติ” นั่งพูดคุยกับเขาครับ นั่งพุดคุยกับเขาจนกว่าเขาจะเกรงใจและลากลับไป โดยไม่ให้เขามามีสิทธิมีเสียงในชีวิตของเราครับ
ประเด็นคุยกับตัวเอง มีเรื่องที่ควรนำมาพิจารณาหลากหลายประเด็นครับ ในมุมมองผมถ้าพิจารณาจากคำสอนในหลายๆ บริบท ผมว่า มุสลิมจำเป็นต้องคุยกับตัวเองในประเด็นต่อไปนี้ครับ
والله اعلم
พระผู้อภิบาลของเรา ได้ทรงโปรดให้ในหมู่พวกเขามีรอซูล(ศาสดา)ขึ้นมาคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ที่จะมาสาธยายอายะฮ์ทั้งหลายของพระองค์แก่พวกเขา และสอนคัมภีร์และวิทยปัญญาให้แก่พวกเขา และขัดเกลาชีวิตของพวกเขาให้สะอาด แน่แท้ พระองค์คือผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ" [2.129]
"แน่นอนผู้ที่ขัดเกลาตนเอง ย่อมบรรลุความสำเร็จ และเขารำลึกถึงพระนามแห่งพระเจ้าของเขา แล้วเขาทำละหมาด" [87.14-15]
"แท้จริงบรรดาผู้ที่ศรัทธานั้น คือ ผู้ที่เมื่ออัลลอฮ์ถูกกล่าวขึ้นแล้ว หัวใจของพวกเขาก็หวั่นเกรง และเมื่อบรรดาโองการของพระองค์ถูกอ่านแก่พวกเขา โองการเหล่านั้นก็เพิ่มพูนความศรัทธาแก่พวกเขา และแด่พระเจ้าของพวกเขานั้นพวกเขามอบหมายกัน" [8.2]
"อัลลอฮ์ได้ทรงประทานคำกล่าวที่ดียิ่งลงมาเป็นคัมภีร์คล้องจองกันกล่าวซ้ำกัน ผิวหนังของบรรดาผู้ที่เกรงกลัวพระเจ้าของพวกเขาจะลุกชันขึ้น แล้วผิวหนังของพวกเขาและหัวใจของพวกเขาจะสงบลงเพื่อรำลึกถึงอัลลอฮ์ นั่นคือการชี้นำทางของอัลลอฮ์ พระองค์จะทรงชี้นำทางแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์และผู้ใดที่อัลลอฮ์ทรงให้เขาหลงทาง ดังนั้นสำหรับเขาจะไม่มีผู้ชี้นำทาง" [39.23]
แท้จริงพระเจ้าของเจ้านั้นทรงเฝ้าดูอย่างแน่นอน" [89.14] และทรงย้ำอีกว่า "ดังนั้นผู้ใดกระทำความดีหนักเท่าละอองธุลี เขาก็จะเห็นมัน ส่วนผู้ใดกระทำความชั่วหนักเท่าละอองธุลี เขาก็จะเห็นมัน [99.7-8] และทรงกำชับอีกว่า "เขาไม่รู้ดอกหรือว่า แท้จริงอัลลอฮ์ นั้นทรงเห็น มิใช่เช่นนั้น ถ้าเขายังไม่หยุดยั้ง เราจะจิกเขาที่ขม่อมอย่างแน่นอน ขม่อมที่โกหกที่ประพฤติชั่ว" [96.14-16] และ"
ดังนั้นข้าขอเตือนพวกเจ้าถึงไฟที่ลุกโชน ไม่มีผู้ใดจะเข้าไปในเผาไหม้ในมัน นอกจากคนเลวทรามที่สุด
คือผู้ที่ปฏิเสธและผินหลังให้ และส่วนผู้ที่ยำเกรงยิ่งนั้นจะถูกปลีกตัวให้ห่างไกลจากมัน ซึ่งเขาบริจาคทรัพย์สินของเขาเพื่อขัดเกลาตนเอง [92.14-18]
"แท้จริงบรรดาผู้ยำเกรงต่อพระเจ้าของพวกเขาโดยทางลับ สำหรับพวกเขาจะได้รับการอภัยโทษและรางวัลอันใหญ่หลวง และพวกเจ้าจงปิดบังคำพูดของพวกเจ้าหรือเปิดเผยมันก็ตาม แท้จริงพระองค์ทรงรอบรู้สิ่งที่อยู่ในทรวงอก พระผู้ทรงสร้างจะมิทรงรอบรู้ดอกหรือ? พระองค์คือผู้ทรงรอบรู้อย่างถี่ถ้วนผู้ทรงตระหนักยิ่ง" [67.12-14]
การที่เราได้ พูดคุยกับ อัลลอฮฺ และรอซูล (ศาสดา) ของพระองค์ และกับผู้ที่พูดคุยกับทั้งสอง จะเป็นทางหนึ่งที่จะช่วยเราไม่ให้หลงระเริงในโลกชั่วคราวนี้ และระลึกอยู่เสมอต่อวันหนึ่งที่เราจะต้องกลับไปหาพระผู้เป็นเจ้า และจะเตรียมเสบียงแห่งการปฏิบัติที่ดีสำหรับวันนั้น
แค่นี้ก่อนนะครับ ขอบคุณท่าน ผอ.small manสำหรับการร่วมเสวนาธรรมครับ ขออัลลอฮฺทรงชี้นำทางที่เที่ยงตรง อามีน
สวัสดีครับ ขออนุญาตแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ <li>
แต่ในอิสลามตามความเข้าใจของผมนั้นไม่มีแนวคิดที่จะกำจัดฮาวอนัฟซูให้หมดสิ้นไป และมันไม่อาจทำเช่นนั้นได้ แต่อิสลามส่งเสริมให้ "ขัดเกลา" หัวใจให้สะอาดหรือทำให้บ้านของฮาซอนัฟซูสะอาดซึ่งจะส่งผลต่อฮาวอนัฟซู และควบคุมมันให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม ควบคุมมันและใช้มันในทางที่ดีงามและสร้างสรรค์</li><li>ตามความเข้าใจของผม ผมคิดว่า “ฮาวอนัฟซู" น่าจะคือ "ความคิด" ของคนเรา ใช่ใหมครับ ถ้าใช่ ในทางพุทธ ก็ไม่ต้องการขจัดให้หมดสิ้นไปเหมือนกันและก็ส่งเสริมให้ขัดหัวใจให้สะอาด ที่เรียกว่า “จิตว่าง” ครับ จิตว่าง ไม่ใช่เป็นจิตที่ไม่มีอะไร ไม่คิดอะไร เลยนะครับ แต่เป็นจิตที่คิดด้วย เหตูผล โดยปราศจากอารมณ์ ครับ น่าจะคล้ายๆกับ ควบคุมมันให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม ควบคุมมมันและใช้ในทางที่ดีงามและสร้างสรรค์ นั่นก็คือ การควบคุมความคิดนั่นเอง (ทั้งหมดนี้ผมคิดเอาเองนะครับ ถ้าไม่ถูกก็ขออภัย)..ขอบคุณครับ</li>
สวัสดีครับ ท่าน ผอ.small man
โดยปกติหมายถึง ความปรารถนาที่แรงกล้าที่จะทำในสิ่งที่ไม่ดี บางครั้งหมายถึง ความเจริญอาหาร เมื่อเกี่ยวกับอาหาร และนัฟซูชะฮฺวัต (nafsu syahwat) หมายถึง ความคลั่งไคล้ หรืออยากในกาม ราคะ
คำว่า ฮาวอ / นัฟซูและ/ ชะฮฺวัต ทั้งสามคำนี้ยืมคำในภาษาอาหรับมาใช้
ฮาวอ Hawa (الهوى) แปลว่า รักมาก/ความต้องการ
นัฟซู Nafsu (النفس)แปลว่า วิญญาณ (รูห)/ ชีวิต หัวใจ/ ร่างกาย/ ตนเอง /คนๆหนึ่ง/ ความอยาก/ เจตนา /ความพยายาม ชะฮฺวัต Syahwat (الشهوة) ความอยากในรสชาติ ความใคร่ดังนั้นคำว่า "ฮาวอนัฟซู" จึงน่าจะไม่ใช่ "ความคิด" ครับ วัลลอฮฺฮูอะอฺลัม
สวัสดีครับ ท่านอาจารย์อาลัมที่เคารพ ตามที่ท่านอาจารย์บอกว่า ฮาวอนัฟซู ไม่ใช่ความคิด แต่หมายถึง ความปรารถนาในการกระทำสิ่งที่ไม่ดี หรือความอยากในกามราคะ ผมว่าน่าจะเปรียบกับ "ตัณหา" ในพระพุทธศาสนาได้ใหมครับ ตัณหา (Craving ; selfish desire) หมายถึง ความทะยานอยาก ความปราถนาจะบำรุงบำเรอปรนเปรอตน ความอยากได้อยากเอา ในทางพระพุทธศาสนา มีความต้องการอยู่ 2 ประเภทครับ ความต้องการที่ไม่ดี เรียก ตัณหา ขณะเดียวกัน ความต้องการที่ดี เราเรียก ฉันทะ(will ; zeal ; aspiration) สิ่งที่ชาวพุทธต้องการ คือ พัฒนาความต้องการประเภทตัณหา ให้เป็นความต้องการประเภทฉันทะครับ....ขอบคุณครับ
“และฉันไม่อาจชำระจิตใจของฉันให้สะอาดบริสุทธิ์ได้ แท้จริงจิตใจนั้นถูกครอบงำไว้ด้วยความชั่ว นอกจากที่พระเจ้าของฉันทรงเมตตา แท้จริงพระเจ้าของฉันเป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ” [12.53]
นัฟซู เลาวามะฮฺ คือ เป็นนัฟซูที่รู้จักดีชั่วเมื่อผู้ครอบครองนัฟซูนี้พลั้งเผลอทำบาปหรือสิ่งที่ไม่ดีไม่งามก็สำ นึกตนเองได้พร้อมกล่าวประณามการกระทำของตนเองด้วยความรู้สึกสำนึกแต่ผู้ที่ครอบครองนัฟซูนี้ยังขาดความมั่งคงในการเชื่อฟังอัลลอฮฺ และมักพบว่า ผู้ครอบครองนัฟซูชนิดนี้มักเผลอทำบาปอยู่บ่อยๆ อัลลอฮฺตรัสถึงนัฟซูนี้ว่า ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงปรานี
[75.1] ข้าสาบานต่อวันกิยามะฮ์
[75.2] และข้าขอสาบานต่อชีวิตที่ประณามตนเอง
[75.3]มนุษย์คิดหรือว่าเราจะไม่รวบรวมกระดูกของเขากระนั้นหรือ ?
[75.4] แน่นอนทีเดียวเราสามารถที่จะทำให้ปลายนิ้วมือของเขาอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์
[75.5] แต่ว่ามนุษย์นั้นประสงค์ที่จะทำความชั่ว
[89.27] โอ้ชีวิตที่สงบแล้วเอ๋ย
[89.28] จงกลับมายังพระเจ้าของเจ้าด้วยความยินดีและเป็นที่ปิติเถิด [89.29] แล้วจงเข้ามาอยู่ในหมู่ปวงบ่าวของข้าเถิด[89.30] และจงเข้ามาอยู่ในสวนสวรรค์ของข้าเถิด
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt 18pt" class="MsoNormal"></p>