- อรุณสวัสดิ์ครับท่าน ผอ.
small man - ผมขออนุญาตนำเสนอจากมุมมองของอิสลามนะครับ
- กิเลศตัณหา หรือฮาวอนัฟซูนั้นเป็นธรรมชาติหนึ่งของมนุษย์ มันมีและเกิดขึ้นในเรือนใจของเราหากเราปล่อยให้มันเติบโตจนเกินพอดีมันจะไปครอบงำและบ่งการสติปัญญา ซึ่งตรงนี้นี่เองที่จะเกิดปัญหา อัลลอฮฺทรงกล่าวถึงสภาพของบุคคลที่ถูกฮาวอนัฟซูครอบงำว่า "เจ้าเคยเห็นผู้ที่ยึดถือเอาอารมณ์ต่ำของเขาเป็นพระเจ้าของเขาบ้างไหม? และอัลลอฮ์จะทรงให้เขาหลงทางด้วยการรอบรู้ (ของพระองค์) และทรงผนึกการการฟังของเขาและหัวใจของเขาและทรงทำให้มีสิ่งบดบังดวงตาของเขา ดังนั้นผู้ใดเล่าจะชี้แนะแก่เขาหลังจากอัลลอฮ์ พวกเจ้ามิได้ใคร่ครวญกันดอกหรือ ?" และในอีกอายะฮฺหนึ่งพระองค์ตรัสว่า "แล้วไฉนเล่า พวกเขาจึงไม่นอบ น้อม เมื่อการลงโทษของเราได้มายังพวกเขา แต่ทว่าหัวใจของพวกเขาแข็งกระด้าง และชัยฏอนก็ได้ให้เป็นที่สวยงามแก่พวกเขาด้วยในสิ่งที่พวกเขากระทำกัน"[6.43] นี่คือสภาพที่บุคคลนั้นได้ปล่อยให้ฮาวอนัฟซูเติบโตจนเกินพอดีและนอกจากสภาพภายในของเขาเองแล้ว โองการนี้ยังพูดถึงอีกสิ่งหนึ่งนั้นคือชัยฏอน หรือมารร้าย ที่เข้ามาทำให้เขารู้สึกเอาเองว่ามันดีงาม
- แต่ในอิสลามตามความเข้าใจของผมนั้นไม่มีแนวคิดที่จะกำจัดฮาวอนัฟซูให้หมดสิ้นไป และมันไม่อาจทำเช่นนั้นได้ แต่อิสลามส่งเสริมให้ "ขัดเกลา" หัวใจให้สะอาดหรือทำให้บ้านของฮาซอนัฟซูสะอาดซึ่งจะส่งผลต่อฮาวอนัฟซู และควบคุมมันให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม ควบคุมมันและใช้มันในทางที่ดีงามและสร้างสรรค์
-
อัลลอฮฺ ทรงตรัสไว้ในคัมภีร์อัลกุรอานของพระองค์ว่า "
พระผู้อภิบาลของเรา ได้ทรงโปรดให้ในหมู่พวกเขามีรอซูล(ศาสดา)ขึ้นมาคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ที่จะมาสาธยายอายะฮ์ทั้งหลายของพระองค์แก่พวกเขา และสอนคัมภีร์และวิทยปัญญาให้แก่พวกเขา และขัดเกลาชีวิตของพวกเขาให้สะอาด แน่แท้ พระองค์คือผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ" [2.129]
"แน่นอนผู้ที่ขัดเกลาตนเอง ย่อมบรรลุความสำเร็จ และเขารำลึกถึงพระนามแห่งพระเจ้าของเขา แล้วเขาทำละหมาด" [87.14-15]
"แท้จริงบรรดาผู้ที่ศรัทธานั้น คือ ผู้ที่เมื่ออัลลอฮ์ถูกกล่าวขึ้นแล้ว หัวใจของพวกเขาก็หวั่นเกรง และเมื่อบรรดาโองการของพระองค์ถูกอ่านแก่พวกเขา โองการเหล่านั้นก็เพิ่มพูนความศรัทธาแก่พวกเขา และแด่พระเจ้าของพวกเขานั้นพวกเขามอบหมายกัน" [8.2]
"อัลลอฮ์ได้ทรงประทานคำกล่าวที่ดียิ่งลงมาเป็นคัมภีร์คล้องจองกันกล่าวซ้ำกัน ผิวหนังของบรรดาผู้ที่เกรงกลัวพระเจ้าของพวกเขาจะลุกชันขึ้น แล้วผิวหนังของพวกเขาและหัวใจของพวกเขาจะสงบลงเพื่อรำลึกถึงอัลลอฮ์ นั่นคือการชี้นำทางของอัลลอฮ์ พระองค์จะทรงชี้นำทางแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์และผู้ใดที่อัลลอฮ์ทรงให้เขาหลงทาง ดังนั้นสำหรับเขาจะไม่มีผู้ชี้นำทาง" [39.23]
- อัลลอฮฺทรงแจ้งให้มนุษย์ตระหนักอยู่เสมอว่า พระองค์นั้นกำลังเฝ้ามองพวกเขาตลอดเวลา พระองค์ตรัสว่า "
แท้จริงพระเจ้าของเจ้านั้นทรงเฝ้าดูอย่างแน่นอน" [89.14] และทรงย้ำอีกว่า "ดังนั้นผู้ใดกระทำความดีหนักเท่าละอองธุลี เขาก็จะเห็นมัน ส่วนผู้ใดกระทำความชั่วหนักเท่าละอองธุลี เขาก็จะเห็นมัน [99.7-8] และทรงกำชับอีกว่า "เขาไม่รู้ดอกหรือว่า แท้จริงอัลลอฮ์ นั้นทรงเห็น มิใช่เช่นนั้น ถ้าเขายังไม่หยุดยั้ง เราจะจิกเขาที่ขม่อมอย่างแน่นอน ขม่อมที่โกหกที่ประพฤติชั่ว" [96.14-16] และ"
ดังนั้นข้าขอเตือนพวกเจ้าถึงไฟที่ลุกโชน ไม่มีผู้ใดจะเข้าไปในเผาไหม้ในมัน นอกจากคนเลวทรามที่สุด
คือผู้ที่ปฏิเสธและผินหลังให้ และส่วนผู้ที่ยำเกรงยิ่งนั้นจะถูกปลีกตัวให้ห่างไกลจากมัน ซึ่งเขาบริจาคทรัพย์สินของเขาเพื่อขัดเกลาตนเอง [92.14-18]
"แท้จริงบรรดาผู้ยำเกรงต่อพระเจ้าของพวกเขาโดยทางลับ สำหรับพวกเขาจะได้รับการอภัยโทษและรางวัลอันใหญ่หลวง และพวกเจ้าจงปิดบังคำพูดของพวกเจ้าหรือเปิดเผยมันก็ตาม แท้จริงพระองค์ทรงรอบรู้สิ่งที่อยู่ในทรวงอก พระผู้ทรงสร้างจะมิทรงรอบรู้ดอกหรือ? พระองค์คือผู้ทรงรอบรู้อย่างถี่ถ้วนผู้ทรงตระหนักยิ่ง" [67.12-14]
การที่เราได้ พูดคุยกับ อัลลอฮฺ และรอซูล (ศาสดา) ของพระองค์ และกับผู้ที่พูดคุยกับทั้งสอง จะเป็นทางหนึ่งที่จะช่วยเราไม่ให้หลงระเริงในโลกชั่วคราวนี้ และระลึกอยู่เสมอต่อวันหนึ่งที่เราจะต้องกลับไปหาพระผู้เป็นเจ้า และจะเตรียมเสบียงแห่งการปฏิบัติที่ดีสำหรับวันนั้น
แค่นี้ก่อนนะครับ ขอบคุณท่าน ผอ.small manสำหรับการร่วมเสวนาธรรมครับ ขออัลลอฮฺทรงชี้นำทางที่เที่ยงตรง อามีน