ปัญหาการเรียนการสอนของไทย

 ปัญหาการเรียนการสอนของไทยเมื่อปลายเดือนพฤษจิกายน(2541) ผมได้ดูรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งเป็นการแสดงของเด็กที่มีชื่อกลุ่มว่าสมัชชาเด็กเด็กเหล่านี้ได้แสดงละคร แสดงหุ่นกระบอก หนังตะลุง และแสดงสิ่งต่างๆเพื่อถ่ายทอดความคิดเห็นและความรู้สึกของพวกเขาเกี่ยวกับปัญหาการเรียนการสอนที่พวกเขาได้พบเมื่อดูแล้วมีความรู้สึกว่าเด็กๆสะท้อนภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเรียนการสอนได้อย่างดีปัญหาการเรียนการสอนที่ทำให้เด็กไม่มีความสุขในการเรียนถูกถ่ายทอดออกมาหลายเรื่องเช่น สภาพการเรียนการสอนที่น่าเบื่อหน่ายคุณครูใจร้ายที่ไม่เข้าใจเด็กเฆี่ยนตีและดุเด็ก คุณครูที่ไม่ค่อยมาสอนคุณครูที่สั่งการบ้านมากเกินไปจนเด็กต้องทำงานดึกหรือคุณครูขี้เมาที่มีกลิ่นสุราติดตัวเข้ามาสอนในทางกลับกันเด็กๆอยากให้คุณครูรักและเข้าใจพวกเขามากขึ้นไม่ดุพวกเขาและไม่ทำโทษพวกเขา(Jจากสาเหตุที่เขายังเด็กเขายังไม่รู้)อยากให้คุณครูใจดีกับพวกเขามีเทคนิคการสอนที่สนุกและอยากมีสภาพห้องเรียนที่พวกเขาเรียกว่าห้องเรียนในฝันเป็นห้องเรียนที่มีแต่ความสุขJในการเรียนรู้การเสนอปัญหาต่างๆเหล่านี้จากมุมมองของเด็กทำให้คนที่ดูหลายๆคนมีความเห็นพ้องกับเด็กๆเนื่องจากสมัยที่ตนเองเรียนก็เคยสัมผัสกับบรรยากาศเหล่านี้มาแล้วจากสิ่งที่เด็กๆเสนอมาครูอาจารย์บางท่านอาจมีความรู้สึกคาดไม่ถึงว่าเด็กๆจะสังเกตการสอนของครูโดยมองเห็นปัญหาและสะท้อนปัญหาเหล่านี้ออกมาได้สิ่งที่เด็กๆเสนอออกมาทำให้ครูหลายๆคนเข้าใจความรู้สึกของเด็กๆมากขึ้นมีความรู้สึกว่าในการเรียนการสอนที่ผ่านมาคุณครูมักจะละเลยความรู้สึกของเด็กๆเหล่านี้และจากการได้เห็นสิ่งที่เด็กๆเสนอออกมาทำให้ครูบางท่านเริ่มปรับเปลี่ยนการสอนรวมทั้งหาวิธีการสอนที่เหมาะสมมาใช้กับวิชาที่ตนเองสอนเพื่อพยายามให้เกิดห้องเรียนในฝันอย่างที่เด็กๆต้องการพวกเราหลายคนอาจจะเคยสัมผัสกับปัญหาที่เด็กๆนำเสนอมาบ้างทั้งในบทบาทของครูเอง หรือบทบาทซึ่งครั้งหนึ่งตนเองก็เคยเป็นนักเรียนสิ่งที่พบบ่อยในสมัยที่เราเป็นผู้เรียน คือ ความเบื่อหน่ายต่อการเรียน , ง่วงและหลับในห้องเรียน , ลองนึกดูว่าในสมัยที่เราเป็นนักเรียนก็คงมีบางวิชาที่เราไม่ชอบและเปรียบวิชานั้นเสมือนยาขม” สำหรับเรา เมื่อเราไม่ชอบเราก็ไม่อยากเข้าเรียนถ้าเข้าไปเรียนก็รู้สึกเบื่อเพราะเรียนไม่รู้เรื่อง , ไม่มีความสุขกับการเรียนวิชานั้นหรือถ้าเลือกได้เราก็คงไม่เรียนวิชาที่เปรียบเสมือน”ยาขมL” สำหรับเราแต่ในทางกลับกันมีบางวิชาที่เรารู้สึกว่าเราชอบ “J”เราอยากเรียนเรามีความสุขกับการเรียนวิชานั้นมาก เมื่อถึงวันที่มีวิชานี้เราจะรู้สึกดีใจ (Jแต่ถ้าวันไหนมีวิชาที่เราชอบอยู่ร่วมกับวิชาที่เป็นยาขมเราก็จะดีใจเพียงครึ่งเดียว)จากประสบการณ์ตอนเป็นผู้เรียนเราเคยสังเกตหรือไม่ว่าทำไมเราชอบวิชานี้หรือไม่ชอบวิชานี้รวมทั้งบางวิชาที่เราชอบแต่เพื่อนๆกลับไม่ชอบหรือบางวิชาที่เราไม่ชอบเพื่อนๆกลับชอบเรียน เป็นเพราะอะไร? คำตอบหนึ่งที่สามารถอธิบายได้ คือ คนเราแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ในด้านต่างๆเช่นความสนใจ ความสามารถ ความพร้อมและความต้องการและสิ่งที่สำคัญคือคนเราแต่ละคนเรียนรู้ไม่เหมือนกันบางคนเรียนรู้ได้รวดเร็วในเรื่องหนึ่งแต่เรียนรู้ได้ช้าในอีกเรื่องหนึ่งนอกจากนั้นในเรื่องของความสนใจและความต้องการของผู้เรียนนั้นมีความสำคัญมากกับการเรียนรู้ของแต่ละคนโดยอาจจะมองย้อนกลับไปในอดีตของเราเราเองจะพบว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่เราเรียนรู้ได้เองโดยไม่ต้องมีคนสอนหรือต้องมานั่งเรียนในห้องเรียนนั่นคือเราเรียนรู้ได้เองจากความสนใจส่วนตัวหรือเรียนรู้ได้จากความต้องการของเราเพราะเรารักและสนใจที่จะเรียนรู้สิ่งนั้นโดยไม่ต้องมีใครมาบอกหรือมาสั่งให้เรียนถึงแม้ว่าบางครั้งจะมีปัญหาเกิดขึ้นเราก็จะแสวงหาวิธีการแก้ปัญหานั้นด้วยตัวเราเองจากแหล่งความรู้ต่างๆจะเห็นว่าถ้าครูจัดบรรยากาศการเรียนการสอนที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลและทำให้ผู้เรียนเห็นความสำคัญและเกิดความสนใจในเนื้อหาที่สอนจะทำให้ผู้เรียนมีความชอบ(J) และสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง , แสวงหาความรู้ด้วยตนเองนอกเหนือจากการสอนในห้องเรียนในความเป็นจริงบรรยากาศการเรียนการสอนที่เราเคยสัมผัสหรือเคยเรียนนั้นไม่ได้จัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับหลักความแตกต่างระหว่างบุคคลมากนัก อาจจะเป็นเพราะว่ามีจำนวนนักเรียนมากขึ้น (หนึ่งห้องมีนักเรียนประมาณ 30 - 50 คน แถมในบางวิชามีการรวมห้องจำนวนนักศึกษาก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 70 - 100 คน)โอกาสที่ครูเองจะเข้าไปสัมผัสกับผู้เรียนเพื่อตอบสนองความต้องการรายบุคคลมีน้อยลงอีกทั้งการเรียนการสอนโดยมีครูเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เป็นวิธีที่ง่ายต่อการสอนจึงเป็นเทคนิคที่นิยมนำมาใช้สอนถ้าเรามองการสอนที่เราเคยพบสมัยที่เราเป็นผู้เรียนเทคนิคการสอนที่เราพบมากที่สุดคือการสอนแบบบรรยายโดยมีครูเป็นศูนย์กลาง กล่าวคือครูจะยืนอยู่หน้าชั้นเรียนสอนเนื้อหาสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกันต่อนักเรียนจำนวนมากและครูส่วนใหญ่ก็จะตั้งความหวังไว้ว่านักเรียนทุกคนจะต้องเรียนได้เท่าๆกันซึ่งขัดกับหลักจิตวิทยาว่าด้วยความแตกต่างระหว่างบุคคล ที่คนแต่ละคนมีความสนใจความสามารถ ความถนัด และมีวิธีเรียนรู้ที่แตกต่างกันดังนั้นจะเห็นได้ว่าผู้เรียนแต่ละคนจะรับความรู้ที่ถ่ายทอดได้ไม่เท่ากันการสอนโดยยึดครูเป็นศูนย์กลางเพียงอย่างเดียวจะไม่ตอบสนองความแตกต่างรายบุคคลได้ครบทั้งหมดจึงทำให้ผู้เรียนบางส่วนเกิดความเบื่อหน่าย ไม่อยากเรียนและเกิดพฤติกรรมต่างๆที่ครูคิดว่าเป็นปัญหา