ในวันหนึ่งเมื่อสัก 4-5 เดือนที่ผ่านมา ดิฉันได้มีโอกาสคุยกับรองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ โครงการปริญญาตรี วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง เกี่ยวกับการนำเครื่องมือการจัดการความรู้มาใช้ในการพัฒนาองค์กรของพวกเรา
การสนทนาในวันนั้น รองผอ.บอกว่าจำเป็นต้องมีการตั้งคณะกรรมการจัดการความรู้ขึ้นมาเพื่อให้คณะกรรมการเป็นเจ้าภาพในการทำเรื่องนี้ ในครั้งแรกที่ดิฉันได้ยิน ยอมรับว่าไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไหร่ เพราะรู้สึกว่าการทำ KM ต้องทำด้วยใจ เอาคนที่สนใจและสมัครใจมาร่วมกันทำดีกว่า ถ้าหากเราทำดี คนอื่นๆเห็นก็จะเข้ามาร่วมกับเราเอง ต้องการให้มีความเป็นธรรมชาติที่สุด ดิฉันไม่ปรารถนาที่จะเห็นภาพของการที่คณะกรรมการจัดการความรู้กลายเป็นอีก X หนึ่ง ในสมการเรื่องนี้ แต่เหตุผลที่รองผอ.ฯให้นั้นก็น่าสนใจ โดยรองผอ.ฯให้เหตุผลว่าหากไม่มีเจ้าภาพก็จะมีการเกี่ยงกันว่าใครจะทำ เพราะพวกเรายังไม่มีความรู้ รวมทั้งความเข้าใจในเรื่องนี้เลย แต่ถ้ามีเจ้าภาพชัดเจนกิจกรรมนี้ก็น่าจะเคลื่อนไปได้ด้วยดี ซึ่งพอดิฉันได้ฟังเหตุผลนี้แล้วก็เข้าใจและรับได้ เพราะ ในการทำงานกับคนต้องมีความยืดหยุ่น ต้องดูบริบทหลายอย่างที่แวดล้อมอยู่ KM ในแบบที่ดิฉันเข้าใจและปฏิบัติก็เป็นแบบหนึ่ง ซึ่งความเข้าใจของแต่ละคนก็อาจมีทั้งเหมือนกันและต่างกัน ดังนั้น ในเบื้องต้นที่พูดคุยกันในเรื่องนี้ รองผอ.ฯบอกว่าจะรับไปดำเนินการต่อ เพื่อให้คณะกรรมการจัดการความรู้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา
เพียงการสนทนาสั้นๆก็ทำให้ดิฉันได้แลกเปลี่ยนมุมมองในการทำงานอีกมุมมองหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะทำให้ดิฉันได้รู้และมีแนวทางในการทำงานที่เพิ่มมากขึ้น ไม่แน่ว่าในอนาคตเราอาจได้รูปแบบการทำ KM อีกแบบหนึ่งก็ได้ เพราะ สำหรับดิฉันแล้ว KM ไม่มีสูตรสำเร็จ ไม่มีรูปแบบตายตัว เปรียบเสมือนความรักที่มีนิยามและการปฏิบัติมากมาย แต่ดิฉันก็ยังเชื่ออยู่ลึกๆว่าแม้จะมีความหลากหลาย แต่ในความหลากหลายนั้นต้องมี "แก่น" ร่วมกันบางอย่าง
เป็นกำลังใจให้ค่ะ
ขอบคุณคุณศุภลักษณ์มากค่ะ ในโอกาสต่อไปคงจะได้แลกเปลี่ยนกันนะคะ