ในห้อง ลปรร. เช่นนี้ เราต้องถือประโยชน์ของคนในห้องเป็นหลัก เอาการเรียนรู้ของผู้อยู่ในห้องเป็นหลัก ไม่ใช่เอาการนำเสนอของวิทยากรเป็นหลัก

NKM 4 : ประเด็นเรียนรู้ จากงานในวันที่ ๑ ธ.ค. ๕๐

         งานวันที่ ๒ คนบางตาลงบ้าง     ที่ห้องนิทรรศการคนน้อย เพราะคนนิยมไปเข้าห้องย่อยกันมาก     และห้อง Play & Learn ทีมของ อ. ไพฑูรย์ ช่วงฉ่ำก็ดึงคนและสะกดผู้เข้าร่วมด้วยเรื่องราว การทดลอง ใช้เครื่องมือ AI – Appreciative Inquiry ใน รพ. พิจิตร  

      ผมอยู่ที่ห้อง MR 2 ตลอดช่วงเช้า 2 ช่วง    ทำหน้าที่ คุณอำนวย บนเวที Lead & Learn     เข้าใจว่ารสชาติของการ ลปรร. คงจะเข้มข้น ทั้งรายการของกรมอนามัย และของการไฟฟ้าแม่เมาะ     จึงดึงดูดคนมาอยู่ในห้องนี้เต็มห้อง    

      การได้ทำหน้าที่ คุณอำนวยเวที ทำให้ผมได้เรียนรู้   ว่าในห้อง ลปรร. เช่นนี้ เราต้องถือประโยชน์ของคนในห้องเป็นหลัก     เอาการเรียนรู้ของผู้อยู่ในห้องเป็นหลัก     ไม่ใช่เอาการนำเสนอของวิทยากรเป็นหลัก    ผมจึงบอกที่ประชุมว่า เราไม่เน้นการนำเสนอ แต่เน้นการ ลปรร.     ถ้าจะให้วิทยากรเล่าให้จบ ให้เวลาสามวันสามคืนก็ยังไม่จบ เพราะวิทยากรมีประสบการณ์มาก ประเด็นเรียนรู้มากมาย    

      เราไม่เน้นการเล่าของวิทยากร แต่เน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้มาฟัง     ดังนั้นพอวิทยากรเล่าถึงประเด็นสำคัญผมก็แทรกตีความประเด็นเรียนรู้เอาดื้อๆ อาศัยความแก่ และวิทยากรเกรงใจ     พอแทรกบ่อยๆ เข้าใจว่าวิทยากรเลยพลอยสนุกไปด้วย    บรรยากาศในห้องประชุมจึงคึกคักสนุกสนานมาก     

       ผมเอาเรื่องนี้มาเล่าแบบตีความและยกหางตัวเองหน่อยๆ     เพื่อแบ่งปันวิธีคิดในการดำเนินการประชุมแบบ KM  ผมตีความว่าบรรยากาศของห้อง MR 2 เมื่อวาน เป็นบรรยากาศของ “Semi PA” หรือ กึ่งเพื่อนช่วยเพื่อน     (PA = Peer Assist)     เราเอาความอยากรู้ของผู้มาขอเรียนรู้เป็นหลัก     ไม่เอาความอยากเล่าของผู้เล่าเป็นหลัก    แต่จริงๆ แล้ว เราเอาทั้งสองส่วนผสมกันอย่างกลมกลืน    จึงสนุกทั้งผู้เล่าและผู้ฟัง

       บรรยากาศแบบนี้จะไม่เกิด ถ้าทั้งผู้เล่าและผู้ฟังไม่ใช่ คนจริง คือผู้เล่าไม่ได้ทำมาด้วยตนเอง และผู้ฟังไม่ได้มาฟังด้วยความตั้งใจจะเอาไปทำจริงๆ  

       การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมที่กรมอนามัย คือการเปลี่ยนวิธีประชุม     เปลี่ยนจากประชุมแจ้งนโยบาย    เป็นประชุมเล่าเรื่องความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริงในหน่วยย่อยๆ     ทีจะนำไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ของกรม    เปลี่ยนจากเวทีของผู้บริหาร เป็นเวทีของผู้ปฏิบัติที่มีเรื่องราวของความสำเร็จเล็กๆ    เปลี่ยนนิยามของคำว่า ความสำเร็จ ที่เน้นความสำเร็จใหญ่ๆ ของผู้บริหารหน่วยงาน  เป็นเน้นความสำเร็จเล็กๆ ของคนหน้างาน 

       แค่นี้ก็เห็น Learn 4 Change ตาม โลโก้ของ NKM 4 ชัดเจน   

       เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ผมเชื่อว่าจะไม่เปลี่ยนกลับไปอย่างเดิมอีก ไม่ว่าจะเปลี่ยนอธิบดีไปกี่คนก็ตาม    เพราะว่าถ้าเปลี่ยน คนก็จะบ่นจะบอก ว่าเบื่อ    ผู้บริหาร (อธิบดี) ไม่ใช่คนโง่ ที่จะไม่รู้จักใช้เครื่องมือชั้นยอดที่มีอยู่แล้ว เพื่อผลงานของตน     

       ทีมกรมอนามัย คือ นพ. สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ กับคุณศรีวิภา เลี้ยงพันธุ์เจริญ เล่าชัดเจน ว่าอธิบดีเป็นคนเก่ง คนฉลาด ดังนั้นทีม คุณอำนวย ของกรมอนามัยจึงทำงานง่ายมากในการทำให้อธิบดีเห็นประโยชน์ของเครื่องมือ KM     เพราะทีมไม่ได้ทำ KM แต่เข้าไปช่วยให้ทีมงานหลักมีเครื่องมือผ่อนแรง และช่วยให้งานสนุกตื่นเต้นเร้าใจ     มีหรือที่อธิบดีที่แสนจะเก่งและฉลาดจะไม่เอา      ดังนั้นคำบ่นว่าผู้บริหารไม่สนับสนุนจึงน่าจะเป็นคำบ่นของคนใช้ KM ไม่เป็น     หลง “ทำ KM” เอา KM ไปเป็นภาระเพิ่มแก่คนที่ทำงานหลักขององค์กรมากกว่า      คำสรุปนี้ผมสรุปเองครับ 

       ที่จริงคนของกรมอนามัยมางานนี้มากมาย    และที่มานั่งเชียร์อยู่ในกลุ่มผู้ฟังก็หลายคน    บางคน เช่น เพื่อนร่วมทาง หรือหมอนนทลี วีรชัย (http://gotoknow.org/blog/kmanamai-nonta ) ไม่ใช่มาฟังเฉยๆ ยังถ่ายรูปและบันทึกเสียงด้วย    ผมรออ่าน บล็อก ของคุณหมออยู่ ว่าจะบันทึกและตีความสาระและบรรยากาศในห้องนี้อย่างไร       

       ทีมของการไฟฟ้าแม่เมาะ พกความเจ็บใจต่อ สคส. มาเล่าให้ที่ประชุมฟัง     ว่าขอความช่วยเหลือจัด KM Workshop จาก สคส. ไม่ได้     จึงกัดฟันทำกันเองแบบเปิดตำราทำ     ซึ่งก็คือตำราของ สคส. นั่นแหละ การจัดการความรู้ ฉบับนักปฏิบัติ นั่นเอง

       ท่านเห็น KSF – Key Success Factor ของKM แม่เมาะไหมครับ    KSF คือการลงมือทำ หลังจากศึกษาและวางแผนประยุกต์ใช้ KM อย่างรอบคอบแล้ว 

      ทีมแม่เมาะมี“ทุนเดิม หรือวัฒนธรรม ที่สำคัญ เป็น KSF ของการใช้ KM อีกอย่างน้อย อย่าง

  1. การคิดเป็นระบบ แบบวิศวกร     มีความละเอียดในแต่ละขั้นตอน
  2. การทำงานเป็นทีม
  3. มีระบบ IT ที่ดี
  4. พนักงานมี ความรู้นอกตำรา เพียบ     รอให้เก็บเกี่ยว 
  5.  พนักงานมีความจงรักภักดีต่อองค์กร    พร้อมที่จะตอบแทนบุญคุณขององค์กร     เป็นวัฒนธรรมเชิงบวกที่มีค่ายิ่งต่อการใช้เครื่องมือ KM  

           ที่จริงสภาพที่ พนักงานมี ความรู้นอกตำรา เพียบ     รอให้เก็บเกี่ยว นั้น ทุกองค์กรมีเหมือนกันหมดนะครับ     อยู่ที่เรามองเห็นมัน และเห็นคุณค่าของมันหรือไม่     คนที่มีประสบการณ์ใช้ KM จะเข้าใจขุมความรู้นอกตำรานี้  

       ผมเรียกทีมที่มาเล่าประสบการณ์ ทั้งของกรมอนามัยและการไฟฟ้าแม่เมาะว่า ทีมคุณอำนวยของหน่วยงาน ทำหน้าที่ช่วยให้คนขององค์กรเอา KM ไปใช้ในการทำงานประจำ     ช่วยให้งานประจำมีรสชาติ สนุกสนาน และเกิดผลสำเร็จหรือพัฒนาคุณภาพได้ง่ายขึ้น     

       ของกรมอนามัยใช้เทคนิค เตะผ่าหมาก คือเอา KM ไปช่วยให้กรมบรรลุผลสำเร็จตามยุทธศาสตร์ที่สัญญากับ กพร.     คือส้วมสะอาด และอาหารปลอดภัย

       ส่วนการไฟฟ้าแม่เมาะเอาไป ปลุกคน     ให้เห็นว่าตนเองและเพื่อนร่วมงานมี ความรู้นอกตำรา มากมาย     เมื่อเอามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน  ชีวิตการทำงานมันง่ายขึ้น     และที่สำคัญ นิสัยใจคอเปลี่ยนไป    เป็นคนที่ฟังคนอื่นเป็น และเล่าความรู้ของตนให้คนอื่นเข้าใจได้    พูดง่ายๆ คือ ผลต่อคนในเบื้องต้นคือ ช่วยให้ฟังเป็น พูดเป็น     บางคนถึงกับได้รับคำชมจากภรรยา      ผู้คนเกิดความสุขกันทั่วหน้า  

       เกือบลืมบอกไปว่าทีมของการไฟฟ้าแม่เมาะที่ขึ้นเวทีมี ๓ หนุ่ม คือ คุณชรินทร์ กาญจนรัตน์ วิศวกร ๑๑ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบำรุงรักษา,  คุณพินิจ นิลกัณหะ วิศวกร ๑๐ หัวหน้าหน่วยสารสนเทศ,  และคุณจิระชัย ศรีสมบัติ แกนนำวิทยากร KM     และยังมีทีมมาเป็นกองเชียร์อีกเพียบ    มีคนบันทึกวิดีโอกลับไปด้วย   

       ผมมีข้อสังเกตว่า ไม่ว่าทำอะไร ทีมแม่เมาะมีแผนปฏิบัติที่คิดกันมาแล้วอย่างรอบคอบเสมอ     ยุทธศาสตร์การใช้ KM ของแม่เมาะคือ “กลุ่มเรียนรู้แบบข้ามสายงาน หรือ CFT = Cross Function Team ที่ทีมแกนนำ KM จัดให้     และเป็นที่นิยมจนมีเสียงเรียกร้อง “เมื่อไรจะจัดให้อีก     ไม่ใช่ โอ๊ย งานยุ่งจะตาย มาตามไปประชุมอยู่ได้     และมีวิธีเก็บ ภูมิปัญญา แบบมีตัวมีตนของเจ้าของภูมิปัญญา ในวิดีโอเล่าเรื่อง  ทำให้เกิดความภาคภูมิใจ     แกนนำในการจัดทำเว็บไซต์ ภูมิปัญญา โรงไฟฟ้าแม่เมาะ คือคุณสุนทร ดาวประเสริฐ ก็มา ลปรร. ในโซนนิทรรศการ และมาเชียร์ในห้อง MR 2 ด้วย 

       เทคนิคการใช้เครื่องมือของแม่เมาะมีความละเอียดประณีตมาก    ผมไม่เคยนึกว่าวิศวกรจะละเอียดถึงเพียงนี้     ทีมนี้จึงมีวิธีออกแบบเวทีและกิจกรรมที่น่าสนใจมาก     ท่านที่สนใจต้องหาโอกาสฟังเองจึงจะได้ความรู้จริง     เราคงจะทำ VCD ของการ ลปรร. แต่ละเวทีออกจำหน่าย     แต่เวทีทั้งสองนี้มันไม่จบนะครับ  ยังมีกลเม็ดเด็ดพรายอยู่อีกมาก ที่เราไม่มีเวลาแลกเปลี่ยน  

      ช่วงบ่าย คุณประยงค์ รณรงค์ ปราชญ์ชาวบ้านแห่งตำบลไม้เรียง  จ. นครศรีธรรมราช  เจ้าของรางวัลแม็กไซไซ  ปริญญากิตติมศักดิ์ ๑๐ ใน และเวลานี้เป็นวุฒิสมาชิก กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง ผู้นำการเรียนรู้ในสถานการณ์ปัจจุบัน  ตรึงคนไว้กับท่านตลอดเวลา ๑ ชั่วโมงเต็ม    สรุปได้ว่า ชีวิตของท่านคือตัวอย่างของผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต     จากคนที่เรียนจบแค่ ป. ๔ และทำงานด้านเกษตรกรรม ต้องฟันฝ่าต่อสู้ชีวิต ต่อสู้กับความอยุติธรรมเชิงระบบในสังคม     แต่ท่านมองโลกเชิงบวก เชิงเรียนรู้  มุ่งมั่นช่วยเหลือชุมชน     จึงสร้างผลงานได้รับการยอมรับสูงยิ่ง     ที่จริงท่านไม่ได้เล่าเรื่องความสำเร็จในชีวิตของท่านมากนัก แต่หนังสือ ผู้นำการเรียนรู้ ประยงค์ รณรงค์ ที่แจกอยู่ในกระเป๋าของผู้เข้าร่วมประชุม จะให้ข้อมูลเหล่านี้     

       ปาฐกถาของคุณประยงค์ เต็มไปด้วย “KM ประยุกต์    คือบูรณาการการจัดการความรู้โดยไม่รู้ตัวว่าเป็น KM     สอดคล้องกับบรรยากาศในการประชุมอย่างยิ่ง  

       ปีนี้ทีมจัดงานกำหนดให้ผมกล่าวปิดถึง ๓๐ นาที    ผมนัดทีมจัดทำ Proceedings ที่มีคุณ“หญิง” นภินทร เป็นแม่งานให้สรุปประเด็นเรียนรู้ในแต่ละห้องส่วนช่วงเช้าของวันที่ ๑ ธ.ค. ให้ผมฟังเพื่อใช้ประกอบการกล่าวสรุปและปิดประชุม    หลังฟังทีมงานสรุปให้ฟังผมก็ชวนให้ทีมงานขึ้นสรุปร่วมกับผม     แต่ทีมงานและคุณหญิงค้านเสียงหลง  คนเขารอคอยฟังอาจารย์  อาจารย์ต้องไม่ทำให้เขาผิดหวัง เพราะได้ฟังพวกหนูแทน    ผมจึงต้องเป็นผู้กล่าวสรุปและปิดตามที่ระบุในเอกสารสูจิบัตร  ผมกล่าวอย่างไรบ้างโปรดรอจากบันทึกของนักข่าวประจำตัวของผม คือ เพื่อนร่วมทาง นะครับ  

       ที่ผมชวนทีม Proceedings ขึ้นสรุปปิดด้วยกันเพราะทีมนี้จับประเด็นเก่งจริงๆ     จึงขอยกย่อง ด้วยการนำชื่อมาลงไว้ ท่านเหล่านี้เป็นนักวิชาการอิสระ    ผมโฆษณาให้ฟรีว่า ผู้ใช้บริการจับประเด็นทำรายงานผลการประชุมจะไม่ผิดหวัง     ท่านเหล่านี้คือ

  1. คุณบุญพิสิฐ ศรีหงส์
  2. คุณรัชนี เลิศเดชเดชา
  3. คุณแก้วใจ ศาสตร์ประสิทธิ์
  4. อาจารย์โอฬาร คำจีน  แห่งโรงเรียนราชวินิตมัธยม

                    ผมติดใจฝีมือของท่านเหล่านี้ตั้งแต่ฟังสรุปประเด็นสำคัญจากการประชุมวันแรก ที่ท่านเหล่านี้สรุปสั้นๆ ช่วง ๘.๓๐ ๙.๐๐ น. แล้ว ว่าสรุปได้กระชับและชัดเจนมาก  

        งาน NKM 3 มีห้องนิทรรศการพิเศษ คือห้อง “หลุมดำ ปีนี้เรามีห้อง จุดเปลี่ยน    และมีโซนนิทรรศการ ๒๐ โมเดล KM เป็นที่ชื่นชอบกันมาก    รายละเอียดของ ๒๐ โมเดลมีอยู่ในรายงานประจำปี KM ประเทศไทย ที่เราแจกผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนแล้ว 

       ผมอวดใครต่อใครว่า สคส. เรามีข้อพิสูจน์ความมหัศจรรย์ของเครื่องมือ KM มากมาย     อย่างหนึ่งคือ การเรียนรู้หรือพัฒนาการของพนักงานของ สคส.     การปฏิบัติ KM ภายใน สคส. ทำให้คนของเราเติบโตด้านความสามารถอย่างไม่น่าเชื่อ    แม่งาน NKM 4 คือคุณอ้อม อุรพิณ ชูเกาะทวด จบปริญญาโท มาทำงานที่ สคส. เพียง ๔ ปี  และอายุตัวเพียง ๓๒ ปี  แต่สามารถประสานงานรับผิดชอบงานใหญ่เช่นนี้ได้ ถือว่ามหัศจรรย์    

      แต่กล่าวอย่างนี้อาจจะทำให้คนเข้าใจผิด เพราะงานนี้ไม่ได้ทำคนเดียว     มีคนรับผิดชอบไปคนละด้านสองด้าน ทั้งทีม สคส. และทีมพันธมิตร     คือเราใช้ KM ในการจัดงาNKM 4 นี้ด้วย  

วิจารณ์ พานิช

๒ ธ.ค. ๕๐