มาต่อครับ..........
บุคคลสำคัญของอินเดียที่ผลักดันให้มีการก่อตั้งSAI ได้แก่นายAnand Mahindra(อนันต์ มหินทรา) และนายVikram Gandhi (วิกรม คานที ) ทั้งสองเคยเรียนที่ฮาวาร์ดมาก่อน วิกรมนั้นเล่าว่าในปี 1989 มีอาจารย์และนักศึกษาอินเดียในฮาวาร์ดน้อยมาก นับคนได้ ในคณะที่วิกรมเรียนอยู่มีนักศึกษา 800 คน โดยมีเขาที่เป็นคนอินเดียเพียงคนเดียว ในปัจจุบันมีคนอินเดียเป็นอาจารย์ร้อยละ 15 ทีเดียวและจากนักศึกษา 900 คน เป็นอินเดียถึง 38 คน
ทั้งนายอนันต์และวิกรมร่วมก่อตั้งและเป็นบอร์ดของมูลนิธี SAI
การที่มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ของโลก (อายุ 371 ปี) ยอมรับโครงการพัฒนาคนครั้งนี้มีผลดีต่ออินเดียเป็นอย่างยิ่ง เป็นการยอมรับว่าอินเดียมีความสำคัญและจะมีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ
ไม่เฉพาะฮาวาดเท่านั้นที่มองเห็นอินเดีย แต่มหาวิทยาลัยของสหรัฐอื่นๆ เช่นมหาวิทยาลัย Kennedy ก็ได้ร่วมมือกับสถาบันของอินเดียพัฒนาบุคคลากรแล้วอย่างจริงจัง
ตัวอย่างที Institut of Management ที่ Ahmedabad ได้เริ่มโครงการฝึกอบรม จนท.บริหารกว่า 360 คนในช่วง 3 ปีนี้ รวมทั้งฤดูร้อนที่จะถึงนี้ กลุ่ม TATA ร่วมกับฮาวาร์ดก็จะร่วมกันให้ทุนศึกษาแก่นักศึกษาอเมริกัน 57 คนให้มาศึกษาภาคสนามในอินเดีย
ชนชั้นกลางของอินเดียกำลังเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วและหากได้รับการพัฒนาอย่างถูกทางจะมีศักยภาพเพียงใด น่าคิด
ยังไม่นับโครงการต่างๆ อีกที่ฮาวาร์ดร่วมมือกับรัฐบาลอินเดียในการพัฒนาคน
ในปี 2006-2007 นี้ ปรากกว่ามีนักศึกษาอินเดียเข้าศึกษาที่อาวาร์ดจำนวนมากถึง193 คนซึ่งถือว่าเป็นนักศึกษาต่างชาติที่มีจำนวนมากเป็นอันดับ 4
อินเดียได้รับความสนใจจากฮาวาร์ดมานานแล้ว ตั้งแต่ ปี 1872 ที่ James Bradford Greenough ได้เริ่มสอนภาษาสันสกฤตที่ฮาวาร์ด และในปี 1880 ก็มีการตั้งคณะภาษา Indo-Iranian ขึ้นอีกด้วย ผู้บริหารระดับสูงของฮาวาร์ดก็เคยไปเยือนอินเดียอย่างต่อเนื่องจน มีการกล่าวในฮาวาร์ดว่า "คนสหรัฐทุกคนควรไปอินเดีย ซึ่งจะเป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐในเวทีระหว่างประเทศในทศวรรษนี้"
เศรษฐีที่รวยที่สุดในโลก 10 อันดับ เป็นอินเดียถึง 3 คน
นักเล่นหมากรุกแชมป์โลกเป็นคนอินเดียและเป็นแล้ว 2 สมัย
นักบินอวกาศหญิงที่สร้างสถิติสำคัญบนอวกาศหลายสถิติเป็น อินเดีย
นักธุรกิจมุสลิมระดับโลกที่รวยที่สุดในขณะนี้ เป็นคนอินเดีย
ประเทศที่มีคนยากจนที่สุดมีทั้งพลังงานนิวเคลียร์และส่งจรวดไปอวกาศได้เอง.....ฯลฯ
น่าทึ่งและเหลือเชื่อไหมครับ อินเดีย ดินแดนพุทธภูมิ บิดาของชาวพุทธไทย
หันกลับมามองสังคมไทย..................กำลังทำอะไรกันอยู่ครับ
ด้วยความปรารถนาดี
พลเดช วรฉัตร
เข้ามาติดตามตอน 2 ...
เมื่อก่อนเชื่อกันว่าเชื้อสายยิวฉลาดที่สุดในโลก เพราะนักคิดชั้นยอดแขนงต่างๆ มักจะมีเชื้อสายยิว...
ต่อมาเมื่อนักคิดชั้นยอดแขนงต่างๆ มีเชื้อสายอินเดียเพิ่มมากขึ้น (ดังเช่นบันทึกที่ท่านทูตแสดงอยู่นี้) จึงเริ่มมีการจับตามองอินเดีย...
ยังมีกลุ่มเชื้อสายจีนซึ่งกำลังเิติบโตขึ้นมาอย่างเร่งรีบ...
ทั้งสามกลุ่มนี้ อาจจับจุดเด่นได้ว่า
ยุคหลายพันปีก่อน โลกนี้อาจต้องการทางวัตถุ ยิวจึงเด่น... ตอนนี้โลกต้องการทางจิตใจ อินเดียจึงเริ่มเด่น... และจากนี้ไปไม่นาน จีนจะเริ่มเด่น เพราะโลกต้องการปรากฎการณ์ตามข้อเท็จจริงมากขึ้น....
...........
ท่านทูตตั้งคำถามถึง เชื้อสายไทย
อาตมาคิดว่า สามเชื้อสายข้างต้นนั้น สู้คนไทยไม่ได้ เพราะคนไทยจัดอยู่ในประเภท มั่วนิยม กล่าวคือ โมเมไปเรื่อยๆ เพื่อความอยู่ได้...
เจริญพร
กราบนมัสการพระคุณเจ้า
แหม ผมชอบจริงๆ ครับ คำว่า "มั่วนิยม" อ่านแล้วอดขำไม่ได้ ท่าจะจริงเช่นว่าครับ
เอกลักษณ์ไทยจึงไม่ได้รับการรักษา หลายอย่างกลายพันธ์ไปหมด ทั้งที่เป็นสิ่งที่ดีมีคุณค่า (ในสายตาของชาติอื่น)
การพัฒนาก็รวดเร็ว ก้าวกระโดดจนเจริญแต่วัตถุ ศีลธรรมเสื่อมโทรม มีแต่ปัญหามลพิษทั้งจิตและวัตถุที่ต้องทนกันอยู่ทุกวันนี้
ผมอ่านเรื่องประโยชน์ของผักของคุณหมอวัลลภ ว่าผักมีประโยชน์มาก ในขณะเดียวกันอาหารของคนยุโรปหรือฝรั่งมีอันตรายมากมาย ทำให้คิดต่อไปว่า คนอินเดียส่วนใหญ่ที่ฉลาดและเก่ง ส่วนหนึ่งจะเป็นเพราะเขาเป็นมังสะวิรัต ไม่ทานเนื้อหรือไม่
น่าคิดนะครับ คนพันล้านไม่ทานเนื้อเลย ทานแต่ถั่ว ผักและแป้ง กลับมีสมองที่คิดอะไรได้ดีกว่าคนที่ทานเนื้อซึ่งพิสูจน์กันแล้วว่าทานเนื้อมีแต่ทำให้เกิดโรคอันตรายต่างๆ กับมนุษย์
เราเห็นว่การที่เขาไม่ทานเนื้อเพราะเคร่งในศาสนา ในเทพเจ้า ปรากฏว่าเป็นเรื่องที่ชาญฉลาดมากครับเพราะทำให้คนอินเดียมีพลังในการเป็นจิตนิยม หลีกเลี่ยงโรคร้ายต่างๆ ในยุคโลกาภิวัฒน์ มาได้ทุกวันนี้เช่นที่พระคุณเจ้าว่า
สาธุ ครับกับคำว่า "มั่วนิยม"
นมัสการครับ
เรียนคุณพลเดช
ขอบคุณสำหรับกระจกสะท้อนภาพจากอินเดียที่ดิฉันขออนุญาตนำไปอ้างอิงเพื่อประชาสัมพันธ์หลักสูตรปริญญาโท "อินเดียศึกษา" ของสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล ขณะนี้เปิดรับสมัครแล้วนะคะ แต่เพราะคนยังไม่ทราบก็ทำให้คนมาสมัครน้อย ดิฉันเพิ่งกลับจากอินเดีย ได้สัมผัสความรุ่มรวยทาง "วัฒนธรรม" ของเชนไน ได้มีโอกาสไปพักกับเพื่อนชาวอินเดีย ฯลฯ ชื่นชมและยากให้คนไทยเปลี่ยนทัศนคติใหม่ในการมองอินเดีย ดิฉันก็คิดอย่างที่คุณพลเดชคิดเหมือนกัน การไม่ทานเนื้อสัตว์เป็นไม่รู้กี่ร้อยล้านแล้วยังมีคนเก่งมากมายแสดงว่าการทานเจเป็นสิ่งดี วันนี้เท่านี้ก่อนนะคะ จะติดตามผลงานไปเรื่อยๆ ค่ะ
ด้วยความเคารพ
โสภนา
ครับคุณโสภนา
เรื่องอาหารที่คนเราบริโภคทุกวันนั้น มีผลต่อร่างกายและสมองซึ่งทุกคนทราบดี
ดังนั้นอาหารที่คนอินเดียรับประทานทุกวันจึงน่าสนใจว่า เป็นอย่างไร ต่างจากชาติอื่นอย่างไรและมีคุณค่าอย่างไร
แน่นอนว่าอาหารอินเดยไม่ถูกปากคนไทยแน่ แต่ในแง่ของคุณค่าของโภขนาการ ก็เป้นสิ่งที่น่าสนใจครับ
ในขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ผู้คนมีปัญหาเรื่องสุขภาพและเผชิญโรคร้ายต่างๆ ล้วนมาจาการบริโภคอาหารที่ตามกระแสโลกาภิวัฒน์ทั้งนั้น ในประเด็นนี้ อินเดียส่วนใหญ่ไม่ทานเนื้อวัว และทานแต่ผัก แป้ง เนย ปลาหรือไก่ ซึ่งการทานแบบนี้กลายเป็นเรื่องดีอย่างไร.............
ล้วนเป็นประเด็นน่าสนใจทั้งนั้นครับ
ด้วยความปรารถนาดี
กราบสวัสดีครับท่านพลเดช
กราบขอบพระุคุณมากครับ
ท่านกระตุกให้คิดได้ดีมากๆ เลยนะครับ
หากเราไ่ม่เริ่มต้นพัฒนาสังคมเราเอง ก็คงเป็นการยากครับที่จะให้คนอื่นมาพัฒนาให้เรา... หากเราพัฒนาระบบคิดได้ ระบบทำก็จะตามมาได้เช่นกันครับ
กราบขอบพระคุณครับ
อาจารย์เม้งครับ
ช่วงที่ผมไปอุปสมบทที่พุทธคยา ในรัฐพิหาร ซึ่งเป็นรัฐที่ยากจนที่สุดในอินเดีย ถนนหนทางแย่มาก การไปพทุธคยากว่าจะถีงใช้เวลานานมาก ทั้งที่นะยะทางไม่ไกล เช่นประมาณ 60 กม. หากเป็นเบ้านเราก็อาจจะครึ่งชม.-45 นาที แต่ที่นั่นประมาณ 2 ชม.
ที่น่าคิดก็คือพระธรรมทุตท่านบอกว่า อินเดียมีนโยบายยที่จะปล่อยให้ถนนและสภาพแวดล้อมเป็นแบบนี้ละ หรือพัฒนาก็พัฒนาไปช้าๆ........
ฟังดูเผินๆ ก็ขำดี แต่ไม่ขำเลยครับ
มีอะไรดีหรือที่จะปล่อยให้ถนนหนทางเป็นหลุ่มเป็นบ่ออยู่แบบนี้ ชาวพุทธทั่วโลกมาแสวงบุญก็บ่นกันเป็นแถว บางประเทศทนไม่ได้จะสร้างถนนให้ใหม่ด้วย.....แต่ อินเดียไม่เอาครับ
ผมว่าตรงนี้น่าคิดมากๆ ไทยเราต้องคิดตรงนี้ใหม่
ในหลวงทรงย้ำเรื่องความพอดี พอเพียง ประโยชน์และการได้ประโยชน์แม้ต้องเสียประโยชน์ส่วนหนึ่ง.......
ปล. ผมชอบบล๊อคของอาจารย์นะครับ ทันสมัยและให้ความรู้ดีมาก
ขอบคุณครับ
เรียนคุณพลเดช ที่เคารพ
ดิฉันคิดว่าประเด็นด้านโภชนาการก็เป็นประเด็นที่ให้นักศึกษาทำวิจัยได้ต่อไป คนไทยไม่คุ้นเคยกับกลิ่นเครื่องเทศ แต่ถ้าไม่ยึดติด ทำใจให้ว่างๆ ไร้อคติ คิดเสียว่าอาหารอินเดียที่อุดมไปด้วยสมุนไพร (ขนมก็มีสมุนไพร) เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ เท่านั้นแหละเราก็จะกินอาหารอินเดียได้ไม่ยาก ดิฉันไม่เอาอาหารอะไรไปจากเมืองไทยเลย แต่ใช้วิธีคิดแบบนี้ ดิฉัน enjoy eating อาหารที่อินเดียได้ทุกมื้อ เราต้องดูบริบทแวดล้อมในการดำเนินชีวิตของคนอินเดียด้วย เขากินเพื่ออยู่ และอยู่อย่างพอเพียงจริงๆ การที่คนกินเจนี่ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายเรื่องกินทิ้งกินขว้าง กินจนเกินพอดี (แบบคนไทย) และไม่ปวดหัวกับการคิดรายการอาหารไปได้เยอะเพราะพืชผักก็มีอยู่ไม่กี่อย่าง
ดิฉันไปพักอยู่กับเพื่อน คิดในใจว่าถ้าฉันกินอยู่แบบนี้ได้ คงรวยไปนานแล้ว กลับมาเมืองไทยจึงพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินค่ะ
ด้วยความเคารพ
โสภนา
เรียนอาจารย์โสภนาครับ
คนไทยทานอาหารอินเดียไม่ค่อยได้จริงๆ ครับ เพราะกลิ่นและรสชาติที่ไม่ถูกปากคนไทยและคนไทยหลายคนเกรงว่าหากทานอาหารแขกมากๆ จะมีกลิ่นเครื่องเทศติดตัว
ในทำนองเดียวกันคนไทยไม่ว่าไปอยู่ที่ไหนในโลก ก็ขาดน้ำปลาไม่ได้ ซึ่งเราก็คงมีกลิ่นแบบไทยๆ นะครับ
ที่น่าสนใจคือการประยุกต์อาหารของทั้งสองชาติคืออินเดียกับไทยเข้าด้วยกัน เป็นประเด็นที่ใครคิดได้ จดลิขสิทธิ์เอาไว้ มีหวังรวยครับ
ด้วยความปรารถนาดี