ตอนนี้ หันกลับมาทางเจ้าสี่เครื่องยนต์ที่พวกเราคาดว่าถูกกระสุนปืนจากเรือดำน้ำของเราแน่ ๆ แต่ยังบินต่อไปได้จนลับตา-นั้น ปรากฏว่าเส้นทางบินของมันบินไปทางตลาดพลู และไปตกในบริเวณสวนผลไม้ของชาวบ้าน ตอนนั้นพวกเราไม่ทราบกันหรอก มาทราบก็ตอนวันรุ่งขึ้น จากการบอกเล่ากันปากต่อปาก บรรดาเหล่าที่เป็นไทยมุงทั้งหลายต่างเฮโลเดินทางไปดูกันมืดฟ้ามัวดินราวกับมีงานแสดงใหญ่ ๆ ให้ดูฟรี แต่ก็อย่างเคย ผมไม่ได้ไปดูกับเขาหรอกครับ เพราะมีคนเขาบอกว่าใกลนะ ต่อมาก็เกิดอาการนึกเสียดายที่ไม่ได้ไปดูกับเขาเสียในตอนนั้น ทำให้ไม่อาจเขียนให้ท่านได้ทราบในที่นี้ได้ ส่วนนักบินและลูกเรือนั้นทราบภายหลังอีกเช่นกันว่าเจ้าหน้าทีอำเภอ และตำรวจของเรารุดไปยังเครื่องบินที่ตกได้ก่อนพวกทหารญี่ปุ่นเพียงไม่ถึงชั่วโมง แล้วรีบนำพวกนักบินและลูกเรือเหล่านั้นไปยังที่ ๆ ไม่เปิดเผยโดยรวดเร็ว ชาวบ้านแถบนั้นบอกภายหลังว่าก่อนเครื่องจะตก เห็นมีไฟไหม้ลำตัวและมีควันดำเป็นทางยาว และเครื่องค่อย ๆ เสียระดับลงจนกระแทกกับเหล่าต้นไม้ในสวนล้มระเนระนาดไปเป็นแถบกว้าง ข่าวไม่ได้บอกว่าตัวเครื่องระเบิดหรือไม่เมื่อตกสู่พื้น และจำไม่ได้อีกว่าหนังสือพิมพ์ในช่วงนั้นได้เสนอข่าวเกี่ยวก้บเรื่องนี้หรือเปล่า
เกียวกับการที่เครื่องบินมาทิ้งร่มลงที่สนามหลวงครั้งนี้ ทราบภายหลังว่า สิ่งที่ติดร่มลงมาเป็นยาและเวชภันฑ์ต่าง ๆ ที่พ้นธมิตร์ส่งมาช่วยเหลือไทยอย่างเปิดเผย เพราะช่วงนั้นไทยขาดแคลนยารักษาโรคต่าง ๆ มาก ยาหลายชนิดหาซื้อไม่ได้เอาเลย เสียงลือก้นว่าเหตุที่เครื่องบินกล้าบินต่ำเช่นนั้น เป็นเพราะมีการตกลงอะไรกันลับ ๆ แล้ว แต่เพื่อกันข่าวรั่วใหลจึงปกปิดให้รู้ก้นเพียงไม่กี่หน่วยงาน ทำให้ผู้บังคับการ เรือดำน้ำลำนี้ที่อยู่ใกล้เครื้่องบินที่สุดไม่ทราบเรื่อง และคงทนไม่ได้ที่เครื่องบินข้าศึกบินเย้ยในระดับต่ำต่อหน้าต่อตาจึงยิงสั่งสอนไปตามวิสัยของทหารกล้าแห่งราชนาวี
สงสัยเกี่ยวกับเสรีไทยด้วยนะครับ
ตื่นเต้นดีครับทิดพ่อ
วัดระฆังไม่โดนอะไรใช่ไหมครับ
ใช่แล้ว ทิดลูก ตอนนั้นเสรีไทยเข้ามาอย่างค่อนข้างจะเปิดเผยตัวกันบ้างแล้ว และเสรีไทยนี่แหละที่มีส่วนช่วยให้ประเทศของเราถูกถอนออกจากประเทศผู้แพ้สงคราม โดยการสนับสนุนของอเมริกา การส่งเครื่องบินมาทิ้งยาให้ไทยก็เชื่อกันว่าเป็นการประสานงานของเหล่าเสรีไทยนั่นเอง ตอนนั้นทิดลูกยังล่องลอยอยู่ อาจใกล้จะมาถึงวังหลังแล้วก็ได้
ลืมตอบอีกคำถามที่ว่าวัดระฆังเป็นไรบ้างหรือเปล่า-นั้น ขอตอบว่าวัดระฆังฯมีของดี มีสมเด็จวัดระฆังที่ศักดิ์สิทธ์ จึงแคล้วคลาด ไม่โดนพิษภัยสงครามแต่อย่างใดเลย
สวัสดีค่ะคุณพ่อ
หนูไปประชุมที่กรุงเทพฯ เลยเข้ามาอ่านช้ากว่าพี่ทิดตามเคย
เขาว่าสงคราม ไม่ว่าผู้แพ้ หรือชนะ มีแต่การสูญเสีย การที่ต้องตายเพราะเครื่องบินตก ตายทั้งๆที่รู้ตัวว่าต้องตายอย่างทรมาน น่าสงสาร ใครเป็นต้นเหตุก็รับกรรมกันไป
สงครามเกิดขึ้นหลายปีไหมคะ หนูลืมๆประวัติศาสตร์ไปแล้ว คุณพ่อเล่าสนุกดี
ดีแล้วค่ะที่คุณพ่อ ไม่ได้ตามไปดูเครื่องบินตก อันตรายในช่วงนั้น อ่านแล้วรู้สึกเสียวสันหลัง
แต่แหม ทำไมยังไม่ถึงตอนสำคัญสักที รักระหว่างรบค่ะคุณพ่อ เดียวสงครามจะเลิกซะก่อน
เรียน คุณติราพันธ์ ฯ
ค่อยหายใจได้ หลังจากทนอดกลั้นไว้เพราะรอคนตอบมาเป็นคนแรกว่าจะเป็นใครหนอ และทำไมนานนักหนออีก นึกว่าไม่มีใครสนใจจะอ่านต่ออีกแล้ว ก็ขอบคุณที่ตอบมาแม้จะช้าไปหน่อย แต่ก็ตรงกับใจคิดจริง ๆ
สวัสดีค่ะคุณพ่อสกล
วิ่งถลาเข้ามาอ่านช่วงสงครามเกือบไม่ทันแน่ะค่ะ เบิร์ดเห็นด้วยกับพี่รุ่งและคุณนารีว่าสงครามที่แท้นั้นไม่มีอะไรที่น่า่ภูมิใจเลย ชัยชนะบนความสูญเสียมีสิ่งใดที่น่าภาคภูมิ ? ถ้าเลี่ยงได้ก็น่าจะเลี่ยงนะคะ..เบิร์ดเคยได้ยินว่ากระสุนปืนจากเครื่องบินมีหลุดเข้าไปในพระราชวังด้วยหรือคะ
จะรออ่านรักระหว่างรบอย่างใจระทึกตาแป๋วเลยค่ะ ^ ^
เรียน คุณเบิร์ด ฯ
เรื่องมีกระสุนปืนจากเครื่องบินหลงเข้าไปในพระราชวังหรือไม่นั้น ผมไม่ได้ทราบข่าว จึงไม่อาจพูดได้ครับ แต่ในความเห็นของผมนั้น เรือดำน้ำอยู่ห่างจากกำแพงพระราชวังไม่ต่ำกว่า 200 เมตร และอยู่ขนานกับพระราชวัง ไม่น่ามีการพลาด ถ้าพลาดก็น่าจะพลาดไปถูกคนที่ท่าน้ำวังหลวง มากกว่าเพราะอยู้ในแนวเดียวกันกับเรือดำน้ำไปทางท่าน้ำวังหลหลวง แสดงว่านักบินยิงแม่นมาก ถ้าพลาดเรือดำน้ำก็คงไม่ถูกกระสุนเป็นแถบยาวจากหัวเรื่อถึงท้ายเรือหรอก นี่เป็นความคิดเห็นของผมเท่านั้นนะครับ เท็จจริงไม่เกี่ยว
เรียน คุณนารีฯ
ครับ เห็นด้วยว่าสงครามไม่ใช้เรื่องดีเลย เกิดที่ไหน คนที่นั่นลำบากแน่ ไหนจะต้องอพยพหนีภัย ไหนจะต้องดิ้นรนหาอาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่มที่จำเป็นซึ่งนอกจากจะแพงแล้วยังไม่มีขายเหมือนยามปรกติ ถ้าใกล้ตัว ก็จะมีแต่ความตายเท่านั้นที่รออยู่ เราทุกคนไม่มีใครอยากให้มีสงคราม แต่ทำไมมันจึงเกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ ไม่ที่โน่น ก็ที่นั่น ประเทศเราโชคดีที่มันยังไม่มาเกิดให้เห็นอีกในขณะนี้แต่......อนาคตล่ะ ใครจะคาดได้
กราบเรียนครับ
ตามมาอ่านหลายตอนเพลินเลยครับ
น่าสนใจมากๆ เลยครับ เรื่องเล่าในอดีตเอามาสอนใจคนในรุ่นใหม่ได้เยอะครับ
เพียงแค่สงครามภายในก็หนักหน่วงแล้วนะครับ มาเจอสงครามภายนอกเข้าอีกก็แย่เลยครับ แต่ท่ามกลางสงครามก็คงสอนบทเรียนของชีวิตได้ดีเช่นกันนะครับ ผมไม่มีโอกาสเข้าไปอยู่ในศึกสงครามแบบยิงฟันแทงครับ และไม่ปรารถนาหากไม่จำเป็นครับ เพียงแค่การปรับตัวของโลกนั้น ก็มากพ่อแล้วนะครับ ที่เราต้องเข้าใจ ไ่ม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว น้ำท่วม... หากเป็นภัยที่คนสร้างขึ้นเพิ่มอีก กลับเป็นเรื่องที่น่าชวนคิดว่า ปัญหาในบ้านเรายังไ่่ม่เพียงพอต่อการแก้ไขหรืออย่างไรนะครับ
จะติดตามอ่านต่อไปนะครับ หากจะเป็นไปได้อยากทราบวิถีชีวิตคนกรุงเทพ ในอดีตจังครับ ที่ผูกโยงกับวิถีการเกษตรนะครับ ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างไรบ้าง กว่าจะมาเป็นวิถีไทยในปัจจุบันนะครับ
กราบขอบพระคุณอย่างสูงนะครับ
เม้งครับ
ตามมาอ่าน
รอ ตอนต่อไปนะเจ้าคะ โดยเฉพาะ รักในหลุม (หลบภัยเจ้าค่ะ)
เรียน อาจาริย์หมอรวิวรรณฯ
รักหลังสงครามฯน่ะ ไม่ใช่รักในหลุมหลบภัย หรอกครับ มีคนถามหลายคน รวมทั้งตัวผมด้วยว่าเมื่อไหร่จะเขียนต่อสักที ผมก็ตอบว่ายังไม่รู้เลย แต่ก็คิดว่าคงอีกไม่นานนักหรอกครับ/ วรโพธินามะ/11/02/2008
สวัสดีค่ะคุณพ่อสกล
หนูนึกว่าคุณพ่อลืมG2K แล้วเสียอีก อยากได้เห็นบันทึกนี้บ่อยๆ จะได้หายคิดถึง ฝากความคิดถึงคุณแม่ด้วยค่ะ ขอให้สบายดีทั้งสองคน ส่วนหนู คงอีกไม่นาน ก็ต้องลาคุณพ่อ คุณแม่ ไปอินเดียแล้วค่ะ
เรียนคุณ
ความจริงก็เกือบลืมแล้วจริง ๆ เพราะหลังปีใหม่ไม่มีใครเข้ามาเลยจนคิดว่าถูกโดดเดี่ยวให้อยู่เกาะเสียแล้ว จนกระทั่งนี่แหละ อาจาริย์ฯหมอ รวีวรรณฯเข้ามาเมื่อ 10 กพ จึงได้สดุ้งตื่นขึ้นมา และมีโอกาศได้คุยกับเพื่อนG2Kอีกครั้ง ขอบคุณอาจาริย์หมอรวีวรรณฯไว้ ณ ที่นี้ด้วย สำหรับการเดินทางไปอินเดียคนเดียวนั้นก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ก็ได้แต่หวังและเอาใจช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัยทั้งการเดินทางและการปฏิบัติงานอย่างโดดเดี่ยวที่นั่นนะครับ
คุณพ่อสกลคะ
หนูกราบขอบคุณคุณพ่อจริงๆ ทีมีความห่วงใยหนู แต่ชะตาชีวิต ให้หนูมักเป็นคนโดดเดี่ยวเสมอ รวมถึงการสร้างบารมีด้วย อาจเป็นเพราะเคยตั้งใจไว้ แต่ภพไหนก็ไม่รู้ ว่า ขออย่าให้สิ่งใดมาขัดขวางการสร้างบารมีของตนเลย แม้แต่สิ่งที่มนุษย์กลัวกันที่สุด คือความโดดเดี่ยว มาคนเดียว ก็ต้องไปคนเดียว คุณพ่ออย่ากังวลเลย อย่างมาก ก็แค่ทำให้รู้สึกหวั่นไหวบ้าง แต่หนูไม่กลัวค่ะ
จะกลับมาเอาบุญมาฝากคุณพ่อ คุณแม่ ที่มีส่วนให้หนูได้เดินทางไกลขนาดนี้ค่ะ
วรโพธินามะ/16/2008-21.53 น.
สวัสดีค่ะคุณพ่อสกล
หนูอ่านข้อความคุณพ่อ แล้วตื้นตันใจ หนูไม่มีคำห่วง จากพ่อ และแม่ มานานแล้ว (คุณแม่เสียชีวิต 21 ปี คุณพ่อ ถึงยังมีชีวิตอยู่แต่ เจ็บป่วย พูดไม่รู้ เดินไม่ได้) หนูเองก็ยังไม่หมดกิเลส และคิดว่า ทั้งชาตินี้แหละ แต่เพียงจะพยายามขัดเกลาตนเอง ดังนั้นความเป็นห่วง ความปรารถนาดี และความรู้สึกสุขใจจึงยังอยู่ในตัวหนูเต็มไปหมด
ขณะนี้ กำลังรอหนังสืออนุมัติการลาอยู่ค่ะ ส่วนพาสปอร์ต เลยวันที่ 20 กพ.ไปก่อน หนูจึงจะไปทำ ระยะนี้ จะมีการตรจงาน และเตรียมมอบงาน ทั้งงาน ในชุมชนที่คั่งค้าง ต้องสอนน้อง ให้ทำให้ได้ก่อนหนูไป ซึ่งน้องก็เก่งอยู่แล้ว ดูจะยุ่งไปหน่อย แต่ไม่เป็นไรค่ะ หนูอยากไป อย่างหมดห่วง ถึงว่า ไปแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น ที่เหนือสิ่งที่คาดหมายไว้ คนอยู่ข้างหลัง จะได้ไม่ต้องห่วง
หนูก็คิดของหนูไป อยู่ในใจค่ะ ไม่ได้บอกใครทั้งหมด คุณพ่อคงเข้าใจ ไม่มีอะไรแน่นอน ในชีวิตอยู่แล้ว
การไปครั้งนี้ ก็เพื่อตัวเอง กับบางสิ่งบางอย่าง ที่หนูยังติดค้างเอาไว้ หรือตามแรงอธิษฐาน ก็ไม่ทราบได้ แต่รู้ว่าต้องไป ทุกอย่าง กำลังถูกจำกัด เข้ามาทุกทีค่ะคุณพ่อ หนูก็เตรียมใจรับทุกสถานการณ์
จะลำบากคุณพ่อนะคะ ถ้าต้องเดินทางมาส่งหนูที่สุวรรณภูมิ มันไกลมากเหมือนกัน แล้วพอหนูได้บินแล้ว ก็คงต้องห่วงคุณพ่อ อีกว่าจะกลับสะดวกหรือเปล่า เอาว่าคุณพ่อ เขียนบันทึกบ่อยๆดีไหมคะ หนูจะได้เข้าไปอ่าน จะได้รู้สึกเหมือนอยู่ใกล้กัน เป็นกำลังใจให้กัน และหนูก็จะได้รู้สึกว่า มีพ่ออีกคน ที่ห่วงใยหนูอยู่ หนูขอแต่นี้แหละค่ะ
คุณพ่อและคุณแม่ ดูแลสุขภาพนะคะ หนูจะเอาบุญมาฝาก อย่าลืม พาคุณแม่ไปกินอาหารญี่ปุ่น อีก โทรตามลูกหนูก็ได้ค่ะ
ขอให้คุณพระคุ้มครอง สุขภาพแข็งแรงได้สร้างบารมีกันต่อไปค่ะ