ถ้าจะให้หนังเน่าลดลงต้องดูแลเบาหวานให้ดี

ระหว่างวันที่ ๒๑-๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ดิฉันและทีมได้ไปทำหน้าที่วิทยากรในโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานของจังหวัดยโสธร โครงการนี้มีทีมของ สสจ.และ รพ.ยโสธร เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ

การประชุมจัดขึ้นที่ห้องประชุมชั้น ๕ ของ รพ.ยโสธร วันแรกได้รับการต้อนรับจากคุณประชุมพร กวีกรณ์ หัวหน้ากลุ่มงานควบคุมโรคไม่ติดต่อและทีมงาน นพ.สุรพร ลอยหา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดมากล่าวเปิดงานและได้เล่าให้ที่ประชุมฟังว่าตนเองมีส่วนเกี่ยวข้องกับเบาหวานมาตั้งแต่ยังไม่เป็นแพทย์ เพราะมีคุณแม่เป็นเบาหวาน เป็นตัวอย่างที่ classic มาก คุมไม่ได้เลย เป็นทุกโรคที่เกี่ยวข้องกับเบาหวาน (ญาติโยมของเบาหวานมาหมด) เข้า-ออกโรงพยาบาลจนเจ้าหน้าที่จำได้ แผลก็เป็น ท้ายที่สุดเป็นไตวายเรื้อรัง

 

 นพ.สุรพร ลอยหา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดยโยธร

เมื่อ นพ.สุรพร มาอยู่ที่ยโสธรได้พบผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ทราบว่าให้ความสำคัญต่อเบาหวานเช่นกัน ที่อำเภอป่าติ้วมีอัตราการเป็นโรคสูงมาก ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร เดิมคิดกันว่าเป็นโรคคนรวย แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ ได้มีประสบการณ์ดูงานภาคนิพนธ์ของนักศึกษาที่อุบลฯ พบว่า ๗๐% ของผู้ป่วยที่มาโรงพยาบาลชุมชนมีระดับน้ำตาลสูงคงที่ จึงต้องมาทบทวนว่าจะทำอะไรดี แล้วมาเจอเรื่อง “หนังเน่า” ผู้ป่วยหนังเน่านอนนาน ตายมากกว่าไข้เลือดออก อัตราการตายจากโรคหัวใจก็สูงเกือบ ๓๐๐ ราย/ปี

กลุ่มที่มีหนังเน่าส่วนใหญ่เป็นเบาหวาน อีกส่วนหนึ่งเป็นพวกที่ใช้ยา steroid ชาวบ้านมักปวดข้อ ต้องโทษญาติพี่น้องที่ชอบซื้อยา (ผสม steroid) มาให้กิน ถ้าจะให้หนังเน่าลดลงต้องดูแลเบาหวานให้ดี โรคหัวใจก็เช่นกัน เลยสั่งให้คุณประชุมพรไปหาสาเหตุ แล้วแก้ที่สาเหตุ ถ้า สสจ.ไม่กระแอมก็ไม่ลด ทางจังหวัดมี ๒ เรื่องที่ต้องลดคือฆ่าตัวตายและเบาหวาน ความจริงเบาหวานมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า หนังเน่าอย่างเดียวก็หมดค่ายาไปเยอะ

ไตวายเรื้อรังก็เป็นปัญหา บางคนรอคิวฟอกเลือดมา ๒ ปีแล้ว ฟอกครั้งละ ๒,๐๐๐ บาท สัปดาห์ละ ๒-๓ ครั้ง คนที่ไตวายก็จน จึงฝากผู้เข้าประชุมว่าวิชาความรู้สำคัญ ๒-๓ วันนี้จะพูดเรื่องสำคัญของประเทศชาติ

ได้เวลาเริ่มการบรรยายเมื่อ ๑๐.๐๐ น. แล้ว ทีมวิทยากรจึงต้องปรับเวลาใหม่ เพราะเวลาที่กำหนดไว้ลดลงไป ๑ ชม. ดิฉันใช้เวลาพูดถึงการให้การศึกษาแก่ผู้ป่วยเบาหวาน ๔๕ นาที เนื่องจากได้จัดทำเอกสารในรายละเอียดให้แล้ว ต่อจากนั้นจึงพักรับประทานอาหารว่างเพียง ๑๐ นาที แล้วอาจารย์สิทธา พงษ์พิบูลย์มาให้ความรู้เรื่องของการออกกำลังกาย ซึ่งจบได้ในเวลา ๑๒.๐๐ น. เวลาก็คงเข้าล็อคตามที่จัดไว้แล้ว

 

อาจารย์สิทธาบอกว่าในการออกกำลังกายนั้น ต้องมีการอบอุ่นร่างกายประมาณ ๑๐ นาทีหรือมากกว่า ๑๕ นาทีถ้ามีโรคประจำตัว ใช้วิธีออกกำลังกายเบาๆ ยืดกล้ามเนื้อ ให้ HR สูงกว่าชีพจรขณะพักประมาณ ๑๐-๑๕ ครั้ง/นาที ไม่นับรวมเป็นเวลาของการออกกำลังกาย

สำหรับชนิด (Mode) ของการออกกำลังกาย ให้เลือกสิ่งที่ทำแล้วเกิดความเพลิดเพลิน สนุกสนาน สามารถรวมเข้าไว้ในชีวิตประจำวันได้ งานบางอย่างที่ทำอยู่ เช่น เดิน ถ้าทำให้มากขึ้น ทำให้เร็วขึ้น ก็เป็นการออกกำลังกายได้ ทั้งนี้จะต้องดูความสามารถที่จะกระทำด้วย เช่น ถ้าปวดเข่าไปเต้นแอโรบิกก็ไม่เหมาะ

ความหนัก (Intensity) ของการออกกำลังกายต้องพอที่จะกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ควรให้ HR สูงกว่าขณะพัก ๒๐-๔๐ ครั้ง/นาที รู้สึกเหนื่อยแต่ยังพอพูดคุยได้ แต่ถ้าคุยได้ตลอดเลยแสดงว่าเบาไป

ความถี่ของการออกกำลังกาย ช่วงเริ่มแรกควรประมาณ ๓-๕ วัน/สัปดาห์ ต่อไปเพิ่มเป็น ๕ วัน/สัปดาห์ ออกอบ่างสม่ำเสมอ ไม่ควรเว้นเกิน ๓ วัน เพราะพบว่า effect ของการออกกำลังกายจะอยู่ประมาณ ๒๒-๗๒ ชม. ควรมีเวลาให้ร่างกายได้พักและได้ปรับตัวให้เข้ากับการออกกำลังกาย และไม่ออกกำลังกายหักโหมเกินไป

ระยะเวลาของการออกกำลังกายทำให้ได้ประมาณ ๒๐ นาที (ไม่รวมช่วงที่อบอุ่นร่างกาย) ในระยะยาวควรทำให้ได้ ๖๐ นาทีแบบต่อเนื่องกันหรือรวบรวมเวลาเป็นช่วงๆ แต่ละช่วงใช้เวลาประมาณ ๑๐-๑๕ นาที ควรเริ่มที่ ๒๐-๓๐ นาที แล้วค่อยๆ เพิ่มทีละ ๕ นาที การออกกำลังกายแต่ละครั้งควรจะใช้พลังงาน ๒๐๐-๓๐๐ กิโลแคลอรี่ (เดิน ๒๐ นาที ใช้ประมาณ ๑๕๐ กิโลแคลอรี่)

ออกกำลังกายแล้วไม่ควรหยุดนิ่งทันที ต้องมีการปรับตัวสู่ปกติ (Cool down) ค่อยปรับลดการเต้นของหัวใจให้ลงใกล้ๆ ขณะพัก ใช้เวลาประมาณ ๕-๑๐ นาที

คนที่มีภาวะทางหลอดเลือดหัวใจ ให้ออกกำลังกายในความหนักที่ยังพูดได้ หลีกเลี่ยงการดึง ดัน หรือผลักอย่างแรง คนที่มี PVD เดินแล้วปวดน่อง ให้เดินน้อยกว่าเวลาที่เดินแล้วปวดน่องหรือทำกิจกรรมที่ไม่ลงน้ำหนักมาก

คนที่มี Nephropathy ยังไม่แน่ชัดว่าการออกกำลังกายจะทำให้ไตแย่ลง แต่ควรหลีกเลี่ยง valsava หลีกเลี่ยงการใช้แขนเยอะๆ เพราะจะทำให้ BP สูงขึ้น สำหรับคนที่มี Retinopathy ไม่ควรให้ BP สูงเพิ่มขึ้นเกิน ๒๐-๓๐ มม.ปรอท หลีกเลี่ยงกิจกรรมดึง ดัน ผลัก ก้มๆ เงยๆ กระแทก ควรเป็นกิจกรรมที่ต่อเนื่องและแรงกระแทกน้อย คนที่มี Neuropathy ควรออกกำลังกายแบบที่มีแรงกระแทกน้อย เช่น ในท่านั่ง ปั่นจักรยาน ไม่เดินเท้าเปล่า หากมี Autonomic neuropathy ควรออกที่ความหนักต่ำๆ หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายในที่ที่มีอากาศร้อน

นอกจากนี้ควรออกกำลังแบบ Anaerobic เพื่อการเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ๒-๓ ครั้ง/สัปดาห์

ภาคบ่ายหลังรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ มีกิจกรรมเรียนรู้ ๔ ฐาน คือการตรวจน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง การใช้ Software ในการรายงานค่าระดับน้ำตาลในเลือด เกมส์เซียมซี-ความเสี่ยงต่อเบาหวาน และเกมส์โยนห่วง-ตอบคำถาม แต่ละฐานจะมีกลุ่มผู้เข้ามาเรียนรู้ ๓ รอบๆ ละประมาณ ๒๐-๓๐ คน

ดิฉันช่วยอยู่ในฐานการตรวจน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง ผู้เข้าประชุมยินยอมตรวจน้ำตาลในเลือดของตนเอง แต่หลายคนบอกว่า “เสียว” กว่าจะเจาะเลือดตัวเองได้ต้องใช้เวลาทำใจพอสมควร เมื่อเจาะแล้วไม่รู้สึกเจ็บบางคนยังมีการเจาะซ้ำอีก สังเกตได้ว่าหลายคนยังไม่รู้เทคนิควิธีการที่ถูกต้อง การให้ได้ลงมือทำด้วยตนเองน่าจะเกิดการเรียนรู้ได้ดีกว่าการบรรยายและทำให้ดู

หัวข้อสุดท้ายคุณจิรพรรณ ศรีพัฒนพงศ์มาทบทวนหลักการและขั้นตอนอีกเล็กน้อย สอนวิธียืดเหยียดกล้ามเนื้อที่ผู้เข้าประชุมได้ทำตามกันทุกคน เสียดายที่ได้ทำน้อยไปหน่อยยังไม่ทันรู้สึกอะไร

 

 ยืดเหยียดกันเป็นแถว

อาจารย์สิทธาเสริมเรื่อง Corrective postexercise HR พบว่าคนใช้เวลาเฉลี่ยในการค้นหาชีพจรไม่เกิน ๒๐ วินาที เวลาที่วัดชีพจรหลังออกกำลังกายกว่าจะจับได้จริงชีพจรจะลดลงไปบ้างแล้ว จึงต้องมี Correction factor หลังจากนั้นให้แบ่งกลุ่มย่อย ทำโจทย์ที่เป็นกรณีตัวอย่าง

เลิกประชุมในเวลา ๑๖.๐๐ น. อาจารย์สิทธาและคุณจีรพรรณ ต้องรีบเร่งเดินทางไปขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพที่อุบลฯ กว่าจะออกเดินทางได้ก็ใกล้ ๑๖.๓๐ น. ดิฉันจึงต้องโทรศัพท์ขอให้คุณเรียมรัตน์ รักเสมอวงศ์ ที่ สสจ.อุบลฯ (ตอนนั้นตัวอยู่ที่แม่สอด) ช่วย Check in ให้ก่อน นี่เป็นข้อดีของการมีเครือข่าย ไปลำบากที่ไหนก็สามารถขอความช่วยเหลือกันได้เสมอ

วัลลา ตันตโยทัย