กรณีทีวีบูรพา จากบุญมาเป็นบาปส่ง


ความเรียง จากบทวิพากษ์ และมุมมองต่อความเปลี่ยนแปลง ในชีวิตของคนต้นเรื่อง ผู้ได้รับผลกระทบต่อความเปลี่ยนแปลง ในรายการคนค้นคน ของทีวีบูรพา รวมทั้งบทนำเสนอและทางออกบางส่วน นำเสนอถึงมุมมองเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม และภาคีความช่วยเหลือของน้ำใจไมตรีในสังคมไทย

กรณีทีวีบูรพา จากบุญมาเป็นบาปส่ง

ขอออกตัว

ในมุมมองความคิดเห็น

โดยถือเป็นการสนับสนุนแนวทางน้ำใจอารี

และมิตรไมตรีในสังคมไทย ผ่านการทำงานและความตั้งใจของทีวีบูรพา เพียงแต่ว่าวันวานในการรับชมเนื้อหารายการ คนค้นคน วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน 2550 กลับได้รับความรู้สึกบางประการ กระทั่งมีเสียงถามไถ่พูดคุย

ยิ่งทำให้รู้สึกถึงแง่มุมบางอย่าง

ต่อน้ำใจไมตรีของการเอื้ออารีในสังคมไทย

เมื่อคนทำบุญเกิดรู้สึกว่าตัวเองทำบาป

ความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงของคนค้นคน ในการนำเสนอเรื่องราวของผู้คน ชะตากรรม ความคิด และการก้าวย่างจากชีวิตผู้คน สู่การรับรู้ของผู้คนในสังคมไทย เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ และควรตระหนัก แต่ในอีกด้านมุมหนึ่ง เรื่องราวอันอ่อนไหวเหล่านี้ ล้วนได้รับคำถามจากผลกระทบตามมาอยู่เสมอ เพราะโทรทัศน์กำลังนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ชีวิต คนต้นเรื่อง อย่างมิอาจปฏิเสธ

ความเปลี่ยนแปลงในชีวิตคนหลายคน

เมื่อยามได้รับการเผยแพร่สู่สังคม

ไม่ใช่เพียงบทเรียนของสังคมไทยหรือคนไทย

ตามข้อสรุปบางประการของรายการ กระทั่งแง่มุมในการอธิบายความเข้มแข็งภายในจิตใจ ภูมิคุ้มกันในชีวิต ความเข้าใจต่อความเปลี่ยนแปลง ความเท่าทันเรียนรู้ และรับรู้ ล้วนเป็นทั้งจุดแข็งและความอ่อนด้อย ของคนต้นเรื่องและคนเดินเรื่อง อย่างเท่าเทียมกัน

ข้อเสนอจากบทนำ

ในการถามหาคนเอาเปรียบ

และผู้หาประโยชน์จากความอ่อนด้อยของคนอื่น

ซึ่งรายการพยายามนำมาตำหนิ และสรุปว่าเป็นหนึ่งในเหตุผลอันเลวร้าย ในบาปเคราะห์ของคนต้นเรื่อง ไม่น่าจะใช่คำถามหลักของเนื้อรายการ เพราะสุดท้ายรายการก็ไม่อาจก้าวล่วง เพื่อตัดสินในแต่ละการกระทำของคนอื่นได้ ยังไม่นับว่า เนื้อรายการไม่มีเวลาพอ ต่อการนำเสนอชีวิตผู้กระทำรายอื่น ทั้งด้วยข้อจำกัดของเวลา และข้อจำกัดของเนื้อหาการนำเสนอ 

ซึ่งอ่อนไหวและยากลำบาก

ต่อการตีความยิ่ง

เท่าเทียมกับความด้อยสามารถของการปรับตัว จากคนต้นเรื่อง ซึ่งได้รับน้ำใจไมตรี มิตรอารีและความช่วยเหลือจากคนไทย ที่ต่างอยากช่วยเหลือทำบุญและมอบน้ำใจ จนกลับกลายเป็นแบบทดสอบยิ่งใหญ่ ในสังคมไทยที่น้ำใจความดีงามถูกถามหา

หลายครั้งหลายคนเปลี่ยนแปลงชีวิต

สู่ทิศทางที่ดีกว่าดีขึ้น

หลายคนประสบมหันตภัยจากความเปลี่ยนแปลง

ความถาโถมของน้ำใจ บางครั้งก็สร้างปัญหาต่อวิถีชีวิต ความคิด และการดำเนินชีวิตของคนต้นเรื่องผู้อ่อนด้อย ยิ่งไม่นับกับน้ำใจของผู้คน ซึ่งปรารถนาในบุญแห่งน้ำใจไมตรี ที่เพื่อนมนุษย์จะพึงมีต่อกัน แต่เมื่อยามได้เห็นบุญจากตนกระทำ กลับนำพาบาปเคราะห์มาสู่คนต้นเรื่อง

คำตอบชวนคิดจึงเกิดขึ้น

ว่าบทเรียนจากผู้ชม คนดูคนไทย สังคมไทย และคนต้นเรื่อง

กลับไม่มีบทเรียนของรายการ กำกับไว้ในบทเนื้อหา

บทเรียนตัวโตของรายการ ซึ่งเข้าใจมาอยู่เสมอว่า กำลังอยู่ท่ามกลางความอ่อนไหวในการตีความ และรับรู้ของผู้คน โดยเฉพาะความพยายามในการเป็นผู้สังเกตุการณ์ที่ไม่อยากก้าวล่วง ไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในชีวิตคนต้นเรื่องมากนักนั้น ไม่อาจใช้ได้จริง เพราะหลายครั้งรายการได้หยิบยื่นความช่วยเหลือ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งแห่งข้อต่อน้ำใจไมตรี เพื่อส่งผ่านจากผู้ใจบุญไปสู่คนต้นเรื่อง

 

แต่เม็ดเงินและความช่วยเหลือจำนวนมหาศาล

ไม่อยู่ในความสามารถของหัวใจและกำมือ

จากคนต้นเรื่องที่ต้องการมากกว่าเงิน

หรือกระทั่งต้องการผู้ช่วยเหลือประคับประคองที่มากกว่า คำถามจากความสูญเสียของผู้ทำบุญ อาจรุนแรงไปสู่คำถามว่า ทำไมเราไปสร้างวิบัติภัยให้กับชีวิตเขาเหล่านั้นเพิ่มขึ้น การอธิบายว่าคนบริจาคควรได้รับการเรียนรู้ น่าจะตอบไปสู่คำตอบที่มากกว่านั้น

ว่าทำไมคนบริจาคจึงไม่ได้รับการรับรู้

มากกว่าสร้างความสะเทือนใจ

ยามได้รับชมแล้วน้ำตาไหล

เงื่อนไขและบทเรียนของรายการ อาจนำพาไปสู่ความร่วมมือใหม่ เช่นการหาเจ้าภาพร่วม ในความช่วยเหลือคนต้นเรื่องเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นองค์กรรัฐ หรือองค์กรเอกชน ผู้คน บุคลากรหรือผู้ที่สังคมยอมรับ ให้เขามาเป็นพี่เลี้ยง เป็นกรรมการวัด ที่พิจารณาความเหมาะสมในการช่วยเหลือคนต้นเรื่อง อย่างไรเช่นไรเพียงใดจึงจะเหมาะสมลงตัว

เม็ดเงินหรือความช่วยเหลือระดับใด

จึงจะสามารถปลดปล่อยภาระยากลำบาก

ไปสู่หนทางก้าวย่างอันเข้มแข็ง

ธนาคารรับเงินบริจาค ควรจะต้องก้าวมากำกับดูแลเงินบริจาค จากจิตศรัทธาและน้ำตาของคนดูได้มากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับบทเรียนของรายการ และความเข้าใจใหม่ว่า ตนเองไม่ใช่เพียงผู้สังเกตุการณ์เท่านั้น เพราะเมื่อขาข้างหนึ่งกลายเป็นผู้ให้ และเป็นข้อต่อสำคัญ เชื่อมโยงจิตศรัทธาน้ำใจไมตรี และการทำบุญของผู้คน มิติของรายการก็เปลี่ยนไป ตำแหน่งที่ยืนต้องเพิ่มขึ้น ระมัดระวัง และตระหนักต่อชีวิตอันละเอียดอ่อนของคน

วิธีการให้อาหารปลาทอง ที่มีความทรงจำประหลาด

ไม่ต่างจากความเข้าใจของคนทำบุญ

ซึ่งมัวแต่หยิบยื่นอย่างเดียว

โดยไม่นำพาต่ออาการท้องแตก เจ็บป่วย เจ็บไข้และโบยตีชีวิต ด้วยบาปเคราะห์และความอ่อนด้อยในปมจิตใจของคนต้นเรื่อง วันนี้สิ่งที่มากกว่า การค้นหาผู้มาฉกฉวยผลประโยชน์ คือบทเรียนของรายการในการเชื่อมโยงเชื่อมต่อ และหยิบยื่นน้ำใจไมตรี ว่าจะสรุปบทเรียนของตน

จนนำไปสู่ภาคีร่วมของสังคม

ทั้งของรายการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม

เพื่อกำหนดก้าวย่างอันเหมาะสม

มากกว่ารอดูความอ่อนด้อยของคนต้นเรื่อง ให้ต้องเป็นคดีความ ซึ่งอาจบั่นทอนน้ำใจของผู้ทำบุญด้วยจิตศรัทธา แต่ถอนหายใจยามชมโศกนาฎกรรมชีวิตคนต้นเรื่องรอบใหม่ ที่เกิดขึ้นเพราะความอ่อนด้อยของผู้บริจาค รายการ และค้นต้นเรื่อง จนระยะยาวอาจเกิดความชาชิน หรือสิ้นศรัทธาต่อความละเอียดอ่อนในจิตใจ เมื่อยามเห็นผู้ตกทุกข์ได้ยาก

ความเปลี่ยนแปลงกลายเป็นความเจ็บปวด

หากทางออก จากบทเรียนของรายการไม่เกิดขึ้น

วันนี้นอกจากสรุปว่า เป็นบทเรียนของทุกฝ่าย

เนื้อหารายการซึ่งไม่ได้เขียนไว้ ยังต้องถือเป็นบทเรียนของรายการด้วยว่า ทำอย่างไรในอนาคต จะทำให้ความช่วยเหลือไม่มากล้นจนเกินรับ หรือสิ่งเกินรับเหล่านั้นจะกระจายไปสู่ผู้อ่อนด้อยคนอื่นได้อย่างไร กระทั่งตำแหน่งที่ยืนของรายการ ซึ่งต้องสรุปให้มากขึ้น ว่าจะตำหนิและเฝ้าจับจ้องมองดูอย่างเดียวไม่ได้ หากจะลงไปเชื่อมน้ำใจมาสู่คนต้นเรื่อง

บทสรุปที่มากกว่าในวันนี้

จึงอยู่ที่ภาคีของน้ำใจ และการมีส่วนร่วมซึ่งมากกว่านี้

มากกว่าปล่อยความอ่อนด้อยของคนต้นเรื่อง ให้เดินเพียงลำพัง

หมายเลขบันทึก: 149946เขียนเมื่อ 28 พฤศจิกายน 2007 16:13 น. ()แก้ไขเมื่อ 12 มิถุนายน 2012 01:40 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (6)

สวัสดีครับคุณkati

      อ่านเรื่องที่คุณสรุปมาก็พอเข้าใจครับ แต่ต้องตีความกับสำนวนลึกซึ้งอยู่พอควร

        เข้าใจครับเพียงแต่อยากให้สื่อตรง ๆ ด้วยอักษรมากขึ้นน่ะครับ ขออนุญาต ตินิดนึงครับ

        ทั้งนี้ผมเข้าใจแนวที่คุณสื่อนะครับ

        ประเด็นละเอียดอย่างนี้ผมเห็นด้วยว่ารายการน่าจะรับผิดชอบด้วย  แล้วเมื่องเราก็มักเป็นแบบนี้น้ำใจมืดฟ้ามัวดินเมื่อเห็นภาพ มุมกล้อง การสื่อแบบการตลาดอารมณ์ ( โทษทีผมก็เล่นคำเหมือนกัน)

        ระบบการช่วยเหลือของบ้านเราความจริงก็มีหน่วยงานรับผิดชอบอยู่แล้วเหมือนกัน ตัวรายการน่าจะเชื่อมั่นในระบบรัฐบ้างนะผมว่า

         ที่จริงระบบของการดำเนินชีวิตมีอยู่  การใช้ปัจจัยดำเนินชีวิตก็มีหลักการของมันอยู่  คุณเช็คแห่งทีวีบูรพาผู้ชอบเล่นคำและเล่นอารมณ์ก็น่าจะคิดเรื่องนี้ด้วย

          ผมเห็นด้วยกับคุณที่ว่าการช่วยเหลือของผู้คนกลายเป็นย้อนกลับมายังความตั้งใจดีของผู้คนในความรู้สึกที่ย่ำแย่กว่าตอนบริจาคช่วยเหลือ

           แต่เรื่องของการบริจาคนั้นก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของความรู้สึกตอนหลังนะหากคนเข้าใจได้  ผมว่าอย่างน้อยการบริจาคก็ช่วยให้คนบริจาคชำระกิเลศได้ และก็ช่วยให้คนรับบริจาคดำเนินชีวิตด้วยสะดวกมากขึ้น  ส่วนอะไรจะเกิดหลังจากนั้นก็เป็นวิบากกรรมของคนต้นเรื่อง

         ประเด็นที่ชัดคือ  รายการที่หากินกับความทุกยากของผู้คนและมุมกล้องเร้าอารมณ์จะอธิบายอย่างไรต่อในสังคมนี้

  • สวัสดีครับ คุณสุมิตรชัย P
  • ขอบคุณอย่างมากครับ
  • สำหรับคำติติง ในเรื่องภาษาเขียน สำนวน และข้อเขียน ต้องขอออกตัวสักเล็กน้อย เพราะว่ามีความต้องการ และวัตถุประสงค์ส่วนตัวในการเขียนความเรียง ว่าอยากฝึกฝนการเขียน รวมทั้งไม่ต้องการเขียนนำเสนอ ในเชิงหลักวิชาการมากนัก โดยเฉพาะต่อการนำเสนอเชิงหลักการเหตุผล ความรู้สึกเป็นประเด็นแยกแยะ เป็นข้อๆ จึงต้องขออภัย หากทำให้ต้องตีความรายละเอียด ที่ยุ่งยากและก่อให้เกิดปัญหาในการสื่อสาร
  • ขอบคุณอย่างมากครับ สำหรับการนำเสนอ
  • ขอแลกเปลี่ยน มุมมอง และประเด็นแยกแยะ เป็นหลักการเหตุผล สำหรับมุมมอง ต่อกรณีศึกษาครั้งนี้ ของรายการ คนค้นคน ในตอนที่นำเสนอถึงความล้มเหลว ในชีวิตของคนต้นเรื่อง
  • ประเด็นการนำเสนอ มุมกล้อง เนื้อหา รายละเอียด ของการสื่อแบบการตลาดอารมณ์ นั้น ผมคิดว่า เป็นลูกเล่นของสารคดีข่าว เชิงเรียลลิตี้ ที่ประสบความสำเร็จ สำหรับความต้องการของสังคม และการสื่อสารของสื่อในปัจจุบัน
  • ผมเห็นแย้ง ในระบบการช่วยเหลือ ผู้ด้อยโอกาส ไร้โอกาสในสังคมไทย โดยหน่วยงานรัฐประสบความล้มเหลว ในการรองรับ ช่วยเหลือ หรือเยียวยา จะโดยโครงสร้างของรัฐสวัสดิการแบบอ่อนแอ หรือ ระบบโครงสร้างสาธารณสุขพื้นฐาน ระบบสังคมสังเคราะห์พื้นฐานก็ตาม ต้องถือว่า เป็นกลไกที่ไม่มีประสิทธิภาพ หรือยังมีช่องว่างในการช่วยเหลือ
  • ดังนั้น การเข้ามาของสื่อ
  • เพื่อนำเสนอ มุมมอง และเนื้อหา ด้านสังคมสงเคราะห์ที่ตรงใจ ตรงความรู้สึก และตรงจริตผู้รับสื่อจากโทรทัศน์ จึงเป็นตอบสนองที่ลงตัว ทั้งสองทาง ทั้งด้านผู้ผลิตรายการ ผู้รับสื่อ ผู้สนับสนุนรายการ
  • มิติการพึ่งพารัฐ ผมมองว่า เป็นมิติที่ล้มเหลว ซึ่งหากมอง วิธีคิดของ สปสช. หรือ สสส. ในการสนับสนุนสุขภาวะที่ดีของสังคม ก็มีการมองภาวะการป้องกัน มากกว่าการเยียวยา เพียงแต่ว่าทิศทาง และการปฎิบัติตาม หรือบริหารนโยบายรัฐ เพื่อไปในทิศทางนี้ ยังต้องรอระยะเวลา และรอผลความสำเร็จ ที่เป็นขั้นเป็นตอน
  • ดังนั้น กรณีการจัดทำสารคดีเรียลลิตี้ เพื่อสะท้อนอารมณ์ กระตุ้นอารมณ์ความรู้สึก กระตุ้นการรับรู้ของผู้รับสาร จึงสมประโยชน์และลงตัวทุกฝ่าย เมื่อภาครัฐไม่สามารถเข้าไปดูแลได้ ภาคเอกชน สามารถมีพื้นที่สนับสนุน ทั้งด้านความรับผิดชอบทางสังคม หรือพื้นที่โฆษณาสื่อโฆษณาเชิงสังคม การเล่นคำ - เล่นอารมณ์ - เล่นความรู้สึก - ที่สามารถขายได้ จึงกลายเป็นข้อสรุปที่ลงตัว และสมประโยชน์ทุกฝ่าย
  • มองในด้านการทำบุญ แบบไม่หวังผล
  • ผมคิดว่า เป็นกรอบคิด และมิติของชนชั้นกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนชั้นกลางในเมือง และชนชั้นกลางใหม่ในสังคมไทย ที่คิดมิติความช่วยเหลือเพียงด้านเดียว
  • คิดมิติในด้านการสงเคราะห์เฉพาะหน้า
  • เพื่อจะได้ไม่ต้องแบกรับภาระในระยะยาว
  • รวมทั้งเป็นมิติ ซึ่งอ้างอิงการทำบุญทำทาน โดยอ้างอิงหลักคิดทางศาสนา
  • การทำบุญแบบไม่หวังผล ผลของระบบบุญแบบทุน ล้วนก่อให้เกิดปัญหาในระยะยาวทั้งสิ้น
  • ไม่ว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของขบวนการค้ามนุษย์  การใช้แรงงานเด็ก การใช้แรงงานผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส จนกระทั่งก่อให้เกิดระบบทุน และระบบธุรกิจใต้ดิน ซึ่งเป็นผลโดยตรงต่อความรับผิดชอบทางความรู้สึกของชนชั้นกลาง
  • มุมมองโดยส่วนตัวผม ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว
  • ผมเห็นด้วยกับการสร้างเครือข่าย เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือ ทั้งในระดับชุมชน หรือระดับองค์กรขนาดเล็ก ในแต่ละท้องถิ่น
  • เพื่อเข้ามาแก้ปัญหา การทำบุญแบบไม่หวังผล หรือการทำบุญเพื่อสนองความรู้สึกรับผิดชอบเฉพาะหน้า
  • การทำบุญดังกล่าว ไม่ได้รับผิดชอบต่อการแก้ปัญหาสังคมในระยะยาว รวมทั้งยังสนับสนุนให้ปัญหาสังคม ขยายวงกว้าง และขยายความรุนแรงของปัญหาเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นวิธีคิดเช่นนี้  ไม่ก่อให้เกิดโครงสร้างการแก้ปัญหาทางสังคม ที่เป็นรูปธรรม
  • กรอบคิดเรื่องความรับผิดชอบทางสังคม ควรได้รับการถกเถียง ตรวจสอบ และตั้งคำถาม อย่างเป็นระบบ เป็นโครงข่ายและเป็นขั้นเป็นตอน เช่นที่ได้มีการจัดทำแผนสุขภาวะแห่งชาติ ที่ยังไม่สามารถลงลึกในรายละเอียด ต่อกรณีการนำเสนอด้านสังคมสงเคราะห์ของสื่อมวลชนได้ ซึ่งในระยะยาวควรจะต้องตระหนัก และจัดทำแผนรองรับ เพื่อไม่ให้สื่อมวลชน สร้างปัญหา จากความปรารถนาดีดังกล่าว
  • กรอบคิด ในเรื่องนี้ สามารถมองได้ถึง
  • การตรวจสอบ - ถ่วงดุลย์ - กำกับความรับผิดชอบ
  • ของสื่อมวลชน ซึ่งนำเสนอความเปลี่ยนแปลงต่อใครสักคนในสังคม
  • การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับผู้คน การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล การเข้าไปช่วยเหลือ สังคมสงเคราะห์ ต้องมีมิติที่ชัดเจนมากกว่าการทำบุญทำทาน
  • เพราะคือการสร้างปัญหา ในระยะยาว
  • หรือกระทั่ง คือการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานในความเป็นคน เนื่องจากรายการเป็นระบบธุรกิจ มีกำไร มีผลประกอบการ มีการกำกับเนื้อหาการนำเสนอสื่อสารมวลชน ดังนั้นต้องมีการตรวจสอบ
  • ระบบการบริจาค คือ ระบบคิดที่สะท้อนปัญหาจากความอ่อนแอเชิงโครงสร้างของสังคมไทย
  • ภายใต้มิติการพัฒนา แบบทุนนิยม
  • เราเชื่อเรื่องความสำเร็จของคน ความร่ำรวย มั่งคั่ง จนก่อให้เกิดสุญญากาศความรับผิดชอบแบบชุมชน
  • ระบบทำบุญ ทำทาน ที่สามารถทดแทนความรู้สึกผิด หรือความรับผิดชอบทางสังคม โดยการให้เงิน ให้ และให้บริจาค คือการแทนที่ความรู้สึกผิด หรือทดแทนความรับผิดชอบในเบื้องต้น มากกว่าการแก้ปัญหาโครงสร้าง แต่เป็นการแก้ปัญหาความรู้สึกรับผิดชอบส่วนบุคคล
  • กรณีการชำระกิเลศ ด้วยการให้ ทำทาน บริจาคทาน ไม่มีพื้นที่ในการแก้ปัญหาของทุนได้
  • เพราะเรายังยึดติดวัตถุ
  • มากกว่าการช่วยเหลือเกื้อกูล สนับสนุน ให้ความช่วยเหลือ เพิ่มเติมทักษะให้ผู้ด้อยโอกาส สามารถได้รับโอกาส เข้าถึงโอกาสในการพัฒนาศักยภาพส่วนบุคคล จนกระทั่งสามารถพึ่งพาตนเองได้
  • ดังนั้น กระบวนการทำบุญ ทำทาน ควรได้รับการตั้งคำถาม เพื่อไม่ก่อผลในระยะยาว
  • ข้อเสนอของผม ในการสนับสนุน ให้เกิดภาคี หรือการมีส่วนร่วมจากผู้บริจาค ภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้จัดทำรายการ คือมิติ และต้นแบบ ในการบริจาค ทำบุญ ทำทาน โดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาในระยะยาว
  • เมื่อระบบของรายการ
  • การจัดทำรายการ อยู่ในระบบทุน ระบบธุรกิจ ดังนั้นความรับผิดชอบทางสังคม คือสิ่งที่ธุรกิจนี้ตระหนัก
  • ดังนั้น การนำเสนอ เพื่อให้เกิดการสนับสนุนเป็นเครือข่ายที่มากกว่า มากขึ้น คือการสนับสนุนให้โครงข่าย เครือข่ายความรับผิดชอบทางสังคม มีประสิทธิภาพในการช่วยเหลือเยียวยาที่มากกว่านี้
  • เมื่อรายการเป็นระบบธุรกิจ
  • การตรวจสอบ กำกับ ดูแล ด้วยจริยธรรมทางธุรกิจ และความรับผิดชอบทางสังคม คือความชอบธรรม และมิติความร่วมมือ ที่สร้างการมีส่วนร่วมได้อย่างยั่งยืน ตรวจสอบได้ โปร่งใส กำกับดูแล บริหารและจัดการได้
  • การอธิบายกรอบโครงสร้างทางสังคม
  • มีหลายมิติ มีหลายคำอธิบาย
  • โดยส่วนตัว ผมคิดว่ามิติของคำอธิบาย
  • น่าจะอยู่ที่การส่งผลกระทบ จากความรู้สึก ต่อเนื่องไปถึงการจัดลำดับ ตรรกะ หลักคิดทางวิชาการ กฎเกณฑ์ การบริหารจัดการ
  • สิ่งที่ปรากฎ ทั้งกลไกของปัญหา สภาพของปัญหา ความพยายามที่จะแก้ปัญหา ล้วนขับเคลื่อนไปทุกภาคส่วน
  • จะกระทบ จะสนับสนุน จะขัดแย้ง หรือส่งผลรวมกัน ก็ขึ้นอยู่กับการสื่อสาร
  • ผมสรุปประเด็นที่ชัดเจน เพียงเท่านี้ครับ
  • เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน มิติ มุมมอง ความคิดเห็น นอกเหนือจากการนำเสนอ ในมิติภาษาของความเรียงข้างต้น
  • ต้องขออนุญาตว่า เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และโต้แย้งหลักคิด เพื่อหาความคิดเห็น ในการนำเสนอทางออกที่ดีในสังคมไทย
  • หากคำรุนแรง สื่อสารไม่ตรงประเด็น หรือสร้างความเข้าใจผิดในสาระสำคัญ จากสารที่ส่งไป
  • ต้องขออภัย ณ ที่นี้
  • ขอบคุณมากครับ สำหรับความคิดเห็น
  • ขอบคุณครับ

ขอบคุณที่ตอบแบบยาว ๆ และมีประเด็นครับ

         ผมเห็นด้วยที่คุณวิเคราะห์นะครับ

          ที่จริงเรื่องนี้ก็มองได้เกี่ยวข้องเชื่อมโยงนะครับ

          แต่ผมไม่อยากให้นำเรื่องบาปบุญมาเกี่ยวข้องกับระบบกรอบสังคมที่ล้มเหลวหรืออ่อนแอ เลย

          เพราะเรื่องของบุญและบาปก็อธิบายโดยหลักของความเชื่อและหลักปฏิบัติของศาสนาที่มีทางอธิบายอยู่แล้ว

           ส่วนเรื่องนี้เป็นเรื่องของกรรมใหม่ที่เกิดขึ้น (อันนี้ในมุมของศาสนานะครับ )  แต่ผมก็ไม่อยากก้าวไปในมนฑลนี้นักต้องให้ผู้รู้อธิบายจะดีกว่า

            แต่เรื่องการนำเสนอนี่เป็นประเด็นแน่นอน

            ผมไม่ได้ดูรายการ แต่เท่าที่ดูผ่าน ๆ มา รายการมักจะสรุปแรง ๆ ด้วยข้อถกเถียงทางความคิดของผู้คนทั่วไป  และบางทีเป็นคำถามที่สังคมไทยต้องตอบด่วนแต่ ไม่มีใครจะตอบได้

            หลายครั้งผมเห็นรายการติดต่อกับหน่วยงานเช่นกัน  เรื่องทัศนคติต่อองค์กรรัฐรายการคงไม่ได้อยู่ฝ่ายตรงข้ามและไม่เชื่อมั่นภาครัฐเสียทีเดียว

           ผมอยู่ในหน่วยงานรัฐ  ไม่ได้ออกตัวแทนรัฐนะครับ แต่บางทีภาพที่เห็นไม่ใช่โหดร้ายขนาดนั้น ชีวิตจริงคนที่ลำบากใช้ชีวิตอยู่ในสังคมมากมาย และได้รับการช่วยเหลือเยี่ยวยาในอัตภาพที่เหมาะสม

            แต่บางครั้งการตีแผ่ชีวิตผู้คนของสื่อ เป็นการตอกย้ำความอ่อนแอของชีวิตผู้คน ให้ซ้ำเติมทั้งตัวผู้ถูกสื่อ และซ้ำเติมระบบการดูแลกันของสังคมให้รู้สึกเลวร้ายลงไปอีก

           ผมไม่แน่ใจว่าการบริจาคเป็นการชดเชยอะไรหรือไม่  แต่ผมไม่เชื่อว่าการมีจิตเอื้อเฟื้อจะเป็นเจตนาที่เลวร้ายนะครับ

            ในฐานะที่ผมอยู่ในหมู่บ้านทำงานเพื่อชาวบ้านมาบ้าง  ผมเห็นชีวิตที่ร้ายกว่าคนที่ได้รับเงินบริจาคนั่นอีกครับ  ผมเคยถามคุณยายที่ดูแลหลานด้วยความลำบากว่าอยากได้รับเงินบริจาคแบบในรายการโทรทัศน์บ้างไหม ( ในตอนนั้นผมนึกไม่ถึงจริง ๆ เรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  มีเพียงความคิดแรกอยากจะให้ยายกับหลานมีเงินมากกว่านี้ ซึ่งเป็นความคิดที่โง่มากของผม )  ยายแกตอบว่าไม่หรอก อายเขาลูกหลานมีหน้ามีตาก็หลายคนอยู่แม้ว่าเขาไม่ค่อยสนใจอะไรแต่เขาก็พอได้ช่วยเหลืออยู่ ลำบากแค่นี้ยายทนได้

             ผมอึ้งไปเลยเหมือนกัน  บางทีคนเรามีศักดิ์ศรีไม่ได้อยากให้ผู้คนอื่น รับรู้เรื่องความลำบากของตนเอง และไม่ได้เรียกร้องการช่วยเหลือจากใคร ๆ

             เหมือนรายของปู่เย็นจากรายการนี้เช่นกัน

             หากจะมีเรื่องที่ดีส่วนหนึ่งของรายการนี้ก็คือ การนำเสนอรูปแบบของศักดิ์ศรีของมนุษย์ อย่างปู่เย็น อรหันต์ชาวนา  หรือกวีบทสุดท้าย อย่างน้องข้าวฟ่างและครอบครัวอดีตศิลปินที่เข้าป่าใช้ชีวิต

             แต่รายการที่แสดงความยากลำบากของมนุษย์นั้นไม่ต่างอะไรกับละครโศกนาฎกรรม ที่เรียงบทเอาไว้เรียกน้ำตาและความสงสาร มองผู้ชมเป็นลูกค้าหรือเหยื่อในบางความคิด  ไม่ต่างอะไรกับวงเวียนชีวิตที่นำเสนอในเนื้อข่าว   ที่อาจจะอ้างว่าเป็นการนำเสนอบทความข่าวที่สะท้อนสังคม  แต่ประสงค์หนึ่งคือการโฆษณาประชาสัมพันธ์องค์กรข่าว

           ผมเคยดูรายการพวกนี้ขนาดได้ยินเสียงบอกบทให้คนเป็นข่าวทำตาม "ให้ตักน้ำเดินมาแล้วค่อย ๆ เทลงในโอ่ง นะ   ค่อย ๆ ๆ  ดีครับ " 

          สื่อทำตามธุรกิจอย่างที่คุณบอกน่ะครับ ก็ยอมรับว่าเป็นการสะท้อนสังคมได้  แต่นักข่าวไม่ใช่นักสังคมหรอกครับ  สังเกตได้อีกส่วนหนึ่งว่า เขาไม่เคยได้ไต่ถามถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่รับผิดชอบเลย

             ผมไม่ได้มองสื่อในมุมร้ายนะครับ เพียงแต่อยากบอกว่า สื่อที่แสดงออกไปนั้น แม้เป็นเนื้อหารายงานข่าวก็ยังตั้งอยู่บนภาพมายาที่ต้องการขาย

             แล้วเนื้อหาบทความสะเทือนอารมณ์แบบค้นชีวิตคนด้วยสื่อศิลป์เชิงพาณิชย์ เช่นนี้ ยิ่งไกลความจริงออกไปครับ

             และเมื่อเกิดประเด็นถกเถียงเช่นนี้แล้ว สังคมต่างโทษกันไปมา และมองความหวังทางออกไม่เจอ

             ผมยังคิดว่าไม่มีอะไรที่ล้มเหลวลงไปอย่างสิ้นเชิงสิ้นหวัง  เพียงแต่ยอมรับในข้อจำกัด  และยอมรับในข้อที่ต้องแก้ไข  ผนวกกับเอกชนที่มองปัญหาจริง ๆ แล้วเปิดการทำงานในรูปแบบของสาธารณะอย่า มูลนิธิเด็ก บ้านพักคนชรา  บ้านพักผู้ติดเชื้อ และอีกหลาย ๆ ส่วน 

              สังคมเราช่วยกันอยู่ครับ  ผมเชื่อเช่นนั้น และเราจะช่วยกันมากขึ้นอย่างไม่มีเงื่อนไขให้ต้องแสดงความลังเลหวาดระแวงต่อกัน  ผมหวังเช่นนั้นครับ

  • สวัสดีครับ คุณสุมิตรชัย P
  • ขอบคุณครับ
  • สำหรับประเด็นเพิ่มเติม
  • ผมเห็นด้วยครับ
  • แม้จะชื่นชอบการวิพากษ์ หรือเขียนตำหนิอย่างรุนแรงในหลายมุมมอง
  • แต่โดยส่วนตัว ผมยังเชื่อมั่นกับพลัง ความหวัง และความมุ่งมั่นของคนไทย ในการประคับประคองเพื่อสร้างสังคมไทยที่ดี และดีมากขึ้นกว่านี้
  • รวมทั้งยังเชื่อมั่นในบุคลากรซึ่งทำงานในพื้นที่
  • โดยต้องแยกระหว่าง ความมุ่งมั่นตั้งใจ กับ สภาวะซึ่งเกิดขึ้นในปัจจุบัน
  • ประเด็นการช่วยเหลือกัน โดยไม่ลังเล ยังเป็นประเด็นที่เราต้องสนับสนุน ในสังคมซึ่งยังคงมีหน่ออ่อนของน้ำใจมิตรไมตรี และความเอื้ออารี
  • ในส่วนของรายการ
  • โดยเฉพาะในบางช่วงบางตอน
  • และมุมมองของการก้าวล่วงไปสู่ชีวิตผู้คน
  • ผมเชื่อว่า ในระยะยาว สังคมไทยควรมีวุฒิภาวะและความเข้าใจ ที่จะร่วมกันกำกับดูแล ทั้งในด้านมุมมอง วิธีการ บทสรุป หรือกระทั่งการให้ความเห็นต่อรายละเอียดการนำเสนอ
  • อาจกำกับดูแล หรือร่วมกันให้ความคิดเห็น
  • ผมเห็นด้วย และ ประทับใจ
  • ในความเป็นมนุษย์ ในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
  • ผมเชื่อว่า
  • ความพยายามในการช่วยเหลือกันและกัน
  • ต้องมีพื้นที่ของความเป็นมนุษย์กำกับ
  • จิตอาสา จิตเอื้อเฟื้อ จิตอารี
  • ล้วนต้องมีจุดเริ่มต้น จากความเชื่อมั่นในความเป็นมนุษย์ และเชื่อว่าเขาเหล่านั้นมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกับเรา
  • ความปราณีบางอย่างบางประการ
  • อาจทำให้เขาเหล่านั้น ลดทอนคุณค่าบางส่วน
  • ทำให้เขาเหล่านั้นขาดความเชื่อมั่น หรือภาคภูมิใจในการหยัดยืน หรือต่อสู้ด้วยตนเอง
  • การช่วยเหลือสนับสนุน
  • ต้องทำให้เขาเหล่านั้น เข้มแข็งและหยัดยืนได้เองโดยลำพัง
  • สิ่งที่ร้ายแรงกว่านั้น สำหรับการสงเคราะห์หรือช่วยเหลือ คือการทำให้เขาเหล่านั้น คิดเพียงว่าต้องการความช่วยเหลือ และร้องขออยู่ร่ำไป
  • โดยส่วนใหญ่จากประเด็นทั้งหมด
  • ผมเห็นด้วยกับมุมมองครับ
  • ขอบคุณอย่างมากครับ
  • สำหรับรายละเอียดที่นำมาแลกเปลี่ยน
  • มีบางประเด็นที่น่าสนใจ และงดงามอย่างมาก ในการอธิบายถึงความภาคภูมิใจ ของผู้ด้อยโอกาสในสังคมไทย ที่ยังคงภาคภูมิใจในความเป็นคน และศักดิ์ศรีของความเป็นคน
  • เขาเหล่านั้นด้อยโอกาสในชีวิต
  • แต่ไม่ได้ด้อยศักดิ์ศรีความเป็นคน
  • ส่วนประเด็นของรายการ การนำเสนอ การเขียนบท การกำกับบทของเรื่องราว กระทั่งการสรุปเนื้อหาด้วย การระเบิดอารมณ์ สะเทือนอารมณ์ หรือเล่นกับอารมณ์ของผู้คน
  • ผมยืนยันในฐานะคนทำงานสื่อ
  • ว่าควรต้องกำกับดูแล
  • และเห็นด้วยในแต่ละรายละเอียด ว่าบางครั้งเราก็มีการบอกบท กำกับภาพ ในท่ามกลางภาพสะเทือนใจเหล่านั้น หลายครั้งมีความไม่จริงอยู่ในความจริงที่พยายามนำเสนอ
  • ขอบคุณสำหรับมุมมองความคิดเห็นครับ
  • ถือเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นมุมมอง
  • และร่วมกันมองประเด็นปัญหา
  • ขอบคุณอย่างมากครับ

 ขอบคุณอย่างมากด้วยเช่นกันครับ

           แม้เป็นการถกเถียงกันหรือเกื้อหนุนกันทางความคิดในจุดเล็ก ๆ แต่ ผมก็ดีใจที่ได้โอกาสนั้น

          อย่างน้อยก็สร้างความเคารพกันได้ระหว่างผมกับคุณ kati และเชื่อมั่นไปอีกได้ว่า สังคมเราเลือกที่จะถกเถียงกันในเรื่องสิ่งที่จะก่อประโยชน์ต่อไปได้อีกมากมาย  ไม่ใช่เพียงถกเถียงกันเรื่องประโยชน์เบื้องหน้าหรือความเชื่องมงายแบบผิวเผิน

             ขอบคุณมากครับ

ผมเป็นคนหนึ่งที่ดูรายการ คนค้นคน ในหลายตอน ผมเห็นข้อดีและข้อด้อยของรายการในแบบนี้พอจะสรุปความเห็นส่วนตัวดังนี้

1.แง่ดี

-ผมได้เห็นรายการที่มีสาระ เห็น role model ที่ดีในสังคม เช่นตอนที่ เกี่ยวกับคนดีของแผ่นดิน ซึ่งดูแล้วมีกำลังใจในการทำความดี

-เป็นทางเลือกให้กับประชาชนในการดูรายการ เพราะช่วงเดียวกันนั้นก็มีละครที่ดูแล้วแฝงความรุนแรงและค่านิยมที่สร้างปัญหา เช่น พระเอกต้องหล่อ นางเอกต้องสวย+รวย (ต่างจากในชีวิตจริงซึ่งทุกคนเป็นพระเอง/นางเอกในวิตตัวเอง)

-ผมเห็นอีกแง่มุมของชีวิตคนที่ลำบากกว่า

2.แง่ที่ต้องระมัดระวัง

-ถูกอย่างที่คุณ kati ว่าก็คือ ผมกระทบต่อชีวิตที่เปลี่ยนไปของคนต้นเรื่องที่มีทั้งบวกและลบ

-การพาดพิงบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเชิงบวก/ลบ

ความเห็นของผมคิดว่า สื่อคงต้องชั่งน้ำหนักเกี่ยวกับเนื้อเรื่องจริงกับการตลาดให้ลงตัว+รับผิดชอบต่อสังคม

ส่วนตัวผู้ชมเองก็ควรมีภูมิคุมกันที่ดีว่าจะเลือกเสพสื่อแบบไหนให้เกิดประโยชน์กับชีวิตของตน

คนต้นเรื่องต้องมีปัญญารู้เท่าทันโลกธรรม ที่เข้ามาในชีวิตของตนเอง

ผู้ที่ถูกพาดพิงก็ควรมีใจเป็นกลาง นำข้อบกพร่องมาปรับปรุง ส่วนข้อที่ไม่จริงก็ชี้แจง หรือหากขาดความยุติธรรมโดนกล่าวหาแบบเลื่อนลอยและไร้ความรับผิดชอบ ศาลก็เป็นที่พึ่งได้เสมอ

ภาพรวม : ผมชอบรายการ style นี้ครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี