ขอบคุณที่ตอบแบบยาว ๆ และมีประเด็นครับ
ผมเห็นด้วยที่คุณวิเคราะห์นะครับ
ที่จริงเรื่องนี้ก็มองได้เกี่ยวข้องเชื่อมโยงนะครับ
แต่ผมไม่อยากให้นำเรื่องบาปบุญมาเกี่ยวข้องกับระบบกรอบสังคมที่ล้มเหลวหรืออ่อนแอ เลย
เพราะเรื่องของบุญและบาปก็อธิบายโดยหลักของความเชื่อและหลักปฏิบัติของศาสนาที่มีทางอธิบายอยู่แล้ว
ส่วนเรื่องนี้เป็นเรื่องของกรรมใหม่ที่เกิดขึ้น (อันนี้ในมุมของศาสนานะครับ ) แต่ผมก็ไม่อยากก้าวไปในมนฑลนี้นักต้องให้ผู้รู้อธิบายจะดีกว่า
แต่เรื่องการนำเสนอนี่เป็นประเด็นแน่นอน
ผมไม่ได้ดูรายการ แต่เท่าที่ดูผ่าน ๆ มา รายการมักจะสรุปแรง ๆ ด้วยข้อถกเถียงทางความคิดของผู้คนทั่วไป และบางทีเป็นคำถามที่สังคมไทยต้องตอบด่วนแต่ ไม่มีใครจะตอบได้
หลายครั้งผมเห็นรายการติดต่อกับหน่วยงานเช่นกัน เรื่องทัศนคติต่อองค์กรรัฐรายการคงไม่ได้อยู่ฝ่ายตรงข้ามและไม่เชื่อมั่นภาครัฐเสียทีเดียว
ผมอยู่ในหน่วยงานรัฐ ไม่ได้ออกตัวแทนรัฐนะครับ แต่บางทีภาพที่เห็นไม่ใช่โหดร้ายขนาดนั้น ชีวิตจริงคนที่ลำบากใช้ชีวิตอยู่ในสังคมมากมาย และได้รับการช่วยเหลือเยี่ยวยาในอัตภาพที่เหมาะสม
แต่บางครั้งการตีแผ่ชีวิตผู้คนของสื่อ เป็นการตอกย้ำความอ่อนแอของชีวิตผู้คน ให้ซ้ำเติมทั้งตัวผู้ถูกสื่อ และซ้ำเติมระบบการดูแลกันของสังคมให้รู้สึกเลวร้ายลงไปอีก
ผมไม่แน่ใจว่าการบริจาคเป็นการชดเชยอะไรหรือไม่ แต่ผมไม่เชื่อว่าการมีจิตเอื้อเฟื้อจะเป็นเจตนาที่เลวร้ายนะครับ
ในฐานะที่ผมอยู่ในหมู่บ้านทำงานเพื่อชาวบ้านมาบ้าง ผมเห็นชีวิตที่ร้ายกว่าคนที่ได้รับเงินบริจาคนั่นอีกครับ ผมเคยถามคุณยายที่ดูแลหลานด้วยความลำบากว่าอยากได้รับเงินบริจาคแบบในรายการโทรทัศน์บ้างไหม ( ในตอนนั้นผมนึกไม่ถึงจริง ๆ เรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีเพียงความคิดแรกอยากจะให้ยายกับหลานมีเงินมากกว่านี้ ซึ่งเป็นความคิดที่โง่มากของผม ) ยายแกตอบว่าไม่หรอก อายเขาลูกหลานมีหน้ามีตาก็หลายคนอยู่แม้ว่าเขาไม่ค่อยสนใจอะไรแต่เขาก็พอได้ช่วยเหลืออยู่ ลำบากแค่นี้ยายทนได้
ผมอึ้งไปเลยเหมือนกัน บางทีคนเรามีศักดิ์ศรีไม่ได้อยากให้ผู้คนอื่น รับรู้เรื่องความลำบากของตนเอง และไม่ได้เรียกร้องการช่วยเหลือจากใคร ๆ
เหมือนรายของปู่เย็นจากรายการนี้เช่นกัน
หากจะมีเรื่องที่ดีส่วนหนึ่งของรายการนี้ก็คือ การนำเสนอรูปแบบของศักดิ์ศรีของมนุษย์ อย่างปู่เย็น อรหันต์ชาวนา หรือกวีบทสุดท้าย อย่างน้องข้าวฟ่างและครอบครัวอดีตศิลปินที่เข้าป่าใช้ชีวิต
แต่รายการที่แสดงความยากลำบากของมนุษย์นั้นไม่ต่างอะไรกับละครโศกนาฎกรรม ที่เรียงบทเอาไว้เรียกน้ำตาและความสงสาร มองผู้ชมเป็นลูกค้าหรือเหยื่อในบางความคิด ไม่ต่างอะไรกับวงเวียนชีวิตที่นำเสนอในเนื้อข่าว ที่อาจจะอ้างว่าเป็นการนำเสนอบทความข่าวที่สะท้อนสังคม แต่ประสงค์หนึ่งคือการโฆษณาประชาสัมพันธ์องค์กรข่าว
ผมเคยดูรายการพวกนี้ขนาดได้ยินเสียงบอกบทให้คนเป็นข่าวทำตาม "ให้ตักน้ำเดินมาแล้วค่อย ๆ เทลงในโอ่ง นะ ค่อย ๆ ๆ ดีครับ "
สื่อทำตามธุรกิจอย่างที่คุณบอกน่ะครับ ก็ยอมรับว่าเป็นการสะท้อนสังคมได้ แต่นักข่าวไม่ใช่นักสังคมหรอกครับ สังเกตได้อีกส่วนหนึ่งว่า เขาไม่เคยได้ไต่ถามถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่รับผิดชอบเลย
ผมไม่ได้มองสื่อในมุมร้ายนะครับ เพียงแต่อยากบอกว่า สื่อที่แสดงออกไปนั้น แม้เป็นเนื้อหารายงานข่าวก็ยังตั้งอยู่บนภาพมายาที่ต้องการขาย
แล้วเนื้อหาบทความสะเทือนอารมณ์แบบค้นชีวิตคนด้วยสื่อศิลป์เชิงพาณิชย์ เช่นนี้ ยิ่งไกลความจริงออกไปครับ
และเมื่อเกิดประเด็นถกเถียงเช่นนี้แล้ว สังคมต่างโทษกันไปมา และมองความหวังทางออกไม่เจอ
ผมยังคิดว่าไม่มีอะไรที่ล้มเหลวลงไปอย่างสิ้นเชิงสิ้นหวัง เพียงแต่ยอมรับในข้อจำกัด และยอมรับในข้อที่ต้องแก้ไข ผนวกกับเอกชนที่มองปัญหาจริง ๆ แล้วเปิดการทำงานในรูปแบบของสาธารณะอย่า มูลนิธิเด็ก บ้านพักคนชรา บ้านพักผู้ติดเชื้อ และอีกหลาย ๆ ส่วน
สังคมเราช่วยกันอยู่ครับ ผมเชื่อเช่นนั้น และเราจะช่วยกันมากขึ้นอย่างไม่มีเงื่อนไขให้ต้องแสดงความลังเลหวาดระแวงต่อกัน ผมหวังเช่นนั้นครับ