ปุ๋ยอินทรีย์ทัพหน้า ปุ๋ยเคมีตาม ชีวภาพเสริม

 

 จากสภาวะปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่นำเทคโนโลยีการผลิตมาใช้ผิดวิธี และมากเกิดความจำเป็น เช่น  ปุ๋ยเคมี, สารกำจัดโรคแมลงศัตรูพืช  เกิดสารพิษตกค้างในพืชพรรณธัญญาหาร  ดิน และน้ำ  เป็นอันตรายต่อชีวิตมนุษย์ สัตว์ ทำให้สภาพแวดล้อมขาดความสมดุลทางธรรมชาติ เกิดการระบาดของศัตรูพืชเป็นระยะ ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ เป็นเหตุให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นทุกปี จากปัญหาด้านการเกษตรที่กล่าวมานี้ จังหวัดชัยนาทได้ส่งเสริมการผลิตปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ดในหลายพื้นที่ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรของเราที่รับนโยบายจากนายประภากร สมิติ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท ให้ใช้วัสดุในพื้นที่ให้เป็นประโยชน์สูง แต่ประหยัดสุด

 

 ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของข้าพเจ้าที่จะต้องตระเวนหาการจัดการความรู้ของเกษตรกร เพื่อ "บันทึกเรื่องดี ๆ สู่ผู้อ่านครับจากการนำทางโดยน้องธารารัตน์  ไล่กสิกรรม นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ประจำตำบลหันคา มุ่งสู่กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตปุ๋ยอัดเม็ดใช้ในชุมชน  แต่ที่น่าสนใจคือ แนวคิดที่จะแก้ปัญหา การจัดหางบประมาณสนับสนุน และการจัดทำแปลงสาธิตโดยเกษตรกรเอง

 

นายสมคิด  ศิริอ่อน  ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 5 และรองประธานกลุ่มกองทุนเพื่อพัฒนาการเกษตรชุมชน บ้านยางต้นเดียว หมู่ที่ 5 ต.หันคา อ.หันคา จ.ชัยนาท วัย 50 ปี กล่าวว่าจากปัญหาการเกษตรที่มีต้นทุนการผลิตสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากดินขาดความอุดมสมบูรณ์ จึงได้ร่วมกันระหว่างผู้นำชุมชนทั้ง อบต.ประจำหมู่บ้าน และประชาชน จึงได้มีมติที่ประชุมในการจัดตั้งกองทุนและเสนอโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณปี 2549 ภายใต้โครงการชัยนาทน่าอยู่ จำนวน 100,000 บาท และงบประมาณภายใต้โครงอยู่ดีมีสุข จำนวน 285,820 บาท เพื่อจัดหาวัสดุอุปกรณ์ ที่จำเป็นหลายอย่าง และเพื่อความมั่นคงและให้เกิดความรักสามัคคีในกลุ่มจึงรวบรวมหุ้นจากสมาชิก 73 ราย เป็นเงิน 104,000 บาท เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน นับได้ว่าเป็นความสำเร็จเพื่อการเริ่มต้นของกองทุนที่ได้จากการร่วมมือของชุมชนกับผู้นำชุมชนทุกๆ ฝ่าย และหน่วยงานของรัฐเป็นผู้เสริมจึงได้เกิดกลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพอัดเม็ด ซึ่งเป็นความภูมิใจของชุมชนอย่างยิ่ง การผลิตต้องเริ่มจากการทำ + สับประรด  

วิธีการไม่ยากนักคือนำเศษปลาทะเล  คลุกเคล้ากับกากน้ำตาล,เปลือกสับปะรด,หัวเชื้อจุลินทรีย์ (พด.2) โดยใช้น้ำสะอาดผสมหมักในถังพลาสติกขนาด 150 - 200 ลิตร ประมาณ 15  วัน เป็นใช้ได้ และปุ๋ยหมักชีวภาพสูตรผักผลไม้รวม คือนำพืช ผัก ผลไม้ และวัชพืชอื่นๆ  คลุกเคล้ากับกากน้ำตาล เช่น เดียวกับปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพปลาทะเลจนสามารถใช้ได้ แล้วจึงเตรียมวัสดุต่าง ๆ คือ มูลวัว แกลบดิบ รำละเอียด หินฟอสเฟส แร่เพอร์ไลท์ ปุ๋ยอินทรีย์  กองหมักรวมกันในโรงเรือน โดยใช้ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพปลาทะเล+สับประรด ผสมน้ำพรมให้ทั่วถึงพร้อมกับการคลุกเคล้ารวมกัน กองเป็นรูปสี่เหลี่ยมหนาประมาณ 1 ฟุตใช้กระสอบปานคลุมป้องกันการระเหยของน้ำ หมั่นใช้เครื่องพลิกพรวนให้อากาศถ่ายเทและระบายความร้อนสม่ำเสมอเพียงไม่นาน ปุ๋ยอินทรีย์จะย่อยสลายจนหมด นำดินเหนียวแห้งเข้าเครื่องบดละเอียดผ่านการร่อนเพื่อให้ได้ดินเหนียวผงละเอียด และบดปุ๋ยอินทรีย์ให้ละเอียดเช่นกัน เททั้งสองอย่างลงเครื่องผสมพร้อมพรมด้วยปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพสูตรผักผลไม้ คลุกให้เป็นเนื้อเดียวกัน ดินจะเป็นตัวประสารให้ปุ๋ยจับเป็นก้อนเมื่อถูกน้ำ เทใส่ลงเครื่องอัดเม็ดก่อนนำเทลงเกลี่ยบาง ๆ ในตะแกรงผึ่งลมให้แห้งสนิทบรรจุถุงกระสอบหนัก 50 กิโลกรัม พร้อมจำหน่ายและให้เพื่อนเกษตรกรนำไปใช้

 ขั้นตอนการผึ่งลมแทนการตากแดดเพื่อป้องกันไม่ให้จุลินทรีย์ตาย เมื่อนำใส่ลงดินแล้วไม่เพียงจะได้รับอินทรีย์วัตถุและธาตุอาหารให้พืชได้นำไปใช้เท่านั้น ดินยังได้รับจุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายอินทรีย์วัตถุที่มีอยู่ปลดปล่อยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้นตลอดไป ผลที่ได้สมาชิกพึงพอใจมากบางช่วงผลิตให้ไม่ทันเพราะสามารถผลิตได้ประมาณวันละ 1.5 ตันเท่านั้น แต่สมาชิกต้องรอเพราะการหมักปุ๋ยจะต้องผลิตตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัดเพื่อคุณภาพที่ดี จากการนำไปใช้ในปีแรกพบว่ารากของข้าวยาวประมาณ 25 ซม. เมื่อเทียบกับต้นข้าวในแปลงที่ใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียวยาวเพียง 12 ซม. เท่านั้น ในขณะที่ผลผลิตที่ได้รับไม่แตกต่างกันเลยการนำไปใช้ในพื้นที่นาของตนเอง 10 ไร่ ใส่ 3 ครั้งต่อการปลูก

  

ในแต่ละครั้งเดิมก่อนที่จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ได้ใช้ปุ๋ยยูเรีย 25 กก. (315 บาท) ปุ๋ยสูตร 16-8-8 จำนวน 50 กก.(450 บาท) และปุ๋ยสูตร 16-20-0 จำนวน 100 กก. (1,160 บาท) รวมเป็นเงิน 1,925 บาท แต่เมื่อใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพอัดเม็ด จะใช้แทนปุ๋ยสูตร 16-20-0 คือใช้ปุ๋ยอินทรีย์ฯ จำนวน 100 กก.(620 บาท) ในส่วนของยูเรีย และ สูตร 16-8-8 ยังคงเดิม รวมเป็นเงิน 1,385 บาท มีต้นทุนที่ลดลงจำนวน 540 บาทต่อครั้ง แต่ที่ได้รับมากกว่านั้นคือข้าวมีความแข็งแรงกว่าเดิมถึงแม้ว่าเมื่อใส่ปุ๋ยแล้วความเขียวของใบข้าวจะช้ากว่าปุ๋ยเคมี แต่จะเขียวทนนาน ต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูพืช  ลดการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชจำนวนมาก จึงขอเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรได้หันกลับมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพอัดเม็ดถึงแม้ว่าจะไม่มาซื้อของกลุ่มก็ตาม แต่ควรรวมกลุ่มกันผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ในชุมชนบ้านเราให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ในท้องทุ่งนาของเรา ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ 089-5667974 หรือ อบต.สมหมาย 086-2055463  นายสมคิด กล่าว

นายรังสรรค์  กองเงิน เกษตรจังหวัดชัยนาท กล่าวเสริมว่า จากกิจกรรมของกลุ่มฯ ดังกล่าว เป็นความภูมิใจของชุมชนที่ได้ร่วมแรงร่วมใจในการปรับปรุงบำรุงดินให้เกิดควมอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ  เพราะการใช้ปุ๋ยนาข้าวของเกษตรกรที่ผ่านมายังไม่ค่อยถูกต้องตามที่ควรจะเป็น ซึ่งอาจมีทั้งให้ปุ๋ยมากไปทำให้สิ้นเปลือง หรือใช้น้อยไปจนไม่ได้ผลผลิตที่เหมาะสม เหตุที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะใช้ปุ๋ยกันตามความเคยชิน ทำให้ดินนาเหนียวและแน่นขาดความอุดมสมบูรณ์ ในเบื้องต้นขอแนะนำว่าการใช้ควรลด  การเผาตอซังและฟางข้าว และใช้ปุ๋ยอินทรีย์นำ เคมีตาม ปุ๋ยชีวภาพเสริม เพิ่มอินทรีย์วัตถุและจุลินทรีย์ย่อยสลายซากวัสดุต่างๆ  ต่อไป