story telling

บทเรียน  วันที่ 5 พ.ย. 50

Story telling  หมายถึง การเรียนรู้จากความรู้และเรื่องราวที่มาจากส่วนที่ฝังลึกหรือติดตัวมาตลอด  โดยเริ่มต้นด้วยการนั่งสมาธิประมาณ 10 นาที พิจารณาถึงภาพตั้งแต่เล็กจนเติบโต และความภาคภูมิใจที่เกิดมาของตัวเอง เป็นการทำให้เรานั่งคิดทบทวนและย้อนมองถึงเรื่องต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเป็นการค้นหาความเป็นตัวตนที่แท้จริงจากสิ่งที่จดจำได้และจากสิ่งรอบตัวที่ผ่านเข้ามา       

การพัฒนาชุมชน  = การพัฒนาเป็นการทำให้ดีขึ้นโดยหาคำตอบว่าสิ่งที่เลือกว่าดีนั้นเป็นเช่นไรและใช้หลักเกณฑ์ใดมาคิด ฝันที่เป็นจริงในอนาคต (ความคาดหวัง/เป้าหมาย)          ประกอบด้วย ความรู้ทางธรรม     และความรู้ทางโลก

                     สภาพความป็นจริง หมายความว่าหากอยากมีอนาคตที่ดีและเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงหรือเรียกว่าสภาพความเป็นจริงนั้นต้องมีความรู้ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมากโดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

1.                     ความรู้ทางธรรม คือความรู้ทางหลักพระพุทธศาสนาที่สามารถปรับและประยุกต์ให้เข้ากับชีวิตความเป็นอยู่ ณ ปัจจุบันอาจจะไม่การปฏิบัติธรรมที่เคร่งครัดแต่อาจเป็นการปฏิบัติธรรมที่ไม่ทำให้เกิดความเดือดร้อนทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น ซึ่งส่งผลให้เกิดความสุขทางใจและทางกายตามมาเป็นลำดับ

2.                     ความรู้ทางโลก คือความรู้ทางวิชาการ ความรู้ทั่วไปโดยต้องค้นคว้าและมีทักษะและความชำนาญอย่างถูกต้องชัดเจน  ทั้งนี้จากการที่เราเป็นนิสิตในคณะเกษตรก็ต้องมีความรู้ทางด้านเกษตรกรรมเป็นจุดเด่นและรู้อย่างแท้จริง         

 รูปแบบของการความรู้  คือ  ความรู้จะแบ่งออกได้เป็น 2 แบบ ดังนี้

1.                     ความรู้ที่ชัดแจ้ง ( Explicit knowledge)  หมายถึง  ความรู้อย่างถ่องแท้เป็นความรู้ที่สามารถหาได้จากแหล่งความรู้หลายแบบ เช่น จากเอกสาร ตำรา หนังสือ  จากการปฏิบัติ สื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสื่อวิทยุโทรทัศน์ สื่อมัลติมีเดีย และอินเทอร์เนต ซึ่งความรู้เหล่านี้ได้จากการขวนขวายศึกษาค้นคว้าเพื่อให้เกิดความรู้ที่ชัดเจนเป็นสิ่งที่ต้อวแสวงหาจากที่อื่นนอกเหนือจากที่มีติดตัว   สามารถแบ่งได้เป็นความรุ้ที่อธิบายได้แต่ยังไม่ถูกนำไปบันทึกเมื่อผู้รู้ต้องสูญสลายไปความรู้ก็จะสูญหายด้วยเช่นกัน  ความรู้ที่อธิบายได้แต่ไม่อยากอธิบาย และความรู้ที่อธิบายไม่ได้ซึ่งอยากต่อการจะได้เรียนรู้สืบต่อไป

2.                     ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน  ( Tacit knowledge) หมายถึง  ความรู้ที่ได้จากประสบการณ์โดยตรงของตนเอง เป็นในส่วนของพรสวรรค์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดควาคิดความทรงจำในส่วนของแต่ละบุคคล  เช่นความทรงจำในวัยเด็กเพียงผิวเผิน        

แหล่งของความรู้ในองค์กร สามารถแบ่งสัดส่วนขององค์ประกอบที่สำคัญดังนี้           

                   ฐานข้อมูล  สมองของพนักงานเป็นฐานข้อมูลที่มีความสำคัญมากที่สุดเพราะสิ่งต่าง ๆ ความคิดสร้างสรรค์มนุษย์เป็นผู้ที่เรียนรู้และสามารถจดจำได้และการเรียนรู้นั้นจะเกิดตั้งแต่เริ่มต้นของชีวิตจนสิ้นสุดของชีวิต  ต่อมาเอกสารกระดาษเป็นฐานข้อมูลที่ทำให้ความรู้ทั้งหมดสามารถดำเนินและสืบทอดต่อไปได้เนื่องจากมีฐานข้อมูลเป็นลายลักษณ์อักษรสามารถตรวจสอบและค้นคว้าได้มาก  ทังนี้เอกสารเป็นเครื่องมือที่สามารถรักษาความดั่งเดิมไว้ได้อย่างยาวนาน สุดท้ายเอกสารทาง IT เป็นคลังความรู้ที่สำคัญน้อยที่สุดแต่ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ  เพราะสามารถทำให้การเชื่อมต่อกับคลังความรู้ด้านอื่นๆ เป็นไปได้ง่ายและรวดเร็ว         

               ช่องทางในการถ่ายทอดความรู้  สามารถแบ่งได้เป็นประสบการณ์โดยตรง เวลาการเรียนรู้ถ้าหามีการเก็บเป็นประสบการณ์โดยตรงจะทำให้สามารถจดจำได้นานและมีความน่าสนใจที่จะจดจำและเรียนรู้  การสอนงานระหว่างงานเนื่องจากความรู้บางอย่างเป็นสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายแล้วจะกระทำได้ต้องทำการลงมือกระทำด้วยตนเองใช้เวลาเป็นส่วนช่วยในการเรียนรู้ และส่วนของการฝึกอบรมเป็นการถ่ายทอดสุดท้ายเป็นการเรียนรู้ร่วมกันในรูปแบบของการมีข้อตกลงเป็นระยะเวลาที่จำกัดมากขึ้น   

    COP หมายถึง  ชุมชนแห่งการเรียนรู้          ดังนั้นในการเลือกที่จะประกอบอาชีพนั้นสามารถเลือกทำได้ทุกประเภทแต่อาชีพที่ควรยกเว้น คือ เลี้ยงสัตว์เพื่อฆ่า  ค้าอาวุธ  ค้ามนุษย์  ค้าสิ่งเสพติดมึนเมา  และค้ายาพิษ

 การดำเนินงานของสภาพปัจจุบัน

          อนาคต   ปัจจุบัน ( ใช้ความสำเร็จรูป ขึ้นลิฟท์ )หมายถึง ในสภาพการทำงานในปัจจุบันมีการเรียนรู้แบบสำเร็จรูปมีการป้อนข้อมูลความรู้และเรียนรู้แบบไม่รู้จริง       

   การใช้ความรู้ในตัวคน   ต้องมีการสั่งสมประสบการณ์ในลักษณะของพายุไต้ฝุ่นต้องมีการปฏิบัติจากความรู้ที่มีและมีการและเปลี่ยนเรียนรู้อยู่เสมอเพื่อให้เกิดความรู้ใหม่เพิ่มเติมและเป็นการพัฒนากระบวนการคิดเพื่อเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจให้อยู่กับเราไปตลอด