แม้ความเจริญทางวัตถุจะมากเพียงใด ประเพณีและวัฒนธรรม ยังเป็นหัวใจของความเป็นไทย

เมื่อวันเพ็ญเดือน ๑๒ ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปลอยกระทงที่สวนสันติชัยปราการ เมืองหลวง กทม. เหมือน ๒ - ๓ ปี ที่ผ่านมา เพราะอยู่ใกล้ และมีลานวัฒนธรรม ให้ได้ชื่นชม เลยเก็บความประทับใจมาเล่าสู่กันฟัง โดยสรุปดังนี้ครับ

๑. แนวคิดการจัดงาน ยังเหมือนปีที่ผ่านมา มีลานวัฒนธรรม มีการแสดงแสง สี เสียง ให้ชมกัน ที่เพิ่มเติม คือ ปีนี้มีการรณรงค์เรื่องลอยกระทงปลอดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และรณรงค์ ๑ กระทง ๑ ครอบครัว เพื่อลดปริมาณขยะ  

ลอยกระทง ๕๐ ณ สวนสันติชัยปราการ

๒. การละเล่น ที่เวทีกลางยังคงเน้นความเป็นไทย เช่น การรำ การละเล่น ๔ ภาค เป็นต้น และมีหนึ่งการแสดงที่ผมไม่เคยดูมาก่อน คือ การเล่น "สักวา" นำโดยครูสักวาระดับศิลปินแห่งชาติ (ขออภัยที่จำชื่อท่านไม่ได้) ส่วนการแสดงอื่นๆ ที่เห็นจะต่างจากปีก่อนๆ คือ การเพิ่มสีสันของการผสมผสานเป็นสมัยใหม่มากขึ้น แม้แต่กลอนสักวาเอง ยังนำคำบางคำที่กำลังเป็นที่นิยมมาประพันธ์ เช่น  แอ๊บแบ้ว เด็กแว้น เป็นต้น ส่วนอีกเวทีข้างๆ กัน การแสดงค่อนข้างจะเอาใจวัยโจ๋ เป็นการแสดงดนตรีของวงร็อควัยรุ่น ท่าทางจะสนุกกันทีเดียว แต่ไม่ได้แวะเข้าไปเพราะท่าทางอายุ อานามจะห่างจากน้องๆ ที่อยู่เวทีนั้นพอสมควร 

กระทงปลอดแอลกอฮอล์

. นวตกรรมเครื่องปั่นไฟ จริงๆ กลไกไม่ได้มีอะไรใหม่ เพียงแต่มีการดัดแปลงหลอดไฟให้เป็นลักษณะของโคมดวงใหญ่ ให้แสงสว่างมากกว่าเดิม

เครื่องปั่นไฟ

. ของกินและของขาย ปีนี้ไม่ต่างจากปีก่อน ยังคงหาทานไอติมกะทิอร่อยๆ สายไหมปั่นแบบโบราณ หมูปิ้งข้าวเหนียว ขนมไทยนานาชนิดฯ เหมือนเดิม เพียงแต่สะดุดตาที่กลุ่มผู้ขาย ที่ปีนี้มีวัยรุ่นมาออกร้านเป็นกลุ่มๆ มากขึ้น

สายไหม

๕. การลอยกระทงและปล่อยโคมลอย ยังคงเห็นเด็กๆ วิ่งเก็บกระทงเพื่อหาเงินกันบ้าง แต่จำนวนเจ้าหน้าที่ที่ดูแลความเรียบร้อยมีมากขึ้น บริเวณลอยกระทงยังหนาแน่น แต่ที่แปลก คือ ยังมีการปล่อยโคมลอยกันบ้างทั้งที่มีการประกาศห้ามเป็นระยะ เพราะไม่เหมาะกับกรุงเทพฯ ที่บ้านเรือนแออัด อาจเกิดอัคคีภัยได้

ฯลฯ

ลานวัฒนธรรม

โดยสรุปแล้ว ลอยกระทงในเมืองหลวง ณ สวนสันติชัยปราการปีนี้ ยังมีผู้คนจำนวนมากให้ความสนใจ บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แม้ความเจริญทางวัตถุ จะมีมากเพียงใด ประเพณีลอยกระทงยังควรสืบสานกันต่อไป แต่ที่สำคัญต้องเข้าใจแก่นแท้อย่างแท้จริงด้วย

ด้วยความเคารพรัก