การที่เราจะถ่ายภาพบุคคล(โดยเฉพาะอย่างยิ่ง..นางแบบ)ให้ได้ดี..ให้ออกมาสวยเป็นที่น่าพอใจ(ของตัวแบบเอง)นั้น ตัวช่างภาพเองจะต้องคำนึงถึงเทคนิคต่าง ๆเหล่านี้..
*การทิ้งฉากหลัง หรือละลายฉากหลัง
ดีตรงที่จะทำตัวแบบเด่น ไม่มีฉากหลังรก ๆ มาแย่งสายตา
แต่ในบางกรณี..หากฉากหลังไม่แย่งสายตา หรือเป็นลักษณะฉากหลังที่สามารถที่จะเล่าเรื่องราวได้ ก็ถือได้ว่า ?เป็นภาพที่สมบูรณ์? เช่นกัน
*แสงสีของฉากหลัง
แสงสีของฉากหลังที่ดี ก็คือแสงสีของฉากจะต้องมืดกว่าค่าแสงเฉลี่ยของหน้านางแบบและสว่างกว่าค่าแสงที่ผมส่วนมืดของนางแบบ
(ในบางกรณี..เราจะอาจกำหนดให้ฉากหลังชัดก็ได้ หากฉากหลังมีความน่าสนใจแต่ถ้าหากฉากหลังนั้นมีลักษณะไม่สวยงาม ยุ่งเหยิงรวมทั้งจะไปแย่งความเด่นของตัวแบบไปโดยไม่จำเป็นแล้ว ก็ให้ใช้วิธีการละลายฉากหลังหรือเลี่ยง/หลบฉากหลังแทน)
*อย่าให้ตัวแบบ/นางแบบกลายเป็นคนพิการ
?ถ่ายรูปคนอย่าทำให้นางแบบเป็นคนพิการเด็ดขาด? นั่นคือ อย่าให้ปลายมือ ปลายเท้า ข้อศอกขาดพยายามเก็บเข้ามาในเฟรมให้หมดถ้าจะตัดส่วนไม่เอาไว้ในเฟรมก็ต้องตัดให้เห็นว่าจงใจตัด เช่นตัดสูงกว่าศอกและเข่าแต่ประเภทเห็นทั้งตัวยกเว้นนิ้วเท้าอย่างนี้ไม่ควรตัดอย่างเด็ดขาด
*อย่าให้ตัวแบบคอขาด
ถ้าฉากหลังเป็นท้องฟ้าทะเล ขอบฟ้า หรืออะไรก็ตาม ที่มีเส้นนอน พยายามอย่าจัดให้พาดผ่านคอนางแบบเด็ดขาดเพราะจะทำให้ได้ภาพในลักษณะ ?นางแบบคอขาด?
ถ้าจะให้ที่สุดดีควรจัดให้เส้นนอนอยู่สูงกว่าระดับศีรษะ หรือต่ำกว่าไหล่จึงจะทำให้ภาพดูดีขึ้น
*การวัดแสงที่หน้าให้โฟกัสไปที่ลูกตาเป็นสำคัญ
?ถ่ายรูปลูกตาต้องชัดเสมอ? ถ้าหากไม่ชัดก็จะต้องมีเหตุผลมารองรับว่า…ทำไมถึงอยากให้ชัด
*ใบหน้าจะเป็นจุดแรกที่คนมองอย่างน้อยที่สุด เราจะต้องเซ็ทให้แสงที่หน้าพอดีเสมอ ยกเว้นในกรณีที่เจตนาให้มืดหรือสว่างกว่าปกติ…แต่ก็ต้องมีเหตุผลมารองรับเสมอ
*จะเลือกขวา หรือซ้าย ดี
ปกติแล้วใบหน้าของคนเราทั้งสองซีก ?สวยไม่เท่ากัน? เรื่องนี้ช่างภาพเองจะต้องอาศัยการพินิจพิจารณาให้ดี ๆหลังจากนั้นจึงค่อยพยายามจัดกล้องให้อยู่ฝั่งที่สวยกว่าหรือจัดแสงหลักให้อยู่ฝั่งที่สวยกว่า
*ตาโตสิ..ดูดีกว่า
ดังที่กล่าวข้างต้นแล้วว่าใบหน้าของคนเราทั้ง 2 ซีก..สวยไม่เท่ากัน? คำถาม แล้วเราจะสังเกตได้อย่างไรล่ะ?
ใบหน้าซีกที่สวยกว่าดูไม่ยากครับ..มันมีเคล็ดลับอยู่ว่า ให้ดูที่ลูกกะตา ?หากลูกตาข้างไหนโตกว่า..ใบหน้าข้างนั้น คือ ข้างที่สวยกว่า? (อันนี้…ถือเป็น ?เคล็ดลับ? ที่รู้กันในหมู่ช่างภาพระดับเซียน ๆทั้งหลายครับ)
*ให้แสงครึ่งหน้า
ในกรณีที่สภาพของแสงที่ตกกระทบบนใบหน้าทั้งสองฟากมีความต่างกันมากผลที่ออกมาก็คือ ซีกหนึ่งสว่างจ้า แต่อีกหนึ่งมืด หากมีสภาพแสงในลักษณะนี้
ประการแรกให้ถามตัวแบบว่า ชอบสภาพแสงในลักษณะนี้หรือไม่
สภาพที่แหล่งกำเนิดแสงอยู่ด้านข้าง หากดูแล้วเห็นว่าจะทำให้ตัวแบบบถ้าดูแล้ว ?ดูไม่ดี? เราสามารถกำหนดเทคนิคให้ตัวแบบหันหน้าเข้าหาแสงเล็กน้อยก็จะดูขึ้นมากทีเดียว
*อย่าให้นางแบบหน้ามืด
หากจำเป็นที่เราจะต้องถ่ายภาพย้อนแสงก็ให้ Fill flash เพื่อลบเงา(เปิดแสง)ที่ตัวแบบ (ยกเว้นในกรณีที่เราต้องการในลักษณะ Silhouette ก็ว่าไปอย่าง)
*เงยหน้านิดนึง..แล้วจะดี
กำหนดให้ตัวแบบเงยหน้าขึ้นนิดนึงภาพจะออกมาดูดีกว่าหน้าตรง หรือก้มหน้างุด ๆ (ยกเว้นเจตนาให้ได้ภาพที่แสดงออกซึ่งอารมณ์อื่นใด???)
*เคล็ดลับหนึ่งในการดูว่าใบหน้าข้างไหนสวยกว่ากันก็คือ ให้สังเกตที่มุมปากเวลายิ้มขอวตัวแบบ (มุมปากข้างไหนยกสูงกว่ากันก็ข้างนั้นแหละครับ
*หนูไม่ใช่ภาพการ์ตูน(ถมดำ)นะ
นางแบบไม่ใช่ตัวการ์ตูนดังนั้นเส้นผมของนางแบบจึงควรจะเห็นเป็นเส้นๆ ไม่ใช่ดำเป็นปื้นถ้ามองแล้วเห็นผมดำเป็นปื้น ให้จัดแสงใหม่ ให้แสงกระทบผมให้ดีหรือหรี่ช่องรับแสงลงนิดนึงเพื่อให้ผมเป็นเส้น หรือ ใช้เทคนิค Rim Light นั่นเอง
(ซึ่งการใช้เทคนิคนี้…มีการวัดแล้วสรุปว่าได้ว่าจะทำให้ตัวแบบ(นางแบบ)สวยขึ้น 18.75% รวมทั้งจะทำให้ผมสวยขึ้น 33.29%… (ว่าไปนั่น) <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เทคนิคการทิ้ง/ละลายฉากหลัง
เทคนิคการละลายฉากหลังสามารถปรับใช้ได้หลายวิธีด้วยกัน เช่น
*การกำหนดรูรับแสง
ซึ่งเป็นเทคนิคพื้นฐานที่สุดในการที่จะถ่ายภาพให้หลังเบลอนั่นคือ หลังจากได้ตัวแบบแล้ว ก็ให้ปรับขนาดรูรับแสงให้กว้างที่สุดส่วนใครจะถนัดใช้โหมดไหนก็ให้โยกสวิทช์ไปยังโหมดนั้น ๆ เช่น
*โหมด AV(EV) : ข้อดีของโหมดนี้ คือกล้องจะปรับความเร็ว(ชัตเตอร์)ให้สัมพันธ์กับขนาดรูรับแสงที่เราได้ปรับตั้งไว้แต่ต้นรวมถึงปรับค่าไวบาลานด์เป็นค่าอัตโนมัติ ลักษณะแสงที่ตกกระทบของการใช้โหมดนี้ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้แสงธรรมชาต) จะค่อนข้างสมดุล พอดี ๆแต่…หากใครต้องการใครต้องการค่าแสงตามใจฉันซักหน่อย เช่น ต้องการให้โอเวอร์นิดหรืออันเดอร์หน่อย… ก็ให้โยกไปที่
*โหมด P : โหมดนี้จะสามารถกำหนดค่าความเร็วชัตเตอร์ได้ด้วยตนเอง ส่วนค่าอื่น ๆจะเป็นค่าอัตโนมัติ
แต่หาก..ปรับค่านี้ก็แล้วแต่ยังไม่ได้ดั่งใจ…ก็ให้ปรับไปที่…
*โหมด M : โหมดนี้เราจะสามารถปรับขนาดความเร็วชัตเตอร์ ค่าไวท์บาลานด์ ค่า ISO ค่าชดเชยแสง อัตราแฟรช และค่าอื่น ๆ ได้ตามใจฉันอย่างแน่นอน
*ในสภาพแสงน้อยหากต้องการให้ได้ภาพที่เป็นแสงธรรมชาติจริง ๆก็ควรระวังเรื่องกล้องสั่นด้วย
อย่างไรก็ดีเทคนิคนี้จะบังเกิดผลเป็นที่น่าพอใจยิ่งก็ต่อเมื่อ ควรปรับที่อัตรา1:1 ซึ่งหมายความว่า เพราะหากปรับขนาดรูรับแสงที่ 2.8 แล้วผู้ถ่ายเองจะต้องเป็นเดินเข้าหาตัวแบบเองจนกว่าจะได้ขนาดเฟรมเป็นที่น่าพอใจเพราะหากผู้ถ่ายยืนจุดเดิมแล้วใช้การดึงซูมแล้วไซร้ค่าของแสงเข้า(f-stop)ก็จะมีอัตราเป็นปฏิภาคกับขนาดช่วงซูมทันที…ส่วนว่าจะมาก/น้อยเท่าไรนั้นขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของกล้องรุ่นนั้นๆ..
(ยกเว้นกล้องบางยี่ห้อ..เช่น FZ10/20 ซึ่งจะมีค่ารูรับแสง 2.8 ตลอดช่วงซูม)
*เทคนิคการเลี่ยงฉากหลัง, ผลักฉากหลัง
ต่อเนื่องจากข้างบนแต่อาศัยความพิถีพิถันอีกนิดในการกำหนดฉากหลัง นั่นคือการเลี่ยงฉากหลังที่จะรวบกวน(แย่งจุดสนใจ)จากตัวแบบไปจนหมดสิ้น กล่าวคือพยายยามหาฉากหลังที่มีโทนสีมืดกว่าตัวแบบ ในบางกรณีอาจจะสว่างกว่าก็ได้แต่ก็ไม่ควรให้มีสีสันเจิดจ้ารบกวนมากเกินไป
แต่..ในบางครั้งก็อาจจะต้อง “มีการจัดฉาก” กันบ้าง กล่าวคือ อาจจะต้งมีการการผลักหรือดึงฉากหลังให้ออกห่างตัวแบบให้มากที่สุด
(สมัยเรียนวิชาการถ่ายภาพ..อาจารย์มักกำชับว่านักศึกษาทุกคนควรพกผ้าโทนสีเข้ม, ดำ ที่ไม่สะท้อนแสง เช่น ผ้ากำมะหยี่ ขนาดอย่างน้อย 1.5x1.5 เมตรและเชือกไว้ในกระเป๋าเสมอทั้งนี้เพราะบางครั้งจำเป็นที่เราจะต้องเอาผ้ามาทำเป็นฉากหลังเสียเองหรือในบางกรณีก็อาจจะจำเป็นต้องใช้เชือกผูกโยงเพื่อดึงฉากหลัง(สิ่งรบกวน)ให้พ้นจากตัวแบบให้มากที่สุด
*ในกรณีที่ผู้ถ่ายไม่สามารถเข้าใกล้ตัวแบบได้มากกว่ากว่านั้นอีกแล้ว…จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยอาศัยการซูมเข้าช่วยก็พยายามปรับขนาดรูรับแสงให้กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้จากนั้นก็พยายามหามุมภาพที่มีหลังฉากหลังอยู่ห่างจากตัวแบบให้มากที่สุด
การทิ้ง/ละลายฉากหลัง นอกจากเทคนิคพื้นฐานดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้วก็ยังจะมีเทคนิคอื่น ๆ อีกนั่นคือ
*การทำหลังดำ
ในกรณีเช่นนี้กล้องในระดับ Prosumer, DSLR/SLR จะได้เปรียบกล้องคอมแพ็คค่อนข้างมากทีเดียวเทคนิคนี้จะมีลักษณะตรงกันข้ามกับทคนิคหลังเบลอข้างต้นโดยสิ้นเชิง กล่าวคือวิธีการปรับเทคนิคนี้ก็คือ หลังจากปรับไปที่โหมด M แล้วให้ปรับขนาดรูรับแสงให้แคบที่สุด ปรับความเร็วชัตเตอร์สูงสุดหรืออาจจะรวมไปถึงต้องปรับค่าชดเชยแสง ค่า ISO ค่าไวท์บาลานด์ ฯลฯ (ภาพที่ปรากฎในหน้าจอจะอันเดอร์มากจนมองแทบไม่เป็นตัวแบบเลยก็ได้)หลังจากนั้นจึงค่อยไปปรับอัตราค่า fill flash เพื่อกำหนดให้ตกกระทบที่ตัวแบบ
หมายเหตุ :
สำหรับผู้ที่มีกล้องที่สามารถแยกแฟรช(sync flash)ได้ก็ยิ่งดีแล้วใหญ่ทั้งนี้เพราะจะมีความสะดวกในการใช้เทคนิคนี้เป็นอย่างมากทีเดียว เพราะในการ fill flash นั้นจะสามารถกำหนดทิศทางการเข้าของแสงจากทิศทางใดก็ได้ เช่นกำหนดให้เข้าทางด้านซ้าย/ขวา หน้า/หลัง กดแสงลงมาจากด้านบนหรือเงยทะแยงจากด้านล่างก็ยัง หรือทิศทางอื่นใดก็ได้ รวมทั้งสามารถนำแฟรชเข้าไปจ่อใกล้ ๆ ตัวแบบ และสามารถจะกำหนดอัตราแสงตกระทบได้มากมาก/น้อยตามต้องการ เช่นในกรณีการถ่ายภาพชิ้นงาน ถ่ายแบบ หรือ อื่นใด…ต้องการเน้นเฉพาะจุดใดจุดได้
จุดเด่นของการใช้เทคนิคนี้ ก็คือ จะได้ภาพที่มีลักษณะ ?หลังดำ? คือตัวแบบเด่น ฉากหลังมืด
ข้อแนะนำ :
ถ้าจะให้ดี..หากเป็นไปได้ควรใช้วิธีเลี่ยงฉากหลัง หรืออาจจำเป็นต้อง ?จัดฉาก? โดยการผลักให้ฉากหลังออกห่างจากตัวแบบให้มากที่สุด…เพื่อไม่ให้มารกรุงรังอยู่ใกล้ๆ ตัวแบบนั่นเอง
*การกำหนดรูรับแสง(แคบ) :
เทคนิคการกำหนดรูรับแสง(แคบ)นี้มีวีการแทบจะเหมือนๆกับเทคนิคหลังดำดังกล่าว เพียงแต่ให้ดีกรีความเข้มในการปรับให้อ่อนลงมาหน่อยเท่นั้นกล่าวคือ ในกรณีที่ต้องการถ่ายตัวแบบ แต่..มีข้อแม้ว่าให้ได้ฉากหลังด้วย
เงื่อนไข คือ อย่าให้ฉากหลังมารบกวนหรือดึงจุดสนใจไปจากตัวแบบมากเกินไปเช่น กรณีต้องการถ่ายตัวแบบ (นางแบบน่ะแหละ) กับฉากหลังที่เป็นแนวถนนไฟประดับสถานที่ อาคารประดับไฟ หรือสถานที่อื่นใด
โดยเราสามารถปรับกล้องในลักษณะให้รูรับแสงแคบได้ดังนี้ครับ คือ
ปรับไปที่โหมด M : ปรับขนาดรูรับแสงให้แคบสุด ปรับความเร็วชัตเตอร์ในระดับหนึ่งปรับค่าไวท์บาลานด์(เพื่อให้ตรงกับสภาพแสงในขณะนั้น)หรืออาจจะหมายรวมไปถึงจะต้องปรับค่าชดเชยแสง และค่า ISO ด้วยก็ได้โดยให้วัดแสงที่ฉากหลัง…ปรับจนกว่าฉากหลังอันเดอร์อย่างน้อย 2-3 สต็อปขึ้นไป(หรือจนกว่าจะพอใจ)
จากนั้นจึงค่อยไปปรับอัตรา fill flash ยิงแสงไปยังตัวแบบ (จะให้แสงที่ตัวแบบพอดี ๆ หรืออันเดอร์นิด โอเวอร์หน่อยนั่นก็แล้วแต่ความพอใจ)
จุดที่น่าสนใจของการปรับด้วยเทคนิคนี้ก็คือนอกจากจะขับเน้นให้ตัวแบบโดดเด่นแล้วเรายังจะได้ฉากหลังอีกด้วย(ให้รู้ว่าถ่ายบริเวณใด) แต่จุดที่น่าสนใจก็คือบรรดาแสงไฟหลอดต่าง ๆ ไม่ว่าจะมาจากรถยนต์ ไฟราวประดับ ไฟอาคาร ฯลฯจะมีประการแฉกสวยงามแปลกตาออกไป
หมายเหตุ :
การใช้เทคนิคนี้สามารถปรับนำไปใช้กับการถ่ายภาพในกรณีที่ตัวแบบและฉากหลังมีค่าความต่างของแสง(contrast) มากเกินไปแต่..เราต้องการให้ได้ทั้งตัวแบบและโลเคชั่นหรือฉากหลังด้วยในคราวเดียวกัน เช่นชายทะเล หรือบริเวณน้ำตก หรืออื่นใด ซึ่งฉากหลังมักจะมีแสงแดดจัด (แต่ตัวแบบหลบอยู่ในที่ร่มไม่ยอมออกไป..กลัวผิวเสียอะไรประมาณนั้น)…แต่กระนั้นก็ยังอยากจะได้วิวทะเลหรือน้ำตกสวย ๆ ด้านหลังด้วยซึ่งหากเราถ่ายโดยใช้โหมดอัตโนมัติหรือโหมดสำเร็จรูปที่กล้องให้มา (ซึ่งกล้องก็มักจะวัดแสงให้พอดีที่ฉากหลังแทน) ตัวแบบด้านหน้าก็จะมืดตึ๊ดตื๋อไม่เป็นไปอย่างใจต้องการ
แนะนำ :
วิธีการที่จะได้ภาพออกมาอย่างที่ต้องการนั้น… ?แทบจะเหมือนกับที่กล่าวมาข้างต้น? เพียงแต่ให้เราวัดแสงที่ฉากหลังที่พอดีหรือเป็นที่น่าพอใจ (ซึ่งแน่นอนว่าภาพตัวแบบที่ปรากฏในจอนั้นอันเดอร์หลายสต็อป)หลังจากนั้นผู้ถ่ายจึงไปปรับอัตราการ fill flash เพื่อให้ไปตกกระทบที่ตัวแบบ
(ซึ่งอาจจะใช้วิธีการถ่ายเทสต์ดูจนกว่าจะได้สภาพภาพที่ตัวแบบเป็นที่น่าพอใจหรืออย่างในกรณีของกล้องฟิล์มก็อาจจะใช้วิธีการถ่ายคร่อม)
*ออ!อีกตัวช่วยหนึ่ง ซึ่งจะให้คุณภาพแจ่มแจ๋วที่สุดในการถ่ายให้ฉากหลังเบลอ ก็คือ ?การใช้เลนส์จำเพาะ? นั่น
คือ การใช้เลนส์เทเลโฟโต้ หรือเลนส์ซูม
(ที่มีช่วงยาวมาก ๆ.. อย่างน้อยก็ซัก 145 มม. ขึ้นไป)</p> ไม่ใช่ทำบัตรประชาชนนะ
ควรหลีกเลี่ยงการถ่ายแบบตรง ๆเหมือนถ่ายรูปติดบัตรประชาชนทั้งนี้เพราะการที่จะถ่ายมุมหน้าตรงให้สวยนั้นเป็นเรื่องค่อนข้างยาก (แต่หากถึงจะถ่ายมุมตรงก็สวย มุมอื่นก็มักจะถ่ายได้สวยเช่น ลองเปลี่ยนมุม หรือลองหามุมสวยอื่น ๆดูบ้าง
*ทิศทางแสง
พยายามเลี่ยงแหล่งกำเนิดแสงซึ่งอยู่หน้าตรงตรงหลัง ด้านบน ด้านล่าง เพราะแหล่งกำเนิดแสงในลักษณะนี้ ถ่ายให้สวยยาก (ยกเว้นภาพที่เจตนาให้เป็นเช่นนี้โดยเฉพาะ)
พยายามกำหนดให้ทิศทางแสงเข้าด้านข้างเฉียง ๆ (สภาพแสงธรรมชาติที่เหมาะสมเช่นนี้ ก็คือ ในช่วงเวลาเช้าไม่เกิน 9 โมงและช่วงเวลาเย็น เลย 5 โมงไปแล้ว)
หรือ อีกกรณีหนึ่ง ก็คือเลือกสภาพแสงเกลี่ย ๆ นุ่ม ๆ เช่น ในสภาพแสงรำไร ใต้ชายคา หรือ ในวันที่ฟ้าครึ้มหรือ ให้เกลี่ยแสงโดยใช้แผ่นรีแฟล็ก (หรือแก้โดยการ fill flash : โดยการใช้กระดาษขาวมาทำเป็นกระบัง(ป้อง)ไว้เหนือ flash…และให้เงยหน้า flash ขึ้นด้านบนแล้วยิงสะท้อนแสงลงมา)
*วัดแสงอย่างไร
ในการถ่ายภาพบุคคล (โดยเฉพาะนางแบบ) นิยมวัดแสงแบบเฉพาะจุดที่หน้าเป็นสำคัญหลังจากวัดแสงได้แล้วก็ให้แล้วกดปุ่ม AE ล็อค(ค่าแสง) จากนั้นจัดองค์ประกอบใหม่ (หรือในกล้องบางรุ่นอาจมีฟังก์ชั่นพิเศษ เช่น มีระบบ FlexiZone (CANONX หรือฟังก์ชั่น Area (FUJI) เป็นต้น)
ถ่ายไปเรื่อย ๆ ถ้าเปลี่ยนมุมหรือค่าแสงเปลี่ยน ก็เล็ง แล้วกดใหม่
*ใช้เลนส์ช่วงมุมกว้าง หรือช่วงเทเล…ดี
การถ่ายภาพคนให้ดูดี มักนิยมใช้กันในช่วง
เทคนิคการถ่ายภาพที่เราควรเรียนรู้
ถ่ายภาพบุคคลให้สวยแบบง่ายๆ มันมีวิธี
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
เดือนธิดา ศรีเสมอ · 26 พ.ย. 2550
นรินทิพย์ · 26 พ.ย. 2550
sineka · 26 พ.ย. 2550
วรโพธินามะ · 26 พ.ย. 2550
ยาวจัง ... ครับ แต่ขอเป็นกำลังใจเขียนต่อไปครับ
:)
ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ... ได้ความรู้เยอะเลยครับ
(ดูคนสวยด้วย ตา และมุมปากครับ)