เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา  ผมได้ไปร่วมการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง "การจัดการความรู้โครงการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยและได้มาตรฐาน"   ณ ห้องประชุมกรมส่งเสริมการเกษตรชั้น 5 มีผู้มีร่วมงานจำนวนทั้งสิ้น 119 คน เป็นผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางและจาก 18 จังหวัดนำร่อง   ใน 18 จังหวัดนี้มี 9 จังหวัดที่ได้เริ่มกระบวนการ KM มาตั้งแต่ปีที่แล้ว  ส่วนอีก 9 จังหวัดเพิ่งจะมาเริ่มในปีนี้  ที่ผมชอบใจมากก็คือวิธีการของกรมฯ ที่ให้ 9 จังหวัดเดิมเป็นคนเลือก 9 จังหวัดใหม่ ที่เป็นจังหวัดใกล้เคียง เพื่อที่จะได้ทำการ Coaching กันได้   เรียกได้ว่าเป็นการใช้ระบบ "เพื่อนช่วยเพื่อน"  หรือ "Peer  Assist" เพื่อขบายผลในเรื่องนี้

 

     ในการสัมมนาวันนี้หลังจากที่ผมได้ให้แนวคิดและพูดถึง "แก่น" ของการจัดการความรู้แล้ว   ตัวแทนจากจังหวัดนำร่อง (เดิม) ก็ได้มาเล่าประสบการณ์การทำ KM ให้ที่ประชุมฟัง ประกอบด้วย คุณสายันห์  ปิกวงศ์  และ คุณวีรยุทธ  สมป่าสัก จากกำแพงเพชร คุณทวี มาสขาว จากนครพนม คุณเกรียงไกร เลขาพันธุ์ จากนครศรีธรรมราช คุณสุทธิรัตน์ ขัตจินะ และ คุณบุญมี   นรินทร์ จากน่าน คุณสรณพงษ์  บัวโรย จากสมุทรสงคราม และคุณสมชัย วิสารทพงศ์ จากสตูล    ทุกท่านเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของตนได้อย่างมีสีสันและมีพลังยิ่ง   นอกจากนั้นผู้ที่ดำเนินรายการ ซึ่งก็คือ คุณธุวนันท์  พานิชโยทัย และ คุณสำราญ สาราบรรณ์ ก็ทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยมจริงๆ

     ผมลองคิดดูว่าที่ KM ของกรมส่งเสริมก้าวหน้ามาได้ถึงเพียงนี้นั้น มีอะไรเป็นสาเหตุสำคัญ ลองสรุปจากการสังเกตของผมได้ดังนี้ (ถ้าทางกรมมีอะไรจะเสริมก็ Comment เพิ่มเติมกันมาได้นะครับ)

  1. เป็นเพราะได้รับการส่งเสริม สนับสนุน อย่างต่อเนื่องจากผู้บริหารระดับสูงของทางกรมฯ

  2. เป็นเพราะกระบวนการ KM ของ สคส. นั้น "ถูกจริต" กับการทำงานของทางกรมฯ  ที่ต้องมีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นประจำในทุกระดับอยู่แล้ว เช่น ระดับอำเภอ มีการจัด DM    ระดับจังหวัดมีการจัด DW, PW  และระดับเขตมีการจัด RW  เป็นต้น

  3. เป็นเพราะวัฒนธรรมการทำงานของนักส่งเสริมการเกษตรส่วนใหญ่นั้น "ติดดิน"  มีการเชื่อมโยงกับชาวบ้าน (เกษตรกร) อยู่แล้ว  ถึงบางคนอาจจะติดบทบาทของการเป็น "ผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยี" อยู่บ้าง ไม่ค่อยได้รับฟังความรู้ที่อยู่ในตัวเกษตรกร  แต่ผมก็เชื่อว่ากระบวนการ KMสามารถปรับเปลี่ยนบทบาทของท่านเหล่านี้ได้ไม่ยากนัก เพราะท่านมี "หัวใจ" ให้กับประชาชนอยู่แล้ว

  4. ประเด็นหรือปัจจัยที่ผมว่าสำคัญที่สุด  ที่ทำให้กรมส่งเสริมฯ สามารถทำ KM ก้าวหน้ามาได้จนถึงจุดนี้ คงต้องให้เครดิตกับทีมแกนนำที่ทำหน้าที่ผลักดันในเรื่องนี้  เท่าที่ผมจะนึกชื่อได้ก็มี  1. คุณธุวนันท์   พานิชโยทัย   2. คุณอุดม   รัตนปราการ    3. คุณนันทา    ติงสมบัติยุทธ์   4. คุณสำราญ   สาราบรรณ์  และท่านอื่นๆ อีกที่อยู่ในทีมซึ่งผมไม่ได้เอ่ยนามไว้ในที่นี้ (ขออภัยด้วยครับ)

     ผมขอชื่นชมการทำงานเรื่อง KM ของกรมด้วยความจริงใจครับ..... อยากจะให้เป็นตัวอย่างแก่หน่วยราชการอื่นๆ  และขอขอบคุณทางกรมที่ได้ให้ผมเข้ามามีส่วนร่วมสัมมนาในครั้งนี้ เพราะเป็นการสัมมนาที่ทำให้กำลังใจในเรื่อง KM ของผมกลับคืนมาได้ หลังจากที่ถูก CKO ทำให้ "ช้ำใจ" (อ่าน blog ของเมื่อวานดูครับ)  เพราะมันทำให้ผมเห็นชัดว่า แม้ CKO จะเป็นปัจจัยสำคัญ แต่สิ่งที่ผมมองข้ามไป ซึ่งก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ "ทีมแกนนำ" ที่ดำเนินการเรื่องนี้อย่าง "เต็มใจ " ต่อเนื่อง และจริงจัง ...ขอตบมือให้อีกครั้งครับสำหรับทีมแกนนำของกรมส่งเสริม..... หน่วยงานใดสามารถทำได้เช่นนี้ .... สคส. รับปากว่าจะส่งเสริม สนับสนุนอย่างเต็มที่เลยครับ