เหมือนกับการเลี้ยงนกแบบไม่ต้องเลี้ยง สร้างระบบนิเวศ ให้เขาอยู่ จนชินกับธรรมชาติ ที่ไหนก็อยู่ได้ และ ...สามารถใช้ best practice ในทุกมุมเป็นตัวอย่าง ชูธงในการทำงานด้านการศึกษาอย่างแท้จริง

 เมื่อคืนผมได้ประชุมทาง MSN กับครูบาสุทธินันท์ คุณเม้ง และ Conductor ถึงเรื่องผมใช้ G2K ใน การสอนแบบไม่สอน ของผม

เพื่อที่ครูบาจะประมวลประเด็นการศึกษาไปเสนอ ในที่ประชุม ว่าเด็กยุคใหม่จะเรียนแบบไหนดี 

ผมเสนอแนะว่า

ผมจะใช้ระบบอินเทอร์เน็ตเป็นจุดเริ่ม เพื่อให้เกิดระบบเครือข่ายการเรียนรู้ตามมา 

แต่ผู้สอนส่วนใหญ่ ตาบอดสี หาจุดไม่เจอ ต้องมีการแนะนำเขายังไม่เห็นความสำคัญ

ยังชอบลากตะบองออกจากถ้ำ

โลก IT ของดีๆ  ก็ยังอืด

การทำให้ดูต้องชวนกันทำเยอะๆ พวกที่เขียน Blog นี่แหละคงช่วยกันมองมุมนี้มากขึ้น พัฒนาแบบสไตล์เฮ ขึ้นไปเรื่อยๆเอาแว่นสายตาสั้นแจก 

ที่ผมกำลังทำให้เขาดูครับ โดยอาศัย เอก และทีมปาย เป็นจุดเริ่มที่ดีมาก

มุมอื่นยังอับอยู่ แต่เราต้องหาจุดที่เดินลมปราณให้ได้ก่อน แล้วขยายทีหลัง

แบบ best practice นำทางไงครับ แล้วนำ best ในแต่ละมุมมาประสานกันพอเห็นแนวก็จะเกิดแนวร่วม

เป็นระบบสายธารความรู้ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ระบบเฮฮาศาสตร์ เป็นการค้นหาคนจริงๆ มาแบบสนุกบางมุม ไม่อิงระบบคนปลอมจะอยู่ยาก  

คนปลอมเป็นไงครับ 

แยกส่วน เป็นชิ้นๆ ไม่มี"ธรรมชาติ" ในระบบชีวิต เดี๋ยวก็ทนไม่ได้ หายไปเอง 

แต่ G2K อยู่ตรงไหนของสังคมไทย 

ผมคิดว่า g2k น่าจะอยู่ในทุกที่ครับ คือว่าผมมอง g2k ว่าเป็นเครื่องมือการระดมพลัง ซึ่งมีประชาคมเป็นเจ้าของ เพื่อประโยชน์ของประชาคม และดูแลโดยประชาคมครับ

สปอนเซอร์คงมาช่วยได้บ้างแต่จะมาอ้างสิทธิ์ใดๆเหนือ g2k ไม่ได้ แล้วถ้าอยากช่วย ก็ไม่ควรจะมีเงื่อนไขใดๆ มาด้วยจิตอาสาจริงๆ อย่าทำแค่เอาเงินมาฟาดหัวแล้วเอาไปเคลมทางการตลาด

น่าจะมี Rewriter ครับ เพื่อ "สร้างเรื่อง" (ร้อยเรียงผูกเรื่องราว เป็น story) เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับชุมชนต่างๆใน g2k แสดงให้เห็นว่าชุมชนสามารถจัดการตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งระบบราชการมากนัก

หากมี Success story (เช่นทำนาโดยไม่ไถ) ก็จะเป็นการสร้างแรงจูงใจทางบวก ให้ชุมชนพัฒนาตัวเองโดยไม่ตกอยู่ในอำนาจของนักการเมืองครับแต่ว่าตอนนี้

บันทึกดีๆ จมหายไปในความหลากหลายของ g2k ครับ -- ได้อย่าง เสียอย่าง 

ผมมองมานานแล้วเรื่องนี้ ว่าเราควรมีค่าสมาชิก กรองคน กรองเรื่องที่ เข้ามาเก็บ มองในเชิงคุณภาพนะครับ

ผมว่าเรามีSuccess story มากครับ แต่ต้องกรอง ให้เห็นชัดๆ ระบบคำค้น effective มากครับ 

ผมให้นักศึกษาได้เข้ามาเรียนตรงนี้ ได้ผลดีมากครับ

  • ตอนแรกก็อ่านเรื่องที่ผมเขียนก่อน
  • ต่อไปก็เริ่มออกตระเวน แบบปล่อยนกออกจากกรงนะครับ ตรงนี้เป็นเวทีที่ดีมากครับ  

ถ้าเป็นอย่างนี้ คนทำคงดีใจนะครับ

น่าจะเป็นทางแก้อะไรบางอย่างให้เด็กกับผู้ใหญ่เข้าใจกันได้ระดับหนึ่งด้วยครับ 

ถ้าเราไม่มีพื้นที่ให้เราเรียน ก็เหมือนนกในกรงหากินไม่เป็น

พอจะปล่อยก็เหมือนปล่อยไปให้อดตาย และพยายามหนีกลับเข้ามามุดในกรง

ครู อาจารย์ก็เหมือนกัน ไม่มีทีเรียน เปิดตำราสอน

เราจะสอนแบบไม่ต้องสอนได้ไหม 

อาจารย์ไร้กรอบใช้คำว่า "เรียนรู้" กับ "รับรู้" ครับ อย่างแรกคือสิ่งที่น่าจะเป็น ส่วนอย่างหลังคือสิ่งที่เป็นอยู่ 

เหมือนกับการเลี้ยงนกแบบไม่ต้องเลี้ยง สร้างระบบนิเวศ ให้เขาอยู่ จนชินกับธรรมชาติ ที่ไหนก็อยู่ได้ 

เพราะอาหารอยู่ในธรรมชาติที่สมดุล ลดการวิ่งเข้าเมือง เข้าไปแออัด 

แต่เราต้องมีอาหารจริงๆ และเหยื่ออ่อยนำทาง อย่าให้อาหารแบบไก่กรงตับ

ให้เขาอยู่ตามถนัด ตามชอบ เดี๋ยวเขาก็เลือกของเขาเอง 

อาหารมันเกิดจากระบบห่วงโซ่ที่มันมีการเกื้อกูลและพึ่งพาอยู่แล้วในระบบในธรรมชาติครับรัฐหรือส่วนกลาง ทำแค่ส่งเสริม ให้เกิดระบบสมดุลทางธรรมชาติ 

ผมว่านี่คือบทบาทของ G2K ต่อการเรียนและการศึกษาที่น่าจะทำต่อไป 

ก็เหมือนประชุมเรื่องหลักสูตรท้องถิ่น เมื่อก่อนชาวบ้านเขาอยู่ เขาทำ ดีๆ ก็เอาของใหม่มาครอบ โดยไม่ประยุกต์ให้สอดคล้องกัน

ระบบการศึกษาก็ถูกครอบ  

การเรียนในวัดสมัยก่อนก็มีส่วนดี แต่ถูกครอบ

เอาความรู้อะไรไม่รู้มาสอนอ้างว่าดี แต่ของเก่าถูกทำลายราบคาบ 

<h1>เพราะนำไปใช้ แต่ไม่ปรับใช้</h1>

เราต้องกลับมาหาของจริง 

</span><p>ผมขอเอาเมืองปายเป็นหลักสูตรท้องถิ่นเรื่องการจัดการทรัพยากรระดับชุมชน </p><p>ที่โยงถึงครัวเรือน </p><p>จะมีภาพกิจกรรมเลื่อนไหลจากระดับลุ่มน้ำ จนถึงครัวเรือนครับ </p><h1> ผมแค่ทำตัวเป็นนักจัดการทรัพยากร เรามีทรัพยากรพร้อม เป็นจุดๆเอาจุดที่ดีมาชู ให้คนอื่นเห็นทาง  </h1><p>วันหนึ่งผมจะนำเรื่องนี้เข้าในระดับการประชุมของภาควิชา </p><p>ตอนนี้เขาเริ่มไว้ใจให้ผมวางแผนพานักศึกษาออกตระเวนเรียนของจริง ก่อนไปมองภาพเชิงทฤษฎี ให้เกิดแนวคิดจากของจริงก่อน แล้วค่อยมาวางหลักปักฐาน </p><h1>กรณีชุมชนปาย น่าจะเป็นกรณีศึกษาที่ดีมากเลยนะครับ มีปัญหาความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์และวิถีชีวิต </h1><p> เป็นเวทีเรียนรู้ที่ดีมากๆ </p><p>แต่ในขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายต่างก็ต้องพึ่งพากันและกัน(แม้ว่าตอนนี้กลุ่มทุนจะไม่รู้สึกตัว)และจะเป็นเรื่องน่าเสียดายที่สุดหากชุมชนอื่นๆเรียนรู้จากเรื่องนี้ไม่เป็นครับ </p><p>ผมคิดว่านี่คือความคุ้มค่าของ G2K </p><p>ในมุมที่ผมเห็นในอีสาน ถ้าเรามีกลุ่มแบบปาย ก็จะทำเป็นกรณีศึกษาได้เช่นกันสิ่งแรกเราต้องมีคนจริงๆ เป็นแกนนำอาจเป็นครู และหลักสูตรท้องถิ่นแบบที่ครูวุฒิกำลังทำ</p><p>ถ้าหาคนจริงไม่เจอ  เราก็จะทำแบบปลอมๆ  </p><p>ในเชิงเกษตรอินทรีย์ ผมเสียดายไม่มีคนถ่ายทอดออกมาในอินเทอร์เน็ต</p><p>พ่อวิจิตร มีภูมิปัญญารอบด้านเลยนี่คือแนวคิดที่อยากจะมีสายป่านเชื่อมภูมิปัญญา </p><p>ผมก็หนักใจว่า ทำยังไงเราจะลากปราชญ์เฒ่าทั้งหลายไปได้ เพราะวิธีคิดยังติดกับอยู่ ไม่ชัดเจนในตัวเอง  </p><p>ที่ผมเสนอแนวคิดไว้เรื่องสำนักงาน” ….แห่งชาติ นะครับ </p><p>หาสายต่อครับ อยากได้คนแบบ เอก เป็นสายเชื่อมโยงชุมชน ปราชญ์สู่ระบบข้อมูล</p><p>คือผมยังเสียดายภูมิปัญญาจะหายไปไม่มีใครบันทึกนะครับ</p><p>พ่อวิจิตร พ่อมั่น พ่อเล็ก เป็นตำนานปราชญ์ที่น่าเก็บให้ชัดมากกว่านี้ </p><h1>คนรุ่นใหม่ เราต้องสร้างเยอะๆ ต้องอาศัยศักยภาพหลายระดับ ออด ครูเสือ เจ๊องุ่น สายลม ล้วนไม่ธรรมดา ถ้าเราวางเขาไว้ในจุดที่มีพลังส่ง ทดลองแล้ว เจ๊องุ่นไม่ธรรมดา ระดับอภินิหารเลยแหละ </h1><p> เราไม่มีเวลาถอยหลังแล้ว เรื่องคนเก่งรุ่นเก่า สสส.เขาทำอยู่แล้ว เราเอาเวลามาทำเรื่องอนาคตดีกว่า ที่จะต้องใช้พลัง ใช้ปัจจัยรอบด้าน โดยเฉพาะสองที่คิดเรื่องใหม่ๆให้คมชัด </p><p>ผมจะเริ่มจากพานักศึกษาไปฝังตัวในพื้นที่เหล่านี้ครับ</p><p>เริ่มตุลาหน้าครับ </p><p>อยากให้นักศึกษาได้ปุ๋ยความคิดที่ดี </p><p>ตั้งต้นการงอกหน่อการเป็นนักเรียนต่อๆไป </p><h1> ผมเสนอเรื่องนี้ในที่ทำงานผมมา ๕ ปี แล้ว เพิ่งมีคนเริ่มจะเข้าใจ  </h1><h2> ช้าๆได้พร้าเล่มงามจริงหรือ  </h2><p>ผมคิดจากประสบการณ์ของตัวเอง ว่า</p><p>เวลาเรียนผมมีอะไรในใจจึงเรียนรู้ได้</p><p>เวลาสอบผมนึกถึงอะไรจึงทำข้อสอบได้</p><p>บางทีนะครับ ผมยอมรับเลยว่า บางวิชาผมนั่งนึกหน้ากระดาษในตำรา มากกว่าจะคิดถึงความรู้อะไร</p><p>ผมนึกออกมาเป็นหน้าๆ แล้วก็เขียนตามนั้น </p><p>ผมทบทวนแล้วทุเรศตัวเองจริงๆทำไมผมต้องเรียนแบบนี้ด้วย</p><p>ทำข้อสอบได้ เพราะจำได้เป็นหน้าๆ อะไรกัน </p><p>นี่หรือคือการเรียน</p><p>ผมจึงไม่ออกข้อสอบแบบนั้น ผมเจ็บปวดตอนเรียนมาพอแล้ว </p><p>คนเป็นครูถึงต้อง ทบทวนตัวเอง เจ้าเป็นไผ ต้องปรับวิธีการอะไร ให้ใหม่ มีพลัง น่าสนใจ อยู่เสมอ</p><p>การได้ฝึกคิด ฝึกทำ ไม่ใช่เรื่องเสียหายหากในหน้านั้นเกิดจากการฝึกคิดฝึกทำ แทนการจำคัดลอกจากกระดาษลงเนื้อสมอง แบบทื่อๆ หากไม่เข้าใจผมก็จำลงไปทั้งทื่อๆ สอบเสร็จมันก็ตายจากหายไปจากสมองเรา </p><p>ผมออก อัตนัยแบบให้เลือกทำ ๕ ข้อจาก ๒๐ ข้อ </p><h1> ทนตรวจลายมือแบบยุงยกพวกตีกัน เพื่อให้คนเรียนได้แสดงออกมากที่สุด  </h1><p>แต่หากเราได้หน้ากระดาษนั้นมาอย่างความเข้าใจ จากระบบคิด เราจะจำได้นาน แล้วประยุกต์ใช้ได้ เพราะทะลุในเรื่องนั้น</p><p>ผมแค่ให้เด็กวิจารณ์การสอนของผม และ ให้เสนอทางเลือกถ้าไม่เหมาะตรงไหน</p><p>เด็กจะได้บอกมาว่าตัวเองรู้อะไรในเรื่องนั้นๆ ที่ศึกษามา แล้วอาจจะมีข้อสอบปลายเปิด ให้ประยุกต์วิชานี้กับโลกชุมชนหรือความจริงภายนอกด้วย </p><p>หายากครับ คนที่จะรับการแนะนำของเด็กได้</p><p>เด็กก็ไม่กล้าแนะนำและวิจารณ์ เพราะกลัวเกรดคะแนน</p><p>ผมไม่ได้เรียนการสอน การเป็นครูมาก่อน ผมก็ใช้หลักการนี้แหละครับ ให้เด็กประเมินเราเรียนรู้แล้วก็ปรับตัวเอา</p><p>แต่เด็กบางคนก็กลัวผมมีอคติ ยออย่างเดียว</p><p>ใครยอมาผมหักคะแนนทันที เด็กก็เริมรู้ว่าต้องจริงใจจึงจะได้คะแนน</p><p>มีหลายแบบครับ แต่เรามองออกครับ แต่การได้ใจเด็กมานั้น ใช้เวลาครับ แต่หากได้มาแล้วเค้าจะปรับหลายๆ อย่างได้ </p><p>ผมจะเปิดช่องให้แก้ตัว ทำข้อสอบมาใหม่ ทำข้อสอบเดิม+สัมภาษณ์ประเมินใหม่</p><p>ผมไม่สอนมานานแล้วครับ ไม่มีใครจดอะไรได้เป็นเรื่องเป็นราว </p><p>ผมคิดว่า ผมจะใช้วิธีสอนแบบไม่สอน ไปอีกสักพัก ว่ามีข้ออ่อนตรงไหน แล้วค่อยๆปรับไปครับ </p><h1> นี่คือ ประเด็นสำคัญๆ ที่จะปรับใช้ระบบ อินเทอร์เน็ต และ G2K มาใช้ในการสอนแบบไม่สอน  </h1><h1 style="margin: 0cm 0.9pt 0pt 13.85pt; tab-stops: 36.0pt" class="MsoNormal">ที่จะพัฒนาทั้งผู้เรียน ผู้สอน และระบบสนับสนุนอย่างสอดคล้องกัน</h1><p style="margin: 0cm 0.9pt 0pt 13.85pt; tab-stops: 36.0pt" class="MsoNormal"></p><p> ที่สามารถใช้ best practice ในทุกมุมเป็นตัวอย่าง </p><p>ชูธงในการทำงานด้านการศึกษาอย่างแท้จริง </p><p>เท่าที่คิดออกครับ    </p>