ผมได้ลองใส่จุดเน้น ด้วยแถบสีเหลือง เพื่อช่วยให้ท่านผู้อ่านเห็นประเด็นสำคัญได้ง่าย ที่จริงประเด็นเหล่านี้สำคัญทุกข้อ
แนวทางการพัฒนาประชากรและนัยยะต่ออุดมศึกษา
๑๙. อุดมศึกษาไทยจะต้องหยุดการขยายตัวอย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยเฉพาะการขยายตัวเพื่อรองรับประชากรวัยอุดมศึกษา ๑๘-๒๒ ปี เนื่องจากอุปสงค์ คือ เยาวชนวัยเข้าเรียนอุดมศึกษาจะลดน้อยลง ในขณะเดียวกันอุดมศึกษาเพิ่มความสำคัญกับคุณภาพการศึกษาทุกระดับ ส่งเสริมการสร้างความรู้ ตกผลึกความรู้เป็นองค์ความรู้ ใช้ความรู้ให้เกิดประโยชน์ทางสังคม เศรษฐกิจและพาณิชย์ การสร้างมูลค่าเพิ่ม การสร้างนวัตกรรม การกระตุกสำนึกสังคม
๒๐. แม้การเกิดจะลดลง แต่อัตราการเข้าเรียนอุดมศึกษาอาจเพิ่มขึ้นอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากหลายปัจจัย เช่น อัตราการเรียนต่อของนักเรียนมัธยมศึกษาต้นสู่มัธยมปลายสูงขึ้น ค่านิยมของสังคมและโอกาสในการกู้ยืมเพื่อการศึกษา แต่เมื่อการผลักดันให้ผู้จบมัธยมต้นเรียนต่อระดับอาชีวศึกษาทั้งปวช.และปวส.ทำได้ตามเหตุผลที่ประเทศควรมีกำลังคนระดับกลางสำหรับภาคการผลิตและบริการ นักเรียนที่เข้าเรียนอุดมศึกษาจากมัธยมปลายจะตกลง รัฐต้องตัดสินใจเชิงนโยบายระหว่างการเปิดกว้างและการจำกัด ที่สำคัญ คือรัฐ สังคม ผู้เรียน ผู้ใช้ผลผลิตอุดมศึกษาพึงตระหนักว่าคุณภาพอุดมศึกษาโดยรวมย่อมลดลงถ้าเน้นแต่ปริมาณ
๒๑. เพื่อให้วัยแรงงานที่จะต้องรับภาระหนักขึ้นในการเลี้ยงดูสังคมเนื่องจากอัตราการปันผลทางประชากรลดลง อุดมศึกษาต้องพัฒนาคนไทยให้มีผลิตภาพเศรษฐกิจ (Economic Productivity)สูงขึ้น ผลิตภาพเศรษฐกิจนี้ขึ้นกับปัจจัยสามประการ คือ คุณภาพและระยะเวลาที่ได้รับการศึกษา การฝึกอบรมและการพัฒนาที่ต่อเนื่อง และสุขภาพอนามัย โดยนัยยะนี้อุดมศึกษาต้องเข้าใจ สร้างความรู้ และสร้างกลไกการดูแลสุขภาพอนามัยของประชาชนไทยตั้งแต่วัยเด็ก ผ่านการศึกษา การวิจัย การบริการวิชาการแก่สังคม รวมทั้งการสร้างวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพ
๒๒. ผู้สูงวัยมีสุขภาพโดยทั่วไปดีขึ้นและอายุยืนยาวขึ้น อุดมศึกษาจะต้องเป็นแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) แก่ผู้สูงวัย ทั้งเพื่อการทำงานหลังวัยเกษียณ การเปลี่ยนงานและการประกอบการใหม่ ๆ ที่จะเป็นผลิตผลเสริมจากวัยแรงงาน ผู้สูงวัยจะช่วยเพิ่มทั้งผลิตภาพทางเศรษฐกิจและผลิตภาพทางสังคม (Social Productivity)ในส่วนผลิตภาพทางสังคมนี้อุดมศึกษาต้องตระหนักและเสริมสร้างความสำคัญของสถาบันครอบครัว การดูแลผู้สูงอายุบทบาทของผู้สูงอายุต่อครอบครัวและชุมชน การเป็นคลังสมอง เป็นต้น
๒๓. อุดมศึกษาจะต้องคำนึงถึงการกระจายตัวของสถานศึกษาตามแหล่งประชากร (เช่น เขตเทศบาล ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) อีกต้องคำนึงความไม่เท่าเทียมทางการศึกษาที่อาจเกิดขึ้นรวมถึงการกำหนดนโยบายอุดมศึกษาเชิงพื้นที่ เครือข่ายความร่วมมือของสถานศึกษา และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสี่อสาร
๒๔. อุดมศึกษาจะต้องคำนึงถึงกลุ่มประชากรวัยแรงงานนอกเหนือจากการผลิตบัณฑิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกระดับวัยแรงงานที่มีความรู้เป็นทุนเดิม (Knowledge Workers) เช่น ผู้ที่เคยจบระดับปริญญาตรีซึ่งมีอยู่ประมาณ ๑/๗ ของแรงงานทั้งหมด หรือประมาณ ๑/๑๓ ของประชากรทั้งหมดในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ทั้งนี้อุดมศึกษาต้องจัดกระบวนการให้การศึกษา การเรียนรู้ การสร้างสมรรถนะ ที่อ่อนตัว คล่องตัว จัดวิธีให้การศึกษาที่รักษาการจ้างงานของคนที่ทำงาน ไม่ดึงคนออกจากงานเพื่อมาเรียนหนังสือ สร้างระบบการเรียนที่ผู้ทำงานสามารถเรียนตามความต้องการ ทันเหตุการณ์ ทันความจำเป็น (Just-in-time Learning หรือ On-Demand Learning)
วิจารณ์ พานิช
๑๕ พ.ย. ๕๐