ความรู้ การจัดการความรู้ สุนทรียสนทนา

ทำไมต้องชุมชนนักปฏิบัติ CoP(Community of Practice) และ สุนทรียสนทนา (Dialogue) ???                  บาว นาคร                เมื่อพูดถึง คำว่า ชุมชน แล้ว ตามความรู้ความเข้าใจที่ได้เรียนรู้มานั้น ซึ่งบางคนอาจมองชุมชนในเชิงพื้นที่ (ชุมชน หมู่บ้าน ตำบล หรือ สถานที่ที่คนรวมตัวกันอยู่จำนวนมากในเขตพื้นที่เดียวกัน เสียส่วนใหญ่ แต่ว่า ชุมชนเชิงปฏิบัติ  คือ เป็นชุมชนที่มีการรวมตัวกัน หรือเชื่อมโยงกันอย่างไม่เป็นทางการโดยมีลักษณะหลายประการ เช่น ประสบปัญหาลักษณะเดียวกันหรือ มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน ต้องการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากกันและกันมีเป้าหมายร่วมกัน มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาวิธีการทำงานได้ดีขึ้นวิธีปฏิบัติคล้ายกัน ใช้เครื่องมือ และภาษาเดียวกัน บางครั้งอาจจะมีความเชื่อ และยึดถือคุณค่าเดียวกันมีบทบาทในการสร้าง และใช้ความรู้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกันและกัน อาจจะพบกันด้วยตัวจริงหรือผ่านเทคโนโลยีมีช่องทางเพื่อการไหลเวียนของความรู้ทำให้ความรู้เข้าไปถึงผู้ที่ต้องการใช้ได้ง่ายมีความร่วมมือช่วยเหลือ เพื่อพัฒนาและเรียนรู้จากสมาชิกด้วยกันเอง มีปฏิสัมพันธ์ต่อเนื่อง มีวิธีการเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งเครือข่ายทางสังคม        ชุมชนเชิงปฏิบัติ คือ คนกลุ่มเล็กๆ มีเป้าหมายร่วมกันและต้องการที่จะแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์จากการทำงานกลุ่มดังกล่าวมักจะไม่ได้เกิดจากการจัดตั้งโดยองค์การเป็นกลุ่มที่เกิดจากความต้องการทางสังคม และความพยายามที่จะทำให้บรรลุผลสำเร็จเป็นกลุ่มที่ไม่มีอำนาจ ไม่มีการกำหนดไว้ในแผนภูมิโครงสร้างองค์กรในหนึ่งองค์กรอาจจะมีชุมชนนักปฏิบัติจำนวนมาก และคนๆ หนึ่งจะเป็นสมาชิกในหลายชุมชนชุมชนนักปฏิบัติมี เครือข่ายความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นทางการเกิดจากความใกล้ชิด ความพอใจ และพื้นฐานที่ใกล้เคียงกันลักษณะที่ไม่เป็นทางการจะเอื้อต่อการเรียนรู้ และการสร้างความรู้ใหม่ๆมากกว่าลักษณะโครงสร้างที่เป็นทางการ คำว่า ปฏิบัติ หรือ Practice ใน CoP ให้ความสำคัญถึงการเรียนรู้ซึ่งได้รับจากการทำงานเป็นหลัก เป็นแง่มุมเชิงปฏิบัติ ปัญหาประจำวันเครื่องมือใหม่ๆ พัฒนาการในเรื่องการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ทำให้เกิดการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนความรู้และการสร้างความรู้ และความเข้าใจได้มากกว่าการเรียนรู้จากหนังสือ ห้องสมุด หรือการฝึกอบรมตามปกติชุมชนนักปฏิบัติ หรือ CoP ส่งเสริมการเรียนรู้ทุกรูปแบบและเชื่อมต่อทั่วทั้งองค์กรมุมมองต่อการเรียนรู้และถือว่าการเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติ แต่มักจะมองไม่เห็นว่าเกิดการเรียนรู้ดีขึ้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไม่ได้เกิดจากการดูเอกสารของคนอื่นแต่เกิดจากการทำความเข้าใจ ในวิธีคิดของคนอื่นที่สำคัญ เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยให้เราแลกเปลี่ยนความเข้าใจ และความคิดกันได้กว้างขวางขึ้นแต่หัวใจของการแลกเปลี่ยน คือ ความสนใจร่วมกัน ใส่ใจความคิดของกันและกันและสร้างชุมชนความเชื่อใจกัน การหาโอกาสเรียนรู้หลังจากนั้นก็เชื่อมโยงไปสู่สุนทรียสนทนา (Dialogue)  ซึ่งเป็นการสนทนาที่เคารพความคิดเห็นของผู้พูดให้เกียรติกัน  ให้โอกาสกัน  และไม่พยายามขัดขวางความคิดใครและรับฟังผู้อื่นพูดอย่างตั้งอกตั้งใจ (Deep Listening) การสนทนาเพื่อการคิดร่วมกันแบบ สุนทรียสนทนา” (dialogue) ตามแนวทางของ David Bohm ซึ่งกำลังได้รับความสนใจ และมีแนวโน้มว่าจะถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางในทุกวงการในอนาคตเนื่องจากเป็นเรื่องใกล้ตัว และสอดคล้องกับวิถีไทยซึ่งเป็นวัฒนธรรมแบบปากต่อปาก(oral tradition) นอกจากนี้ยังเหมาะสำหรับใช้เป็นเครื่องมือในการกระดมความคิดเพื่อค้นหาวิธีการและความรู้ใหม่ๆในการทำงานรวมทั้งสามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในระดับบุคคลได้ดีอีกด้วยผู้เขียนเคยเข้าร่วมวงสนทนา 2- 3 ครั้ง กับเพื่อนๆ แล้วจะมีคำถามในใจในกลุ่มเพื่อนที่เข้าร่วมใหม่เสมอว่า พูดคุยกันแบบนี้แล้วมันได้ประโยชน์อะไรคุยกันแล้วข้อยุติที่จะนำไปปฏิบัติก็ไม่มี ก็ไม่รู้จะคุยกันไปทำไม ได้มารู้คำตอบกับตนเองหลังจากกลับมาจากวงสนทนาว่า สุนทรียสนทนามิได้แยกการพูดออกจากการกระทำ การพูดคือการกระทำอย่างหนึ่ง  สุนทรียสนทนาจึงไม่ใช่เป็นพูดคุยเพื่อหาข้อยุติแต่เป็นการชุมนุมพูดคุยเพื่อแสวงหาคลื่นของพลังงานความรู้เปรียบสมองของมนุษย์ว่าเป็นระบบปฏิบัติการหรือที่มีคลื่นพลังงานความรู้ ความคิด เพื่อให้สมองสามารถทำงานได้ คิดได้สร้างความรู้ได้ คลื่นความรู้และพลังงานที่ถูกฝังเข้าไปในระบบปฏิบัติการของมนุษย์จึงเป็นความรู้ที่เรียกว่า ความรู้ฝังลึก” (tacit knowledge) ซึ่งเป็นความรู้ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงแต่อธิบายออกมาเป็นคำพูดให้ใครฟังไม่ได้ ดังนั้นการเข้ามาอยู่ในวงสุนทรียสนทนาจึงเป็นการแสวงหาคลื่นพลังงานความรู้และความคิดร่วมกัน เมื่อใครคนหนึ่งรับได้ก็จะเกิดการถ่ายทอดโยงใยไปยังคนอื่นๆที่อยู่ในวงสุนทรียสนทนาให้รับรู้ด้วยกันผู้ที่สามารถเข้าถึงคลื่นพลังงานความรู้และความคิดเหล่านี้ได้ จะเกิดความรู้สึกว่าเสียงของคนอื่นก็เหมือนกับเสียงของตนเอง สิ่งที่ตนเองอยากจะพูดก็มีคนอื่นพูดแทนให้และเมื่อคนอื่นพูดออกมา บางครั้ง เราจึงรู้สึกว่าคำพูดแบบนี้แหละคือสิ่งที่ตนเองอยากจะพูดนั่นแหละ ใช่เลย ตอนแรกๆ จะค่อยรู้สึกมากเท่าไหร่ เพราะว่าไม่เข้าใจระบบการสนทนาแบบนี้ บางที ความรู้สึกต่างๆที่ผู้พูดกำลังพูดออกมาในวงสนทนา คนในกลุ่มสนทนาก็รับรู้ได้ด้วยความรู้สึก เช่น รู้สึกเศร้า ดีใจ ตื่นเต้น หรือร้องไห้ บางทีเพื่อนในวงสนทนาร้องไห้ขึ้นมา เราก็มีความรู้สึกร่วมไปด้วย เป็นเรื่องแปลกมาก และได้รับรู้ถึงคำพูดที่เราสงสัยและมีคำถามเสมอว่า คลื่นพลังงาน คืออะไร ก็มารับรู้ได้ตอนนี้ละ เข้าใจว่าเป็นอย่างนี้เอง  ความรู้ก็เกิดการแลกเปลี่ยนกันในวงสนทนา โดยผ่าน การฟังอย่างลึกซึ้ง คือ ตั้งใจฟัง ไม่มีอคติ หรือโต้แย้ง ให้ความเคารพในผู้พูดในวงสนทนา จึงย้อนกลับมาสู่ ชุมชนเชิงปฏิบัติ ข้างต้นที่ว่า เป็นคนกลุ่มเล็กๆ ที่มีเป้าหมายร่วมกันและต้องการที่จะแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์จากการทำงาน กลุ่มจะไม่ได้เกิดจากการจัดตั้งโดยองค์การหรือเป็นกลุ่มที่เกิดจากความต้องการทางสังคม และความพยายามที่จะทำให้บรรลุผลสำเร็จ