(ภูมิปัญญาท้องถิ่น คือรากเหง้าของหลักสูตรท้องถิ่น)
วันที่21พ.ย. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดประชุมสัมมนาโครงการสำรวจรวบรวมข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพระดับท้องถิ่นครั้งที่1 ในหัวข้อ“การจัดทำหลักสูตรท้องถิ่น ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ” ผนวกเอาภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง และจัดทำระบบฐานข้อมูลเบื้องต้นในรูปสารานุกรมประจำหมู่บ้านและตำบล เพื่อพัฒนาเป็นข้อมูลระดับชาติต่อไป
(ไปดงหลวง เราไปชมหลักสูตรพื้นถิ่น เจอ สวนผักหวานป่า กับ ว่านสาวหลง ก็เรียนกันครึกครื้น)
ผมมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้นิดๆหน่อยๆ มากน้อยตามกิจกรรมที่ข้องแวะเข้ามาเป็นระยะๆ เช่น งานนโยบายเรื่องหลักสูตรท้องถิ่น การจัดฝึกอบรม การจัดค่ายหลักสูตรความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นวิทยากรบ้าง ร่วมจัดนิทรรศการบ้าง สรุปว่าเรื่องสภาพแวดล้อมนี้ ตอแยกันมา30 ปี แม้แต่ที่อยู่ ที่ทำมาหากิน หรือการงานส่วนตัว ผมก็ยังเต๊าะแตะอยู่กับเรื่องนี้ และถือว่าเป็นภาระหลักของมหาชีวาลัยอีสานด้วย
(วิชาท้องถิ่น ถ้าได้ออกไปเรียนในพื้นที่ ดีกว่านั่งบื้อเรียนในห้อง)
ในส่วนของหลักสูตรท้องถิ่น ถ้ามองอย่างเห็นความสำคัญพิเศษ ผมว่าวิชานี้เป็นวิชาชี้ชะตากรรมโลกใบนี้ ที่มนุษย์ทุกภาคส่วนควรจะเรียนและทำความเข้าใจให้ตรงกัน ตกลงกันให้ได้ว่ามนุษย์ทุกชนเผ่าชาติพันธุ์ จะช่วยกันดูแลฟื้นฟูให้สภาพแวดล้อมทางระบบนิเวศไม่ให้ชำรุดเสียหายไปกว่านี้ได้อย่างไร เลิกคิดอนุรักษ์ในสิ่งที่ไม่เหลืออะไรให้อนุรักษ์ได้แล้ว ควรจะมีนโยบายเชิงรุกระดับพื้นถิ่น ระดับองค์ส่วนท้องถิ่น ภูมิภาค ประเทศ และระดับนานาชาติ ว่าด้วยเรื่องการเสริมสร้างสภาพแวดล้อม ไม่อย่างนั้น เรื่องโลกร้อน เรื่องมลพิษ มลภาวะ วิกฤติต่างๆก็จะเป็นเรื่องที่รู้ไว้ใช่ว่า..ซึ่งมันไม่ควรที่มนุษย์จะมาคิดและทำแบบนี้ได้ไง
(ในวิถีชุมชน ท้องไร่ ท้องนา มีวิชาท้องถิ่นอยู่แล้ว เพียงแต่ออกไปเรียน อย่ามานั่งเขียนหลักสูตรยกเมฆกันเลย)
ย้อนมาดูประเทศเรา มีการพูดเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ การใช้ปุ๋ยชีวภาพ การปลูกต้นไม้หัวไร่ปลายนา การดูแลรักษาอุทยาน การป้องกันไฟ และการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งเราก็คุยกันอยู่ประมาณนี้ แล้วพื้นที่ป่าไม้ก็ลดลงทุกวัน ป่าที่เจตนาทำให้เสื่อมโทรแล้วเอามาออกเอกสารสิทธิ์แบ่งกัน เรื่อง สปก.-401 ยังจำได้รึเปล่าก็ไม่รู้
ในระดับจัดการศึกษา มีการพูดถึงหลักสูตรท้องถิ่น แบบอีแปะไว้ให้จัดเรียนตามอัธยาศัย แล้วแต่ครูหรือโรงเรียนจะดำเนินการกันตามมาตามเกิด หลักสูตรนี้ไม่มีคะแนนให้เสียด้วย ในขณะที่เด็กไทยบ้าคะแนน การจัดการเรียนการสอนเรื่องนี้ทุกระดับชั้น จึงดูอิหลักอิเหลื่อไม่เห็นผลเชิงประจักษ์ที่เป็นรูปธรรม ส่งผลให้เกิดวิกฤตที่เกี่ยวข้องวิถีชีวิต เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสังคมโลก
แนวทางปฏิบัติเรื่องนี้ต้องบอกให้ได้ว่า ประโยชน์ที่ทุกคน ทุกระดับ ได้รับ อยู่ตรงไหน เป็นอย่างไร
· ชาวบ้านทำมาหากินบนพื้นที่เสื่อมโทรม และทำลายต้นทุนธรรมชาติมากขึ้น
· เด็กนักเรียนศึกษาเรื่องนี้ ภายใต้หลักสูตรและนโยบายที่ยังห่างไกลความจริง
· ชุมชน และองค์กรด้านการสิ่งแวดล้อม เต้นเร้นเต้นกาเรื่องพรบ.ป่าชุมชน
· หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอ่อนแรงอ่อนล้า กับการสู้ปัญหาที่หนักข้อมากขึ้น
· งานวิจัยระดับมหาวิทยาลัย เมื่อครั้งเป็นวิทยากรที่สถาบันจุฬาภรณ์ มีนักวิจัยมาหารือเรื่องหม้อข้าวหม้อแกงลิง ก็ได้แต่นึกในใจ..ป่าจะม้วยมรณาหมดแล้ว จะวิจัยหม้อข้าวหม้อแกงลิงไปทำอะไร หม้อข้าวหม้อแกงคนละ ทำไมไม่สนใจทำวิจัย จะได้ประโยชน์ต่อสังคมในวงกว้างมากกว่า จะวิจัยหัวข้อใดก็ไม่ผิดหรอก แต่มันไม่เข้าท่า ไม่ดูตาม้าตาเรือว่าสอดคล้องกับวิกฤติในบ้านเมือง
สรุปว่างานนี้ ที่เป็นรูปธรรมได้แก่โครงการหลวงต่างๆ “ในหลวงเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า” “ฝนมาป่าร่าเริง” ข้อความนี้ได้มาจาก..ดงหลวงที่ไปมามาดๆ :ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยทรายตอนบน ได้รับรางวัลรองชนะเลิศระดับประเทศ ด้านบริหารการจัดการพื้นที่ป่า ตามแนวพระราชดำริปี 2549
เรื่องหลักสูตรท้องถิ่น จะต้องสังคายนากันให้เป็นนโยบายที่ชัดเจนกว่านี้ เด็กที่เรียนวิชาสามัญไม่รู้เรื่องประมาณ 30% ทั่วประเทศ ถ้ามาเน้นจัดหลักสูตรเฉพาะให้เรียนวิชาชีวิต วัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นหลัก ปลูกผัก ปลูกต้นไม้ สร้างงานสร้างอาชีพ แยกออกมาจากหลักสูตรทั่วไป โดยจัดสัดส่วนวิชาสามัญ 30% วิชาท้องถิ่น70% ที่โรงเรียนเม็กดำ อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ได้ทำโครงการนำร่องแบบหมูไม่กลัวน้ำร้อนไว้บ้างแล้ว
การจัดหลักสูตรการเรียนเต็มรูปแบบ จะช่วยให้เด็กที่เบื่อการเรียน หนีเรียน เกเร มีทางออก โตขึ้นเขาจะเข้าใจเรื่องสภาพแวดล้อม วัฒนธรรมท้องถิ่น รักถิ่นฐาน รับภาระสืบต่อจากพ่อแม่ได้ หรือไปสมัครเป็นเจ้าหน้าที่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็จะนำความรู้ไปพัฒนาสภาพแวดล้อมท้องถิ่นของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ
ขอชื่นชมที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นเจ้าภาพจัดงานนำร่องในเรื่องนี้ เท่าที่อ่านดูรายชื่อมีนักอนุรักษ์ทรัพยากร และอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น ม.มหาสารคาม ม.ขอนแก่น ม.อุบลราชธานี ม.เทคโนสุรนารี ม.เกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดร ม.สกลนคร ม.เลย ม.นครพนม ม.อุบลราชธานี ม.ร้อยเอ็ด ม.สารคาม ม.สุรินทร์ ม.บุรีรัมย์ ม.กาฬสินธุ์ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา ตัวแทนส่วนราชการต่างๆและจากสำนักปลัดกระทรวงทรัพยากรฯ และตัวแทนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก ถ้าการประชุมครั้งที่1ตั้งฐานให้ดี ก้าวต่อๆไปก็น่าจะดีขึ้นตามลำดับ
ขอบคุณครับ ที่ช่วยดูแลกำลังใจเรื่อยมา
พ่อครูขา
พรุ่งนี้หนิงจะใช้วิชาแว๊บศาสตร์ ในหลักสูตรเฮฮาศาสตร์ไปกอดพ่อก่อนเดินทางไปกทม.นะคะ
อ.ดร.อุษา กลิ่นหอม จบเกษตร มข.เป็นคนบ้านเดียวกัน เคยเชิญเป็นวิทยากรไปคุยกับชาวบ้านที่อ่างห้วยไผ่ด้วยครับ ในเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ
ทราบว่าปัจจุบัน อ.ทำกิจกรรมเยาวชนคนรักป่าอยู่ครับ
จะสรุปประมวลเรื่อง คืนี้ครับ
เรื่องหลักสูตรท้องถิ่น
มีอยู่แล้วในวิถีไทย สังคมไทย
ไม่ต้องไปสร้างขึ้นใหม่ ขอแต่ให้ไปเรียนก็จะรู้
ที่สำคัญเราเอาวัฒนธรรมภายนอก วัฒนธรรมสากล ไปจับ ไปครอบ มันจึงตีความไม่ออก
ยังไม่ชัดเจนทั้งโครงสร้าง แนวคิด และการออกแบบวิธีการที่จะเข้าถึงหลักสูตรท้องถิ่น ถ้าไม่ชัด มันจะเป็นหลักสูตรท้องถิ่น ฉบับปลอม
ฉบับจริงอยู่ที่ไหนครับ