ประทับใจความรักของพ่อแม่ที่ช่วยสร้างกิจกรรมบำบัดสำหรับลูกที่มีภาวะสมองบวม

กรณีศึกษานี้ เมื่อก่อนผมไปเรียนต่อ ผมได้ดูแลและช่วยแนะนำโปรแกรมกิจกรรมบำบัดในการฝึกการรับรู้ของการมองเห็น การใช้มือ และการสื่อสาร โดยคุณพ่อคุณแม่ของน้องเก่งเดินทางไกลมาจากราชบุรีและกระตื้อรือล้นฝึกกิจกรรมบำบัดที่บ้านอย่างน่าประทับใจ

หลังจากผมกลับมาและได้ประชาสัมพันธ์งานกิจกรรมบำบัดทางช่อง 11 คุณแม่ของน้องเก่งได้ดูทีวีและพยายามหาทางติดต่อผมที่คณะฯ จนเมื่อเช้านี้คุณพ่อคุณแม่ และน้องเก่ง ตั้งใจเดินทางไกลมาพบผม เพื่อขอคำแนะนำว่า "จะฝึกน้องเก่งอย่างไรดี เพราะน้องได้รับการผ่าตัดสมองมานานสองเดือนและเพิ่งจะเริ่มสื่อสารได้" ฟังแล้วนับเป็นข่าวที่น่ายินดีที่คุณพ่อคุณแม่พยายามฝึกให้ข้อมูลแก่น้องจนเริ่มสื่อสารได้ แต่ข่าวที่ไม่น่ายินดี คือ ทำไมไม่มีระบบการฝึกอย่างต่อเนื่องทางกิจกรรมบำบัดและบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ ที่จะช่วยฝึกทักษะการดำเนินชีวิตด้านการสื่อสารและการเรียนรู้มากกว่าที่เป็นอยู่

อย่างน้อยประเมินดูศักยภาพของน้องเก่งตอนนี้ คุณแม่พูดว่า "แม้ว่าอาการของน้องดูน่าท้อใจ แต่คุณแม่จะไม่สิ้นหวัง" ผมยินดีที่คุณแม่พยายามทุกวิธีทางเพื่อพัฒนาความหวังให้น้องเก่งกลับมาพูดคุยได้ดีกว่าที่เป็นอยู่

การประเมินที่ผมตั้งใจเกือบสองชั่วโมงเต็ม ด้วย "ใจ" และไม่ได้คิดค่าบริการใดๆ เพราะผมถือว่า "ครอบครัวนี้ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้ผมได้ศึกษาแนวทางการรักษาด้วยความรักและความตั้งใจของคุณพ่อคุณแม่" ดอกเตอร์ทางกิจกรรมบำบัดคนหนึ่งอย่างผม เป็นผู้คอย "รับฟังและให้คำปรึกษาถึงการปรับเปลี่ยนสื่อการรักษาทางกิจกรรมบำบัดจากการวิเคราะห์กิจกรรมการเรียนรู้และการสื่อสารที่คุณพ่อคุณแม่พยายามฝึกน้องเก่งอยู่ในปัจจุบัน"

ผมจะลองสรุปตัวอย่างของกิจกรรมบำบัดที่ปรับเข้ากับกิจกรรมการดำเนินชีวิตของน้องเก่ง พร้อมเป้าหมายง่ายๆ โดยใช้วิธีการระดมความคิดจากคุณพ่อคุณแม่ คือ

  • ต้องงดการเปิดทีวีให้น้องดูเวลานั่งเล่นเฉยๆ เพื่อมิให้น้องจดจำข้อมูลหรืออารมณ์ที่ไม่เหมาะสมจากตัวละคร เช่น กริ๊ดร้องเวลาไม่พอใจ
  • ลองท้าทายให้น้องเตรียมอาหารทานเองอย่างง่ายๆ แทนการจัดอาหารให้ทานคล้ายเด็กเล็ก เพื่อให้รู้จักรับผิดชอบและมีวุฒิภาวะสมวัย (อายุ 14 ปี)
  • ปรับรูปแบบเพลงที่ไม่ซ้ำจนเกินไป มีการอัดเสียงพูดของน้องเอง มีเปิดภาพและเสียงธรรมชาติ มีเพลงจังหวะออกกำลังกาย สลับกับเพลงที่ผ่อนคลาย เพื่อให้มีโอกาสเรียนรู้ข้อมูลจากการได้ยินหลากหลาย และอาจลดพฤติกรรมติดฟังเพลงเวลาอารมณ์หงุดหงิดแบบเด็กเล็ก
  • กิจกรรมที่จัดให้ทั้งเป้าหมายการสื่อสารและการเรียนรู้ ควรมีช่วงพักและเล่นบ้าง ไม่ตั้งใจคาดคะเนการตอบรับของน้องมากนัก จะทำให้เครียดได้ และลองกิจกรรมเพียงหนึ่งขั้นตอน ค่อยๆ ปล่อยให้น้องทำเองตามความสนใจ ดึงความสนใจบ้างกรณีที่น้องมีสมาธิสั้น ช่วยจับมือทำบ้าง ช่วยบอกข้อมูลบ้าง และเน้นการเรียนรู้กิจกรรมการดำเนินชีวิต มากกว่า การจัดกิจกรรมบำบัดแบบบังคับ เช่น การเรียนรู้คำว่า "ดื่มน้ำ" จากการนั่งล้อเข็นไปที่ดื่มน้ำนอกบ้าน มากกว่าที่นั่พูดคำนี้คล้ายนั่งในห้องเรียน

"ใจ" ของผู้บำบัด ประสาน "ใจ" ของครอบครัว ช่วยทำให้การรักษาได้อย่างน่าชื่นชมและประทับใจ