การประกันคุณภาพผู้เรียน
18 - 21 พฤศจิกายน 2550 มีโอกาสเข้าร่วมประชุมโครงการประเมินคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อการประกันคุณภาพผู้เรียน ปีการศึกษา 2550 ณ โรงแรมสตาร์ จังหวัดระยอง ได้รับรู้นโยบาย วัตถุประสงค์ เป้าหมาย และแผนการดำเนินงานทั้งในระดับ สพฐ. สพท. และโรงเรียน ตั้งใจว่าจะกลับไปเริ่มเตรียมการประเมินผลชั้น ป.3 และม.3 ที่จะทำการประเมินพร้อมกันทั่วประเทศ ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2551 ให้ดีที่สุดเชียว รู้สึกเสียดายเวลาในการประชุมมาก วันนี้ ปฏิบัติภารกิจการวางแผนการดำเนินงานของสพท. แล้ว เวลาเหลืออีก อยากกลับไปทำงานต่อจังเลย แต่ไม่เป็นไร รอได้
ในฐานะผู้ทำงานด้านวัดผลใหม่ การประชุมครั้งนี้ ได้รู้ว่าสำนักทดสอบทางการศึกษา เปลี่ยนเป็นสำนักประกันคุณภาพการศึกษาไปแล้ว
สวัสดีค่ะ ต้องประเมินจากการลงมือทำของผู้เรียนค่ะ วัดคุณธรรม สร้างพื้นฐานในแง่จิตใจที่เข้มแข็งค่ะ
เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ โดยเฉพาะด้านคุณธรรมของผู้เรียน
ถ้าปลูกฝังเด็ก ๆ ให้มีคุณธรรมก่อนจะดีมาก เพื่อให้มีจิตใจที่ดี เข็มแข็ง
รู้จักแยกแยะผิดถูกชั่วดี
สวัสดีค่ะส่งเรื่องต่อจนจบให้แล้วนะคะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ
เอาใครมาเป็นศึกษานิเทศก์?
การคัดเลือกคนจะมาเป็นศึกษานิเทศก์สมัยก่อน เขาต้องสรรหามาจากครูเก่งและครูดีจริงๆ โดยกำหนดคุณสมบัติพื้นฐานทั้งด้านคุณวุฒิ ด้านผลงาน และด้านการวางตน ที่มีเกณฑ์สูงมาก โดยต้องผ่านการฝึกอบรมและฝึกปฏิบัติงานเป็นเวลานานจึงจะบรรจุให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ได้ เพราะถือว่าศึกษานิเทศก์จะต้องมาเป็นครูของครู ด้วยเหตุนี้ศึกษานิเทศก์จึงถือว่าเป็นวิชาชีพโดยสมบูรณ์ เพราะมีมาตรฐานวิชาชีพเฉพาะ มีจรรยาบรรณวิชาชีพ และมีองค์กรบริหารวิชาชีพของตนเอง
เมื่อวันเวลาผ่านไปเกิดอะไรขึ้นกับศึกษานิเทศก์?
วันเวลาผ่านไปผู้บริหารระดับสูงซึ่งต่างก็มีนโยบายให้ความสำคัญในด้านวิชาการทั้งสิ้น แต่กลับปฎิบัติต่อวิชาชีพของผู้ที่ดูแลด้านวิชาการคือศึกษานิเทศก์ในทางตรงกันข้าม นอกจากจะไม่สนใจให้เกียรติในตำแหน่งนี้แล้ว ยังทำร้ายวิชาชีพนี้ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น เมื่อผู้บริหารคนใดมีปัญหาในการบริหารก็แก้ปัญหาโดยให้มาเป็นศึกษานิเทศก์ กำหนดให้คนทำงานทางด้านพัสดุ ธุรการ การเงินมาดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ ลดเกณฑ์ด้านคุณสมบัติของคนมาเป็นศึกษานิเทศก์ให้ต่ำลงลง ใช้กลไกการบริหารสั่งการให้ศึกษานิเทศก์ปฏิบัติงานตามความต้องการของผู้บริหารเอง รวมทั้งไม่จูงใจให้ศึกษานิเทศก์เก่งๆอยู่ในองค์กรโดยปล่อยให้สมองไหลไปสร้างชื่อเสียงให้แก่สถาบันอุดมศึกษาเป็นจำนวนมาก และขั้นท้ายสุดก่อนจะปรับโครงสร้างกระทรวงฯถึงกับมีการเสนอให้ยุบตำแหน่งศึกษานิเทศก์ เป็นต้น
เมื่อมีกระแสคัดค้านในที่สุดก็ยังคงตำแหน่งนี้ไว้ โดยให้มีตำแหน่งและวิทยฐานะที่มีโอกาสก้าวหน้าเช่นเดียวกับข้าราชการครูซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี แต่การไม่มีตำแหน่งนี้อยู่ที่ส่วนกลางโดยให้ไปรวมอยู่ภายใต้เขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 175 เขต เลยกลายเป็น “มังกรไร้หัว” ที่ขาดผู้บริหารในการประสานสัมพันธ์กันทั้งประเทศ ซึ่งผิดหลักการของการเป็นวิชาชีพ เพราะไม่มีหน่วยงานบริหารวิชาชีพของตนเอง
ปัญหาศึกษานิเทศก์ขาดและเกินในเขตพื้นที่
การกระจายศึกษานิเทศก์ จากแต่ละกรม แต่ละพื้นที่ ที่ดูแลการนิเทศต่างระดับการศึกษากัน ลงไปในเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 175 เขต ก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมาย โดยเฉพาะศึกษานิเทศก์เดิมที่เคยดูแลระดับมัธยมศึกษาซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ที่ส่วนกลาง และ 12 เขตการศึกษา ซึ่งจะมีบางส่วนอยู่ที่ตัวจังหวัดบ้าง เมื่อปรับโครงสร้างใหม่ศึกษานิเทศก์เหล่านี้ จึงสมัครใจอยู่ในเขตพื้นที่ที่เป็นภูมิลำเนาเดิมของตนคือใน กรุงเทพมหานคร และตัวจังหวัดที่เป็นที่ตั้งของเขตการศึกษาเดิม 12 จังหวัด นอกนั้นก็จะอยู่ตามตัวจังหวัด ทำให้มีศึกษานิเทศก์เกินในเขตเหล่านี้ ส่วนเขตพื้นที่อื่นจะ
-3-
ขาดแคลนศึกษานิเทศก์ระดับมัธยมศึกษาอย่างมาก โดยบางเขตไม่มีศึกษานิเทศก์ระดับมัธยมศึกษาเลย แม้จะจูงใจหรือให้ทำโครงการนิเทศร่วมกันระหว่างเขตแต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้มากนักปัญหาโรงเรียนไม่ยอมรับศึกษานิเทศก์ในบางเขตพื้นที่
นอกจากศึกษานิเทศก์จะขาดและเกินอย่างไม่เป็นสัดส่วนแล้ว ยังมีปัญหาสำคัญอีกคือเรื่องคุณภาพของศึกษานิเทศก์ที่บางคนยังไม่เป็นที่ยอมรับของโรงเรียน
ผมเคยถาม ดร.กอบกิจ ส่งศิริ ผู้อำนวยการโรงเรียนจิรประวัติวิทยาคม จังหวัดนครสวรรค์ว่า "ถ้าท่านจะขอให้ศึกษานิเทศก์ไปช่วยโรงเรียน ท่านต้องการได้ศึกษานิเทศก์อย่างไร ?"
ดร.กอบกิจ ตอบแทบจะไม่ต้องคิดว่า
"ผมต้องการศึกษานิเทศก์ที่เชี่ยวชาญด้านวิชาการจริงๆ และมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่โดดเด่น เป็นที่ยอมรับ เช่น เทคนิคการบริหาร เทคนิคการจัดการเรียนการสอน มีวิทยาการอะไรใหม่ๆที่จะเป็นประโยชน์แก่โรงเรียน ผมก็จะไปเชิญให้มาช่วยโรงเรียน ผมไม่ต้องการ
ศึกษานิเทศก์ที่เป็นนักประสานงาน นักจัดการ เพราะครูที่โรงเรียนผมมีเยอะแล้ว ถ้าเข้ามาในลักษณะนี้จะสร้างภาระให้แก่โรงเรียนมากกว่ามาช่วยโรงเรียน"
ผมถาม ศจ.นพ.วิจารณ์ พานิช ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม(สคส) อีกท่านหนึ่ง ว่าอยากเห็นศึกษานิเทศก์เป็นอย่างไร ท่านก็บอกว่า
"ศึกษานิเทศก์ต้องทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้ได้จึงจะเป็นที่ยอมรับจากโรงเรียน ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีเยอะก็ได้ แต่ต้องเก่ง และไม่ใช่ทำหน้าที่เหมือนปัจจุบัน"
จริงๆศึกษานิเทศก์เขตพื้นที่เขาทำงานกันอย่างไร?
ผมสงสัยเหมือนกันว่า ก.ค.ศ.กำหนดมาตรฐานตำแหน่ง มาตรฐานวิทยฐานะของศึกษานิเทศก์ เป็นอย่างหนึ่ง แต่พอศึกษานิเทศก์ไปปฏิบัติงานจริงๆ ในแต่ละเขตพื้นที่ ยังเห็นศึกษานิเทศก์ส่วนใหญ่ยังทำงานในลักษณะนักจัดการ นักประสานงาน มาดูแลรับผิดชอบโครงการ จนถึงงานธุรการต่างๆ ว่าถูกต้องไหม?
ทุกวันนี้ ศึกษานิเทศก์หลายคนถอยห่างทางวิชาการไปมาก ไม่ศึกษาค้นคว้าวิจัยพัฒนา ความรู้ก็ถดถอยไป จนบางคนความรู้ยังสู้ครูไม่ได้ ถ้าขืนปล่อยไปเช่นนี้จะเกิดอะไรขึ้น ถ้า ศึกษานิเทศก์ขาดความเชี่ยวชาญจะเกิดอะไรขึ้นแก่วงการศึกษา และจะเป็นการทำร้ายวิชาชีพ ศึกษานิเทศก์ทางอ้อมหรือไม่?
ก.ค.ศ.กำหนดตำแหน่งของ ศึกษานิเทศก์ที่แตกต่างจากบุคลากรทางการศึกษาอื่น จนทำให้
บุคลากรในหน่วยงานเดียวกันเขาอิจฉา แต่เวลาทำงานจริงแทบจะไม่ต่างกัน เพียงแต่มีโอกาสก้าวหน้าทางวิทยฐานะมากกว่าเท่านั้น ผมคิดว่าถ้าจะให้ทำงานในลักษณะเดียวกัน ก็ไม่ต้องมีตำแหน่งนี้ก็ได้ ให้เป็นบุคลากรทั้งหมดเลย แต่ใครจะรับผิดชอบดูแลในเรื่องคุณภาพการศึกษา?
-4-
แล้วจะแก้ปัญหาให้ยั่งยืนได้อย่างไร?
ปัญหาปัจจุบันบุคลากรที่เขตพื้นที่มีจำกัด จึงใช้วิธีการแก้ปัญหา โดยการแบ่งเป็นกลุ่มย่อย แต่ให้ทำงานแบบหารเฉลี่ยทุกเรื่องที่มีเข้ามา อย่างนี้คงไม่เรียกว่า บูรณาการหรือทำให้มีเอกภาพ
หากต้องการเอาเรื่องคุณภาพการศึกษาเป็นตัวตั้ง (ไม่จำเป็นต้องเอาศึกษานิเทศก์เป็นตัวตั้ง) และเห็นว่าวิชาชีพนี้ยังมีความสำคัญอย่างที่นานาประเทศเขาปฏิบัติก็ต้องปรับบทบาทภารกิจของศึกษานิเทศก์กันใหม่ และควรให้เขามีองค์กรบริหารวิชาชีพของเขาเอง ไม่ใช่เขียนอย่างหนึ่งแต่ให้ทำงานอีกอย่างหนึ่ง ศึกษานิเทศก์ที่ยังอยู่ในระบบนี้แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากลูกค้าก็ต้องยอมรับ และต้องพัฒนาเขาไป จะให้มีคุณภาพดีเต็มร้อยคงไม่ได้ แต่ต้องมาจัดระบบการสรรหาศึกษานิเทศก์ในรุ่นใหม่ ให้ได้คนที่ที่มีความเชี่ยวชาญเป็นที่ยอมรับจริงๆเหมือนในอดีต ซึ่งในอนาคตอาจลดจำนวนลงก็ได้ จะปรับหรือแก้อย่างไรก็อยากให้คิดอย่างรอบคอบ ผมไม่เห็นด้วยกับการใช้กฎหมู่เรียกร้องเพื่อตัวเอง
ดร.อาคม จันทสุนทร อดีตหัวหน้าหน่วยศึกษานิเทศก์ เคยพูดกับศึกษานิเทศก์ไว้ว่า
"ถ้าเราสามารถทำให้โรงเรียนมีระบบนิเทศภายในที่เข้มแข็งได้ทุกโรงเรียน ก็อาจไม่ต้องใช้ศึกษานิเทศก์อีกก็ได้ แต่ศึกษานิเทศก์อาจมาทำหน้าที่คิดค้นนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนที่สูงขึ้นเพื่อช่วยเหลือครู เฉพาะด้าน เพราะครูเขาไม่มีเวลาพอ"
ผมเลยคิดต่ออีกว่า ถ้าโรงเรียนสามารถบริหารตนเองโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ผู้บริหารสามารถเป็นผู้นำการนิเทศภายในได้ และครูส่วนใหญ่ก้าวหน้าจริงๆ อาจไม่ต้องมีศึกษานิเทศก์ก็ยังได้ ถ้าจะมีก็ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อเป็นที่ปรึกษาในแต่ละด้านเท่านั้น แต่ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานถ้าจะให้พร้อมคงต้องใช้เวลาอีกนาน จึงยังจะต้องมีศึกษานิเทศก์ต่อไปอีก
ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นคือศึกษานิเทศก์กรมการฝึกหัดครู เมื่อสถาบันฝึกหัดครูเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฎ มีอาจารย์เก่งๆมากมายแล้ว เขาก็ไม่จำเป็นต้องมีศึกษานิเทศก์อีก แต่เรื่องการนิเทศการศึกษาก็ยังคงมีอยู่และจะมีความเข้มข้นยิ่งขึ้น โดยเป็นการนิเทศภายในมหาวิทยาลัยแทนการนิเทศจากภายนอก
มหาวิทยาลัยต่างๆเขาจึงกำหนดให้มีวิชานิเทศการศึกษา ให้นิสิตนักศึกษาได้เรียนกัน ซึ่งถือว่าเป็นกระบวนการหนึ่งของการบริหารการศึกษา โดยจะอยู่ในคณะหรือภาควิชาบริหารการศึกษา ซึ่งช่วงก่อนปรับโครงสร้างใหม่ ผมเกรงว่าศาสตร์ด้านการนิเทศในอดีตจะถูกลบหายไป จึงได้ให้คณะศึกษานิเทศก์เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “บันทึกไว้ในแผ่นดิน”และได้ส่งให้ห้องสมุดมหาวิทยาลัยต่างๆเพื่อเป็นตำราให้คนที่เรียนทางครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์ได้ศึกษากันด้วย
เห็นหรือยังว่า การนิเทศการศึกษาไม่มีวันตาย แต่จะปรับไปตามบริบทของการเปลี่ยนแปลง
**********************************************