ภาพอนาคตที่จะมีผลกระทบต่อโลก ประเทศ และอุดมศึกษาไทย

๑๓. แม้อนาคตจะเป็นสิ่งที่พยากรณ์ด้วยความถูกต้องแม่นยำไม่ได้   แต่หากมีกระบวนการที่ใช้หลักฐานและข้อมูลข้อเท็จจริงเพื่ออ้างอิง   โดยตระหนักถึงความไม่แน่นอน (Uncertainties)ควบคู่ไปกับความเป็นไปได้ที่มีเหตุผลน่าเชื่อถือ (Plausibility)   ภาพอนาคตก็สามารถใช้เป็นประโยชน์ในการวางแผนทั้งในเชิงรับและในเชิงรุก   และในจังหวะก้าวของการพัฒนาในช่วงต่างๆ ได้    แผนอุดมศึกษาระยะยาวฉบับนี้   ได้ประมวลและคัดกรองภาพอนาคตจำนวนหนึ่ง ซึ่งคาดว่าจะมีผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสังคมไทย   และต่อเนื่องมาถึงอุดมศึกษาประกอบด้วยประเด็นผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงด้านประชากร   พลังงานและสิ่งแวดล้อมการมีงานทำและตลาดแรงงาน การกระจายอำนาจการปกครอง ความรุนแรงและความขัดแย้งเยาวชนและอาชีพภายหลังยุคอุตสาหกรรม และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ความเปลี่ยนแปลงด้านประชากร

๑๔. ประชากรไทยในอนาคตจะเพิ่มขึ้นในอัตราการเพิ่มที่ลดลง   กล่าวคือ จากจำนวนประชากร๖๒.๘๓ ล้านคน ในปี พ.ศ. ๒๕๔๙   คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น ๗๐.๘๒  ล้านคนในปี พ.ศ. ๒๕๖๓   ซึ่งเป็นการเพิ่มในอัตราที่น้อยกว่าในอดีต   เนื่องจากอัตราการเกิดของเด็กไทยลดลง   ในทางประชากรศาสตร์สรุปได้ว่า  ความได้เปรียบของประเทศเชิงประชากร  หรือที่เรียกว่า  “การปันผลทางประชากร” (Population dividend)   อันเนื่องมาจากสัดส่วนที่เหมาะสมของกลุ่มประชากรเอื้อให้สังคมมีผลผลิตที่ดีต่อการพัฒนาและคุณภาพชีวิต   ในกรณีของประเทศไทยนั้น   การปันผลทางประชากรดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ โดยประมาณ     ซึ่งการหวนกลับไปสู่การปันผลในอดีตจะเป็นสิ่งที่กระทำได้ยาก   พร้อมกันนี้ สังคมไทยก็กำลังเคลื่อนเข้าสู่สังคมสูงอายุ(Ageing society) มากขึ้น ดังที่หลายประเทศกำลังประสบอยู่   ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องวิเคราะห์ผลกระทบของความเปลี่ยนแปลงด้านประชากรที่จะมีต่อการพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะต่อไป โดยมีอุดมศึกษาเป็นกระบวนการหนึ่งในการแก้ปัญหาและการปรับตัวของสภาพประชากรที่เปลี่ยนไป ซึ่งต้องพิจารณาในรายละเอียดของประชากรที่มี ๓ กลุ่มหลัก คือ กลุ่มเด็ก กลุ่มแรงงาน และกลุ่มผู้สูงอายุ

๑๕. จากประมาณการของวิทยาลัยประชากรศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ประชากรวัยเด็กจะลดลงจากร้อยละ ๒๔.๖๕ เป็น ๑๗.๙๕ ของประชากรทั้งหมด ในปี พ.ศ. ๒๕๖๓ ในจำนวนนี้เป็นเด็กในวัยเรียน ช่วงมัธยมปลายที่มีอายุระหว่าง ๑๕-๑๗ ปี จาก ๓.๒ ล้านคน เป็น ๒.๗๕ ล้านคน ในปีพ.ศ. ๒๕๖๘   ในขณะที่เด็กในวัยเข้าอุดมศึกษาอายุระหว่าง ๑๘-๒๑ ปี ลดลงจาก ๔.๓๐ ล้านคน เป็น ประชากรในวัยเจริญพันธุ์ นับเป็นสัญญาณสำคัญที่ส่งผลต่อจำนวนที่นั่งของอุดมศึกษาในอนาคต

๑๖. จากการประมาณการแหล่งเดียวกันพบว่า วัยแรงงานซึ่งเป็นประชากรช่วงอายุ ๑๕-๕๙ ปี แม้มีจำนวนที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นการเพิ่มในอัตราที่ลดลง สัดส่วนต่อประชากรทั้งหมดของวัยแรงงานเป็นร้อยละ ๖๗  จะหดตัวลงเหลือร้อยละ ๖๒ ในปี พ.ศ. ๒๕๖๘   และจากการที่วัยแรงงานเป็นกำลังหลักในภาคการผลิตของสังคม  อัตราที่ลดลงดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความอยู่ดีกินดีของสังคม  นั่นคือ จากการที่วัยแรงงาน ๑.๙๓ คนต่อประชากรวัยพึ่งพิง ๑ คน ในอนาคตสังคมไทยจะเหลือวัยแรงงานเพียง ๑.๖๔ คนที่จะรองรับประชากรวัยพึ่งพิง ๑ คน   ซึ่งทางออกในการแก้ปัญหาที่สำคัญ  คือการยกระดับผลิตภาพต่อหน่วยของแรงงาน  เพื่อให้สามารถป้อนผลผลิตสู่สังคมได้อย่างเพียงพอ

๑๗. เป็นที่ประจักษ์ว่า ความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์และสาธารณสุข  รวมทั้งความรู้ความเอาใจใส่ที่ดีขึ้นในการรักษาสุขพลานามัยของตนเอง  ทำให้คนไทยมีอายุยืนยาวขึ้น ประมาณว่าจะมีผู้สูงวัย (๖๐ ปีขึ้นไป)  เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่สูงจากร้อยละ ๙.๔ ในปัจจุบัน  เป็นร้อยละ ๒๐ ในปี พ.ศ.๒๕๖๓    นอกเหนือจากการดูแลผู้สูงอายุแล้ว  สังคมยังต้องพิจารณาถึงการทำงานบางระดับหลังเกษียณอายุของประชากรกลุ่มนี้เท่าที่เป็นไปได้ และเป็นประโยชน์ต่อผู้สูงอายุและสังคมโดยรวม ซึ่งการศึกษาตลอดชีวิตและฝึกทักษะจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสร้างความพร้อมในลักษณะดังกล่าว

๑๘. นอกจากนี้ โครงสร้างประชากรยังเกี่ยวข้องกับการเพิ่มขึ้นของชุมชนเมืองจากร้อยละ ๓๑ เป็นร้อยละ ๓๘   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหัวเมืองและปริมณฑลรอบๆ กรุงเทพฯ หรืออีกนัยหนึ่งการลดลงของท้องถิ่นชนบท การกระจายของประชากรในภูมิภาค นำโดย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีสัดส่วนประชากรประมาณหนึ่งในสามของประเทศ รวมทั้งการกระจายตัวของวัยแรงงานในภาคการผลิต ซึ่งในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ มีผู้มีงานทำราว ๓๖ ล้านคน  กระจายอยู่ในภาคการเกษตร ๑๒.๘๕ ล้านคน   ภาคการผลิตราว ๖ ล้านคน  ค้าขาย ๕.๔๖ ล้านคนภาคบริการอื่นๆ อีกราว ๑๑ ล้านคน   ซึ่งในจำนวนดังกล่าวมีผู้จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีอยู่ราว ๕.๒ ล้านคน หรือร้อยละ ๑๕   ซึ่งอาจเป็นกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญกลุ่มหนึ่ง สำหรับอุดมศึกษาในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง

วิจารณ์ พานิช
๑๓ พ.ย. ๕๐