เสร็จจากการลงพื้นที่ทำวิจัย เย็นวันศุกร์ผมก็ต้องรีบเร่งขับรถพาครอบครัวมุ่งสู่สตูลทันทีครับ เพื่อร่วมงานเลี้ยงส่งพี่สาวและพี่เขยไปทำฮัจย์ที่นครมักกะห์ ประเทศซาอุดิอารเบีย ออกจากปัตตานีประมาณบ่ายสามครับ ถึงไปสตูลก็เกือบหกโมงเย็น ผมเลยตัดสินใจเลือกทางลัดเพื่อเลี่ยงเมืองสตูล เพราะจะไปบ้านพี่สาวในตำบลเจ๊ะบิลัง ทางลัดมันเปลี่ยวมากครับ ขับไปก็เกิดความหวาดๆ ขึ้นมา แต่นึกขึ้นมาในใจว่า ออ.ลืมไป ที่นี่ไม่ใช่ปัตตานี แต่เป็นสตูล ปลอดภัย ความหวาดๆ ก็ค่อยๆ หายไป ปรากฏว่า ภรรยาผมก็พูดขึ้นมาว่า สตูลไม่เหมือนปัตตานีเนอะ เส้นทางแบบนี้ถ้าปัตตานีอันตรายแน่เลย
สรุปง่ายๆ ว่า การใช้ชีวิตที่ปัตตานี ทำให้ผมและครอบครัวผมให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก
ทีแรกจะรอจนพี่สาวเข้าไปในห้องผู้โดยสารแล้วจะกลับ แต่ปรากฏว่า เตาฟิก ไม่สบายก็เลยลากลับก่อน ที่สำคัญผมต้องงานสำคัญในวันอาทิตย์อีก
วันอาทิตย์ มีการสัมมนาเพื่อการวิจัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่น (ลืมชื่ออย่างเป็นทางการไปแล้วครับ) งานนี้เป็นการทำงานของคณะศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์กับพันธมิตรใหม่ครับ คือ มูลนิธิสวัสดีไทย KAF ต้องยอมรับผมเองก็ไม่ได้รู้จักกับมูลนิธินี้มาก่อนครับ ได้คุยทางโทรศัพท์กันสองสามครั้ง แล้วงานก็เกิดขึ้นมาได้อย่างเรียบร้อย และมีทิศทางในการเดินหน้างานวิจัยที่ชัดเจนครับ โดยมูลนิธิสวัสดีไทยจะทำหน้าที่ในการประสานแหล่งงบประมาณในการทำวิจัยปฏิบัติการเพื่อพัฒนาท้องถิ่นให้กับคณาจารย์ของคณะและของมหาวิทยาลัย โดยจะจัดตั้งคณะทำงานในรูปแบบของคณะกรรมการร่วม สามฝ่ายคือ มูลนิธิ มหาวิทยาลัยและชุมชน
งานนี้เนื่องจากท่านอาจารย์อภิชาติ ไม่สามารถเดินทางมาร่วมสัมมนาได้ ก็เลยส่งตัวแทน คืออ.สุนัย และอ.ชุมมศักดิ์ (จาก ม.ทักษินทักษิณ) มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน
โครงการนี้สำเร็จลุล่วงได้เป็นอย่างดี จะต้องยกนิ้วให้ อ.สุวิทย์ จากสาขาวิชารปศ. ครับ ที่ช่วยประสานงานและลงมือทำทุกอย่างเลย เสร็จงานนี้เลยต้องให้ท่านทำงานอื่นๆ อีกหลายชิ้นครับ เห็นหน่วยก้านแล้ว เหมาะแก่การทำงานหนักๆ ครับ ฮิฮิฮิ (ชมครับชม)
เสร็จสัมมนา ผมพาอาจารย์สุนัยไปเยี่ยมมัสยิดกรือเซะ มัสยิดรายอปัตตานี (กษัตริย์ปัตตานี) และมัสยิดกลาง จริงๆ อาจารย์ท่านอยากจะไปวัดช้างให้ด้วย แต่เวลาไม่พอ ท่านคุยกับผมว่า การได้มาปัตตานีครั้งนี้ทำให้ทัศนคติของท่านเปลี่ยนไปเลยครับ ท่านไม่เคยมาปัตตานี และเรียนรู้ปัตตานีและสามจังหวัดนี้จากข่าว แต่เมื่อมาถึงท่านก็บอกว่า ข่าวทำให้คนสามจังหวัดนี้น่ากลัว ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง มันไม่ใช่ คนที่นี้ยังน่ารักและเป็นมิตรกับผู้อื่นเสมอ
หลายท่านอาจสงสัยว่า อะไรคือตัวที่ทำให้อาจารย์สุนัยเปลี่ยนภาพลักษณ์เดิมได้
คำตอบอยู่ที่ ตอนที่ไปถึงมัสยิดกรือแซะ พอดีกับเวลาละหมาดอัสรี (ตอนเย็น) ผมก็บอกอาจารย์ว่า อาจารย์เดินชมรอบๆ ไปก่อนนะครับ ผมขอไปร่วมละหมาดกับชาวบ้านในมัสยิดก่อน พอละหมาดเสร็จ ท่านก็ขอถ่ายรูปมัสยิด และถ่ายรูปกับชาวบ้านที่มาละหมาด ท่านเองก็เกรงๆ แต่ปรากฏว่า เมื่อถ่ายรูปกันด้านนอก ชาวบ้านก็บอกว่า จะไม่เข้าไปดูข้างในหรือ เชิญอาจารย์ไปถ่ายด้านในได้นะครับ อาจารย์เป็นงง แล้วท่านก็ได้ถ่ายภาพภายในอย่างเต็มอิ่ม
ผมเองเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของมัสยิดอย่างหนึ่งครับ คือ ภายในมัสยิดเปลี่ยนไปมากเลย มีการฉาบปูน มีการติดตั้งเพดาน (สวยมาก) และตกแด่งฝาผนังด้วยไม้ฉลุ สวยแต่ผมไม่ชอบครับ ผมอยากเห็นแบบดั่งเดิมมากกว่า
เมื่อไปถึงมัสยิดรายอปัตตานี เราก็เดินเข้าไปด้านในมัสยิด บังเอิญว่า ได้เจอกับท่านอีหมาม ปรากฏว่าท่านอีหมามก็ทำหน้าที่เป็นไกด์แนะนำมัสยิดโดยไม่ต้องร้องขอ ทำเอาอาจารย์สุนัยเป็นปลื้ม
คนส่วนใหญ่ไม่รู้จักมัสยิดแห่งนี้ครับ รู้จักแต่กรืแซะ ทั้งๆ ที่ทั้งสองมัสยิดนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานพอๆ กัน
อาจารย์สุนัยคุยกับผมว่า คนมุสลิมในสามจังหวัดเป็นมิตรกับทุกคน นั่นคือข้อสรุปของท่าน ท่านว่า บางทีภาพเหล่านี้เกิดขึ้นจากการนำเสนอข่าวความรุนแรงของสื่อมวลชน แต่ไม่ได้สร้างความสมดุลกับความเป็นจริงอีกด้านหนึ่ง
ยินดีครับที่ได้นำเสนอภาพอีกด้านหนึ่งของสามจังหวัดให้กับคนจากส่วนกลาง
ออ. อาจารย์สุนัยบอกผมว่า ได้ข้อมูลใหม่ๆ เยอะมาจากการเป็นไกด์ของผม ฮาฮาฮา ผมก็อยากจะบอกอาจารย์ว่า นี้เป็นครั้งแรกที่ผมเป็นไกด์นำเที่ยวในยุคที่พื้นที่กำลังเป็นสีแดง
ขอบคุณครับ อ.ขจิต ผมแก้ไขแล้วครับ (ผิดพลาดเป็นเรื่องปกติ)
ผมตั้งใจจะเข้าภาพมานำเสนอด้วย ปรากฏไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับไฟล์ภาพของผมในเครื่อง มีแต่ไฟล์ไม่มีรูป
แวะเข้ามาอ่านและทักทายค่ะ
ส่วนตัวลงใต้สุดแค่กระบี่ ภูเก็ต ระนอง ถ้าได้มีโอกาสลงไปแถวนั้นบ้างคงดี เอ่อ หวังว่าจะปลอดภัยนะคะ
สวัสดีครับคุณ
ยินดีที่ได้รู้จักครับ ภาคใต้สำหรับผมเหลืออีก สองถึงสามจังหวัด เท่านั้นเองครับที่ยังไม่ได้ไป