วันนี้(6กุมภาพันธ์2549)เป็นการจัดกิจกรรมธรรมานามัยครั้งที่ 3 รุ่นที่ 3 ของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลบ้านตาก โดยครั้งแรกปีแรกมีคุณกำพล ทองบุญนุ่ม ผู้ที่กายพิการแต่ใจแข็งแกร่ง มาเป็นวิทยากร ปีที่สองมีท่านรองเจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี มาเป็นวิทยากรฝึกปฏิบัติหลักกายไหว ใจนิ่ง  พอมาปีนี้เป็นปีที่ 3 จัด 3 รุ่นๆละ 1 วัน  เพื่อให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและสถานีอนามัยสามารถผลัดทยอยกันเข้าร่วมกิจกรรมได้ โดยเชิญ รศ. ดร. ดาราวรรณ ต๊ะปินตา อาจารย์พยาบาลจิตเวชจากคณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาเป็นวิทยากร ในประเด็นตามล่าหาความสุข

             วันนี้ ผมอยู่โรงพยาบาลจึงได้เป็นผู้กล่าวเปิด โดยผมได้พยายามโน้มน้าวเข้าสู่ประเด็นสำคัญที่อาจารย์จะมาช่วยเราตามล่าหาความสุข หลายคนใจไม่ได้อยู่กับตัวเอง ใจไปอยู่กับคนอื่น สิ่งอื่น เช่นใจอยู่กับสามีหรือภรรยาหรือแฟน บางคนใจอยู่กับรถยนต์ บางคนใจอยู่กับเครื่องประดับ เป็นต้น ทำให้ไม่สามารถหาความสุขที่แท้จริงได้ หากเราดึงใจกลับมาอยู่กับตัวเอง แล้วมองหาความสุขที่ใจตนเอง เราก็จะได้ความสุขที่แท้จริง ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ใจตัวเอง สุขก็อยู่ที่ใจ ทุกข์ก็อยู่ที่ใจ  ถ้าใจมองทางบวกใจก็เป็นสุข ถ้าใจมองทางลบใจก็เป็นทุกข์ และผมได้ยกตัวอย่างจากคำพูดของไอน์สไตน์ที่ว่า คนเราเกิดมาในโลกนี้สามารถเลือกการดำรงชีวิตอยู่ได้ 2 ลักษณะคือทางหนึ่งมองว่าทุกสิ่งที่ผ่านมาในชีวิตไม่ได้เรื่องเลย โหลยโท่ยไปหมด กับอีกทางหนึ่งมองว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาในชีวิตล้วนเป็นสิ่งมหัศจรรย์

               หลายคนที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมนี้ทั้งสามรุ่นบอกว่าดีมาก ทำให้ใจเป็นสุขขึ้น ในการจัดกิจกรรมเหล่านี้เป็นการจัดของทีมบริหารทรัพยากรมนุษย์ของโรงพยาบาล เพื่อพัฒนาให้คนเป็นสินทรัพย์ขององค์การ โดยทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การได้มาจากสมรรถนะของคนกับความมุ่งมั่นของคนในองค์การ หากจะให้องค์การพัฒนาได้ดีก็ต้องทำให้คนในองค์การมี 2 สิ่งนี้ ในเรื่องสมรรถนะเราจะมีกิจกรรมทำกันมากแต่ในเรื่องความมุ่งมั่นหรือเรื่องของใจ อาจจะทำกันน้อย   การทำกิจกรรมนี้จะทำให้คนในองค์การมีใจที่เป็นสุข ทำให้เกิดสมาธิ เกิดความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาองค์การได้ดี

                ต้องอย่าลืมว่า Intelectual capital =  Competency x Commitment หรือต้องมีทั้งรู้และมุ่งมั่น หรือ เก่งและเต็มใจทำ ด้วย