การแปรรูปการไฟฟ้าที่เป็นรัฐวิสาหกิจในประเทศกำลังพัฒนาดังกล่าว ล้วนมีสูตรสำเร็จรูปที่เหมือนกันและมีแก่นแท้ที่สำคัญประการเดียว ได้แก่ ทำอย่างไร จะให้การไฟฟ้าของรัฐ แปรสภาพเป็นบริษัทธุรกิจให้ได้ในขั้นต้น <p>โดยนำเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ และจดทะเบียนแปลงสภาพเป็นบริษัทมหาชนก่อนอื่นใด เพื่อบริษัทจะมีฐานะและสิทธิด้านการบริหารจัดการในรูปบริษัทเอกชนอย่างเป็นอิสระ และหลุดพ้นจากกฎหมายรัฐวิสาหกิจควบคุม ดังนั้น สำหรับบริษัทใหม่นี้ ไม่ว่ารัฐบาลจะเป็นผู้ถือหุ้นส่วนมากหรือน้อยแค่ไหน หรือเพียงแค่ให้เอกชนเข้าร่วมทุนถือหุ้นแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ แต่หลังจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว ก็ถือว่า การไฟฟ้าได้เปลี่ยนเป็นบริษัทธุรกิจไปเรียบร้อยแล้ว </p>

ตัวอย่างเช่น ประเทศฟิลิปปินส์ ได้แปรรูปการไฟฟ้าเป็นบริษัท เรียกว่า บริษัทการไฟฟ้าแห่งชาติ(National Power Corp. - Napocor) อินโดนีเซียแปรรูปเป็นบริษัทกิจการไฟฟ้าสาธารณูปโภค(PT Perusahaan Listrik Negara-PLN) ประเทศอังกฤษ แปรรูปคณะกรรมการการผลิตไฟฟ้าแห่งชาติ(Central Electricity Generating Board-CEGB)และคณะกรรมการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(Regional Electricity Boards)ไปให้บริษัทธุรกิจเอกชนทั้งหมด แต่รัฐบาลอังกฤษได้ป้องกันปัญหาบริษัทธุรกิจเอาเปรียบประชาชน โดยออกพระราชบัญญัติการสาธารณูปโภค(Utilities Act) เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค กำหนดข้อบังคับใหม่ในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้พลังงานหมุนเวียน รวบรวมผู้ดูแลก๊าซและไฟฟ้า(OFGEM)เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งแตกต่างกับประเทศกำลังพัฒนาในลาตินอเมริกา อาฟริกา และเอเชีย มักจะเน้นการแปรรูปไปในทางด้านธุรกิจหารายได้ เหตุนี้ หลังแปรรูปรัฐวิสาหกิจแล้ว จึงเกิดปัญหาผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประชาชน และปัญหาหนี้สินบริษัทใหม่พ่วงตามมาอย่างหนักหน่วง ดังนั้น การศึกษาการแปรรูปไฟฟ้าในแต่ละประเทศ จึงต้องศึกษาเงื่อนไขของสังคมประเทศที่เป็นจริง

สำหรับประเทศไทย รัฐบาล ดร.ทักษิณ ชินวัตร บอกความจริงด้านเดียวแก่ประชาชนว่า ไม่ได้แปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หากแต่เป็นการกระจายหุ้นให้แก่ประชาชนในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ได้ขายชาติ หากแต่ยินยอมให้ต่างชาติเข้าถือหุ้นได้เพียง ๔๙ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนใหญ่ยังคงเป็นของรัฐอยู่ พร้อมกับยืนกรานกระต่ายขาเดียวว่า จะดำเนินการเอากฟฝ.เข้าตลาดหุ้นอย่างแน่นอน ซึ่งแสดงให้เห็นเจตนาของท่านผู้นำอย่างเด่นชัด คือ แปรรูปกฟฝ.เป็นบริษัทอย่างแน่นอนในไม่กี่วันนี้ก็จะนำเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์

แต่สัจจะความจริงที่เห็นเด่นชัดจากหนังสือบริคณห์สนธิ เผยนัยะว่า รัฐบาลไม่มีอำนาจยาวนาน มีแค่อำนาจชั่วคราวเท่านั้น เพราะหลังจากจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนเรียบร้อยแล้ว อำนาจการบริหารจัดการทั้งหมดจะตกเป็นของบริษัททันที ดังนั้น ปัญหาใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ก็คือ คณะกรรมการบริษัทกฟฝ.ใหม่มีอิสระ จะดำเนินการบริษัทอย่างไรก็ได้ และจะปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีหรือไม่ เป็นสิทธิของคณะกรรมการบริษัท ซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จทางธุรกิจ ดังจะเห็นได้จากข้อบังคับบริษัท กฟฝ.จำกัด ระบุว่า

หลังจากจดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว บริษัทกฟฝ.จำกัดมิใช่อยู่ในอำนาจของรัฐบาล หากอยู่ภายใต้ “บทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชน จำกัด และกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์”(ข้อบังคับที่ ๓ หมวดทั่วไป)

ส่วนในเรื่องอำนาจเบ็ดเสร็จในการดำเนินกิจการของคณะกรรมการและกรรมการนั้น จะเป็นอิสระจากคำสั่งของนักการเมืองหรือรัฐ แม้ว่าในช่วงแรกรัฐจะถือหุ้นส่วนใหญ่ มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการ หรือมี อำนาจทางอ้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลย่อมเกิดขึ้นได้ก็ตาม แต่ถ้าสมมติค่าไฟฟ้าขึ้นราคาสูงมากจนประชาชนเดือดร้อน และชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหา สิ่งที่ขัดแย้งในทางปฏิบัติ ได้แก่ รัฐบาลจะมีคำสั่งให้คณะกรรมการทำตามได้หรือไม่ และในอนาคต เนื่องจากกรรมการชุดต่อๆไป ขึ้นอยู่กับที่ประชุมผู้ถือหุ้นแต่งตั้ง และมีอำนาจเต็มรับใช้บริษัท รัฐบาลจะเอาอำนาจอะไรไปปลดออกหรือสั่งให้กรรมการออก เหตุนี้เราจะพบว่าอำนาจเบ็ดเสร็จและมีอิสระในการดำเนินธุรกิจของตน จึงเป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นว่า บริษัทกฟฝ.จำกัดได้ถูกแปรรูปออกจากอำนาจรัฐโดยนิตินัยไปแล้ว ดังจะเห็นได้จาก

ข้อบังคับที่ให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นแต่งตั้งบุคคลเพื่อเป็นคณะกรรมการบริษัท ซึ่งต้องปฎิบัติหน้าที่ และดำเนินธุรกิจของบริษัทให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ และข้อบังคับของบริษัท ตลอดจนมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้น ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของบริษัท และเพื่อผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น(ข้อบังคับ ๑๕) และการเป็นกรรมการยังเปิดให้ชาวต่างชาติเข้ามาบริหารงานได้ จากข้อบังคับว่าด้วยการตั้งถิ่นฐานกึ่งหนึ่งของกรรมการที่อยู่ในประเทศตามข้อบังคับที่๑๖

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อำนาจเบ็ดเสร็จที่สำคัญอย่างยิ่งในการแปลงสภาพบริษัทกฟฝ.จำกัด ให้กลายเป็นบริษัทธุรกิจการไฟฟ้าที่ผูกขาดและค้ากำไรสูงสุดในอนาคต ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ว่า สิ่งที่ดร.ทักษิณ ชินวัตร ออกมายืนยันว่า รัฐยังถือหุ้นส่วนใหญ่เอาไว้เพื่ออ้างว่าไม่ได้ขายการไฟฟ้าฯ เป็นเพียงกลยุทธชั่วคราว เป็นเพียงข้ออ้างในขั้นตอนแรกที่จะนำกฟฝ.เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่หลังจากนั้น บริษัทใหม่อาจจะเปลี่ยนสัดส่วนหุ้นของรัฐให้ลดลงเท่าใด เลิกล้มบริษัท หรือจะทำการให้เช่า ขายทรัพย์สินของรัฐเดิม หรือให้สัมปทาน และประกอบการอื่นใดที่เกี่ยวกับทรัพย์สินเดิม และเพิ่มหุ้นอย่างไรก็ได้ ดังระบุไว้ในข้อ ๕๑ วรรค (๒) ว่า

ในกรณีดังต่อไปนี้ ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากของผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า ๓ ใน ๔ของจำนวนเสียงทั้งหมด ของผู้ถือหุ้น ซึ่งมาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน

(ก)การขายหรือโอนกิจการของบริษัททั้งหมด หรือบางส่วนที่สำคัญให้แก่คนอื่น (เปิดช่องทางขายชาติเอาไว้อย่างชัดเจน หรืออาจยุบเลิกและ แปรสภาพกฟฝ. เพื่อเปิดเสรีการไฟฟ้า ตามที่สหรัฐอเมริกามักทำเป็นข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ -FTA)

(ข)การซื้อหรือรับโอนกิจการของบริษัทอื่นหรือบริษัทเอกชนมาเป็นของบริษัท (ค)การทำ แก้ไข หรือเลิกสัญญาเกี่ยวกับการให้เช่ากิจการของบริษัททั้งหมด หรือบางส่วนที่สำคัญ การมอบหมายให้บุคคลอื่นเข้าจัดการธุรกิจของบริษัท หรือการรวมกิจการกับบุคคลอื่น โดยมีวัตถุประสงค์จะแบ่งกำไรขาดทุนกัน (ง)การเลิกบริษัท(จ)การควบบริษัท (ฉ)การเพิ่มหรือลดทุนจดทะเบียนของบริษัท (ช)การแก้ไขเปลี่ยนแปลงหนังสือบริคณห์สนธิ หรือข้อบังคับของบริษัท (ซ)การออกและเสนอขายหุ้นกู้ (ญ)การมอบหมายให้บุคคลอื่น(นอกเหนือจากคณะกรรมการ) เข้าจัดการธุรกิจของบริษัท

นี่คือเจตนารมณ์ที่แฝงเร้นและใช้เป็นเงื่อนไขเอื้อให้รัฐบาลสามารถขายกฟฝ.ได้ย่างง่ายๆ รวมถึงการที่จะล้มเลิกกฟฝ.ได้อนาคต เพราะหลังจดทะเบียน คณะกรรมการชุดใหม่อาจคบคิดกับรัฐบาลดำเนินการได้ตามอำนาจที่มากมายของตน โดยอาศัยระเบียบข้อบังคับข้างต้น

ปัญหาที่น่าสงสัยอย่างยิ่ง ก็คือ กฟฝ.เป็นรัฐวิสาหกิจที่สำคัญอย่างยิ่ง ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่ประชาชนขาดไม่ได้ เพราะมีจำเป็นต่อชีวิตและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในทุกระดับ แต่ทำไม บริษัทใหม่จึงออกข้อบังคับนี้ออกมาในแง่ร้าย มีเจตนาที่จะแยกสลาย สร้างความอ่อนแอ และโน้มเอียงถึงขั้นเปิดโอกาสให้สามารถยุบเลิกบริษัทที่ตั้งใหม่ ทั้งที่ยังไม่ได้ดำเนินการ สอดคล้องกับที่รัฐบาลเห็นว่า กฟฝ.จะเล็กลงในการดำเนินธุรกิจไฟฟ้าในอนาคต และได้ดดำเนินการให้เอกชนเข้ามาสร้างโรงไฟฟ้าพิ่มขึ้น การไม่ยอมค้ำประกันเงินกู้ให้กฟผ.

โดยเฉพาะ บทเรียนที่ประชาชนไทยควรรับรู้ นั่นคือ ข้อตกลงการค้าเสรีแบบทวิภาคีของอเมริกากับหลายประเทศที่ผ่านมาแล้ว มีข้อหนึ่งของสัญญาที่สำคัญยิ่งคือ ตามสัญญาFTA ถ้าหากประเทศใดแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทมหาชน โดยเข้าตลาดหลักทรัพย์แล้ว ประเทศนั้นจะต้องยินยอมให้นายทุนข้ามชาติอเมริกันสามารถมีสิทธิซื้อหุ้น ขยายการเพิ่มหุ้น และเข้ามาร่วมลงทุน หรือมีเสรีภาพในการลงทุนในกิจการนั้นได้อย่างเต็มที่ ผลคาดว่านายทุนอเมริกาคาดว่าจะได้ประโยชน์มากมาย บรรษัทยักษ์ใหญ่ด้านการไฟฟ้าคงได้เฮที่จะมาลงทุนด้านกิจการไฟฟ้าขนานใหญ่ในประเทศไทย

ความจริง การตีความจากพระราชกฤษฎีกาและหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทกฟผ.อย่างละเอียดแล้ว เราจะพบความจริงว่า รัฐบาลไม่ได้ขายการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯให้เอกชนเลย หากแต่เป็นการยกสมบัติของชาติ สมบัติของประชาชนไทยให้บริษัทใหม่ทั้งหมด และบริษัทใหม่ก็จะอาศัยทุนจากประชาชนแสวงหากำไรสูงสุดขูดรีดประชาชน ด้วยราคาไฟฟ้าที่แพงขึ้นกว่าเดิม หรือดำเนินการเพิ่มทุนจากภาคเอกชนและต่างประเทศต่อไป

นี่เป็นตรรกะแห่งความละโมบ ๒ ชั้น คือเอาทุนของประชาชน ไปขูดรีดประชาชน ให้บริษัทมหาชนรวย ดังจะเห็นได้จากวัตถุประสงค์ข้อ ๒๒ของบริษัทใหม่ ได้แก่ “ประกอบธุรกิจและดำเนินการใดๆ เพื่อใช้ทรัพยากรบุคคล วัตถุดิบ วิทยาการ และทรัพย์สินของบริษัทเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด”

ขณะที่ไฟฟ้าและน้ำประปา เป็นบริการที่จำเป็นต่อชีวิต มีลักษณะผูกขาด เมื่อผนวกเข้ากับปรัชญาแสวงหากำไรสูงสุดของบริษัทแล้ว ชะตากรรมจากการขึ้นราคาไฟฟ้าในอนาคตจึงเป็นปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่พ้น

บทเรียนของประชาชนในหลายประเทศ ซึ่งประสบความเดือดร้อนจากการแปรรูปไฟฟ้าและน้ำประปามาแล้ว จะเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดว่า เมื่อเกิดปัญหาไฟฟ้าราคาแพง รัฐบาลก็ไม่สามารถแก้ไขได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไฟฟ้าของหลายประเทศ หลังแปรรูปเป็นบริษัทไปแล้ว มักขาดทุนอันเนื่องจาก เป็นแหล่งผลประโยชน์มหาศาลที่นักการเมืองและพรรคพวกรุมทึ้งในตลาดหุ้น เป็นเกมส์ของสงครามเศรษฐกิจในอุ้งมือนายทุนต่างชาติ และสัญญาที่ทำไว้เสียเปรียบ หรือเสียค่าโง่ให้กับบริษัทผลิตไฟฟ้าอิสระต่างประเทศ

การแปรรูปทางอ้อมหรือกระบวนการแห่งภัยพิบัติจากบริษัทไฟฟ้าอิสระ

การศึกษาถึงแก่นแท้ของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจประเภทไฟฟ้าและน้ำประปาในประเทศกำลังพัฒนา จะพบว่า วัตถุประสงค์สำคัญยิ่งก็คือ การแปรบทบาทหน้าที่การผลิตไฟฟ้าของแต่ละชาติไปเป็น โรงไฟฟ้าอิสระ หรือบริษัทไฟฟ้าอิสระของต่างชาติ (บางประเทศมีทุนชาติร่วมด้วย) โดยรัฐบาลแต่ละประเทศ หรือบริษัทไฟฟ้าของแต่ละประเทศทำสัญญาเปิดทางให้บริษัทเอกชนหรือบรรษัทข้ามชาติเข้าร่วมทำการผลิต ร่วมทุน และขายไฟฟ้าให้ประชาชน หรือทำสัญญาขายกระแสไฟฟ้าผ่านบริษัทที่แปรรูปมาจากรัฐวิสาหกิจ เช่น บริษัทกฟผ.จำกัด (มหาชน)ในอนาคต เป็นต้น

ตัวอย่างเช่น ประเทศฟิลิปปินส์ มีผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ ๔๒ บริษัท ในรัฐกุจราช(Gujarat) ประเทศอินเดีย มี๓บริษัท สำหรับประเทศไทยก็มีบริษัทไฟฟ้าอิสระก่อนแล้ว ได้แก่ บริษัทผลิตไฟฟ้าจำกัด(กฟผ.ได้ขายหุ้นให้เอกชนตามคำบัญชาของไอเอ็มเอฟ) บริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรี โฮลดิ้ง จำกัด บริษัทผลิตไฟฟ้าอิสระ(ประเทศไทย)จำกัด บริษัทไตรเอนเนอจี จำกัด บริษัท บ่อวิน เพาเวอร์ จำกัด บริษัทอีสเทิร์น เพาเวอร์ จำกัด และผู้ผลิตรายเล็กอื่นๆ จะพบหลักฐานว่าประเทศกำลังพัฒนาทั้งในอาฟริกา อเมริกากลาง อเมริกาใต้ ยุโรปตะวัน และเอเชีย รัฐบาลยินยอมให้บริษัทเอกชนเข้าไปผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ ๑๙๙๐ บริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระข้ามชาติจำนวนมากมาจากประเทศที่พัฒนาแล้วในยุโรปอเมริกา ปัจจุบันบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระกำลังตักตวงผลประโยชน์ทั่วทุกมุมโลก ด้วยสัญญาที่ได้เปรียบและประกันกำไรจากรัฐบาลประเทศต่างๆ

“ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระนำเสนอทางเลือกที่ดึงดูดใจ และทึกทักกันว่าเป็นการดึงดูดการลงทุน เพื่อทดแทนภาครัฐที่กำลังจะล้มละลาย เป็นการยอมให้ภาคธุรกิจเอกชนเข้าไปมีบทบาท โดยไม่มีการปรับแก้กฎหมายให้ครอบคลุมถึงอนาคต และเงื่อนไขการทำงานยังอยู่ในรูปของสัญญาข้อตกลง ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระจึงถือเสมือนหนึ่งเป็นการเปิดเสรี และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน”(Kate Bayliss,David Hall,2002.)

ความจริงนั้น รัฐบาลไทยได้พยายามแปรรูปกิจการด้านไฟฟ้ามาก่อนแล้ว ในรูปแบบของบริษัทไฟฟ้าอิสระดังกล่าว โดยลดบทบาทการผลิตของกฟผ.ให้น้อยลง ทั้งปกปิดมิให้ประชาชนรับรู้ หรือเข้าใจเพียงว่า กฟผ.เปิดให้มีบริษัทอิสระผลิตไฟฟ้าป้อน อย่างไรก็ดี ทิศทางในอนาคต ไทยจะมีปริมาณบริษัทไฟฟ้าอิสระเพิ่มมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากคำพูด นายกฯทักษิณ ชินวัตร ย้ำเสมอว่า กฟผ.จะเล็กลง ทั้งมีหนี้สินมากจนไม่สามารถจะขยายกิจการได้ สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังจะเปิดเสรีการผลิตไฟฟ้า เพื่อให้บรรษัททุนข้ามชาติมาลงทุน และนายทุนประเทศที่สนใจจะมาลงทุนบริษัทไฟฟ้าอิสระมากได้แก่อเมริกา เรื่องนี้อาจเกี่ยวพันกับการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกา- ไทย ซึ่งสหรัฐฯมักกำหนดสัญญาไว้ข้อหนึ่งว่า นายทุนอเมริกันจะต้องมีสิทธิในการลงทุนด้านไฟฟ้าเสรี ดังได้กล่าวมาแล้ว

นายทุนอเมริกันเฝ้ารอคอยการแ ปรรูปรัฐวิสาหกิจไทยมานาน เนื่องจากกระแสการคัดค้านไอเอ็มเอฟของนักวิชาการและประชาชนสูงในช่วงก่อนหน้านี้เป็นอุปสรรคขัดขวาง แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป ประเทศไทยได้ออกกฎหมายที่เรียกกันว่า กฎหมายขายชาติ๑๑ ฉบับ เร่งรัดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นธุรกิจเอกชน และทบทวนกฎหมายล้มละลายตามคำเรียกร้องของเจ้าหนี้ต่างชาติ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯได้รายงานต่อสภาคองเกรสว่า “ การที่รัฐบาลไทยมุ่งมั่นที่จะปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจ และเร่งรัดการแปรรูปในภาคสาธารณะที่สำคัญ ได้แก่ พลังงาน การขนส่ง สาธารณูปโภค และการสื่อสาร ซึ่งจะเพิ่มพูนการแข่งขันและปลดปล่อยตลาดจากการควบคุม(ของรัฐ)ยิ่งขึ้น จะสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆให้แก่บริษัทของสหรัฐฯ”(Testimony of Ambassador Chariene Barshefsky,USTR,before the House Ways and Means Trade Subcommittee ,US Congress,Feb.24,1998)

ปัญหาความพยายามของสหรัฐฯ องค์กรการเงินระหว่างประเทศ และประเทศที่พัฒนาแล้ว ต้องการผลักดันให้แปรรูปรัฐวิสาหกิจในประเทศกำลังพัฒนานั้น ปัจจุบันนักคิดนักวิชาการทั้งในยุโรปและเอเชีย ต่างวิ จารณ์ว่า เป็นยุทธศาสตร์หนึ่งที่สหรัฐฯและบรรษัททุนข้ามชาติ ซึ่งมีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง ธนาคารโลก องค์การค้าระหว่างประเทศ และไอเอ็มเอฟ วางแผนเพื่อทำลายความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งเดิมมีอำนาจรัฐ ทรัพยากร และต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า เป็นปัจจัยสำคัญทำให้เศรษฐกิจขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะความอุดมสมบูรณ์ของประเทศในเอเชีย มีหลายประเทศกำลังพัฒนาสู่สิ่งที่เรียกว่า ประเทศอุตสาหกรรมใหม่(Newly Industrializing Countries-NICs)

ในบรรดาการปรับโครงสร้างทั้งหมด หัวใจสำคัญของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ได้แก่ การแปรรูปน้ำ น้ำประปา และไฟฟ้า ไปเป็นบริษัท จะนำไปสู่ความล่มสลายทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น รวมไปถึงการขึ้นราคาน้ำและไฟฟ้าที่ผูกขาดหลายครั้ง จะทำให้ประเทศพัฒนาต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพสูงมาก จนหมดสิ้นสภาพในการแข่งขันเสรีทางการค้าไปดดยปริยาย ดังนั้น เจตจำนงที่ธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ และบรรษัททุนข้ามชาติต้องการอย่างยิ่ง ย่อมหลีกไม่พ้นการแปรรูปน้ำและไฟฟ้านั่นเอง เพราะผลที่ตามมา ประเทศที่แปรรูปน้ำและไฟฟ้าจักต้องตกอยู่ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจดักดาน และกลายเป็นอาณานิคมทางเศรษฐกิจไปในที่สุด

กระบวนการแปรรูปไฟฟ้า ขั้นตอนและหายนภัยแห่งอนาคต

การแปรรูปไฟฟ้าของไทยที่รัฐบาล ดร.ทักษิณ ชินวัตรกำลังดำเนินการ เมื่อศึกษาเปรียบเทียบกับบรรดาประเทศในลาตินอเมริกา ยุโรปเหนือ อาฟริกา และเอเชีย จะพบขั้นตอนและกระบวนการแปรรูปมิได้แตกต่างไปจากประเทศกำลังพัฒนาอื่นเลย ดังต่อไปนี้

๑.แปรรูปการไฟฟ้าการผลิตของแต่ละประเทศ เป็นบริษัทธุรกิจ เพื่อให้หลุดพ้นจากกฎหมายรัฐวิสาหกิจที่ให้ความสำคัญในการคุ้มครองกิจการของรัฐ และการบริการประชาชน เข้าสู่การดำเนินธุรกิจที่ค้ากำไรสูงสุด บริษัทที่จัดตั้งใหม่มีบทบาท หน้าที่ และอำนาจในเบ็ดเสร็จในตัวเองในการประกอบการ การให้เช่า ซื้อขายทรัพย์สิน การบริหารจัดการ การร่วมทุน เพิ่มทุนในตลาดหุ้น สัมปทาน บางประเทศยังออกกฎหมายให้อำนาจและฐานะความเป็นเจ้าของทรัพย์สิน รวมถึงสิทธิพิเศษเช่นเดียวกับรัฐวิสาหกิจ

กฟผ.ที่เป็นบริษัทใหม่ จะทำหน้าที่รับซื้อไฟฟ้าส่วนหนึ่งจากบริษัทไฟฟ้าอิสระ ในราคาประกันกำไรไว้แล้วเป็นเวลานาน อีกทั้งการปรับการให้เงินกู้ขององค์กรการเงินระหว่างประเทศ เป็นการปรับโครงสร้าง รัฐบาลที่สมยอมกับต่างชาติ จึงไม่อาจคิดหาเงินกู้รูปแบบอื่นได้

๒.การเปิดโอกาสสนับสนุนบริษัทไฟฟ้าอิสระ เข้าร่วมผลิต ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญยิ่งที่จะมีผลกระทบต่อราคาไฟฟ้าสูงขึ้น และผูกขาดราคาไฟฟ้าในอนาคต เนื่องจาก การขยายตัวทางเศรษฐกิจและจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลต้องลงทุนในการสร้างเครื่องจักร หรือเขื่อน รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์อื่นๆ เพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา ขณะที่รัฐบาลไม่สามารถที่จะกู้เงินเป็นโครงการทีละมากๆจากองค์กรการเงินระหว่างประเทศมาลงทุนได้เฉพาะกิจเช่นเดิม เพราะธนาคารโลกหรือไอเอ็มเอฟหันมาใช้การให้เงินกู้เพื่อปรับโครงสร้าง มาเป็นเครื่องมือบีบหรือเงื่อนไขบีบรัฐบาล จำเป็นต้องเปิดช่องให้ บริษัทไฟฟ้าอิสระทำการผลิต หรือสร้างระบบผลิตไฟฟ้าเสรีของภาคเอกชนขึ้น ประเทศที่ไม่มีเงินลงทุนจำต้องยอมสยบต่อคำบงการของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และยินยอมกลายเป็นเบี้ยล่างแห่งการยึดครองทางเศรษฐกิจในอนาคต

บริษัทไฟฟ้าอิสระจักต้องเข้ามาทำการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างแน่นอนอีก ๕๐ % ดัชนีตัวนี้ชี้วัดดถึงอันตรายและภัยพิบัติของเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างยิ่ง เพราะบทเรียนจากหลายประเทศ เมื่อบริษัทไฟฟ้าอิสระของต่างชาติเข้ามา และเพิ่มปริมาณมากขึ้นระดับหนึ่ง บริมาณที่เพิ่มจำนวนโรงไฟฟ้ามากขึ้นของบรรษัทต่างชาติจึงเป็นพลังในการต่อรอง และกำหนดราคาไฟฟ้าตามที่พวกเขาต้ องการ รัฐบาลหรือคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นเพื่อควบคุมดูแลค่าไฟฟ้า ย่อมจัดการอะไรไม่ได้ดังเช่นนายกฯทักษิณอวดอ้างหรือคิดฝัน อีกทั้งการเติบใหญ่ของบริษัทไฟฟ้าอิสระ(ต่างชาติ)จะนำไปสู่การผูกขาดไฟฟ้า และราคาสูง ผลจะทำให้ค่าครองชีพและสินค้าขึ้นราคาครั้งแล้วครั้งเล่า ชีวิตประชาชนยากจนเพิ่มขึ้นและนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจที่แก้ไขได้ยาก เช่น อาร์เยนตินา บราซิล อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

การแปรรูปไฟฟ้าในฟิลิปปินส์ โดยเปิดโอกาสให้โรงไฟฟ้าอิสระ ๔๒ รายลงทุนทำการผลิตป้อนบริษัทไฟฟ้าแห่งชาติ(Napocor) ซึ่งจะคล้าย บริษัทกฟผ.จำกัด(มหาชน)ในอนาคต ในสัญญาที่ให้ไว้ในสมัยประธานาธิบดีรามอสกับบริษัทไฟฟ้าอิสระ ทำให้เกิดปัญหาบริษัทไฟฟ้าอิสระได้สูบเลือดจากNapocor เพราะ ค่าใช้จ่ายการผลิตไฟฟ้าของบริษัทไฟฟ้าอิสระในปีค.ศ.๑๙๙๖ เฉลี่ย ๗๖ ดอลลาร์สหรัฐฯต่อ MWh เมื่อเปรียบเทียบกับสาธารณูปโภคของรัฐที่มีค่าใช้จ่ายเพียง ๕๗ ดอลลาร์ ดังนั้นNapocorต้องจ่ายเงินให้กับผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระไปถึง ๕๑,๐๐๐ล้านเปโซในระหว่างปี๑๙๙๙ ซึ่ง เท่ากับ ๖๐%ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดของNapocor ซึในที่สุด นาโปคอร์ก็ต้องกู้ต่างประเทศ ๑๒,๐๐๐ล้านเปโซ เพื่อจ่ายให้แก่ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ สาเหตุเนื่องจากรายได้Napocorไม่พอเพียง

ในอินโดนีเซีย ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ ทำให้บริษัทกิจการไฟฟ้าสาธารณูปโภคของรัฐ(PLN)ประกาศผลการดำเนินงานที่ขาดทุนเพิ่มขึ้น ๑๒ เท่าในครึ่งปีแรกของ ค.ศ.๒๐๐๐ การขาดทุนนี้เกิดขึ้นในขณะรายได้เพิ่มขึ้นกว่า ๓๐% จากรายได้ช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะปัญหาค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งแกร่ง (แต่รูเปียะผันผวนอ่อนค่า)เป็นสาเหตุหลักของค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในการผลิตของบริษัทไฟฟ้าอิสระ ฝ่ายบริษัทPLNต้องซื้อไฟในราคาเฉลี่ย ๕.๕ เซ็นต์(ดอลลาร์สหรัฐฯ) หรือประมาณ ๔๕๓ รูเปียะต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ขณะที่ขายให้กับประชาชนที่ราคาเฉลี่ย ๒๕๐ รูเปียะ บริษัทPLN ต้องแบกหนี้ที่ตัวเองไม่ได้ก่อเกือบ ๑,๐๐๐ล้านดอลลาร์ต่อปี

ในสาธารณรัฐโดมินิกัน เมื่อไฟฟ้าขึ้นราคา ๕๑% จากสาเหตุการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ผลทำให้ผู้บริโภคต้องทนทุกข์แสนสาหัส และธุรกิจการขายส่งทางตอนเหนือประเทศต้องระงับการจ่ายค่าไฟฟ้าเพื่อคัดค้าน แต่เมื่อบริษัทอิสระดับไฟ เป็นเวลากว่า ๒๐ ชั่วโมง ในที่สุดรัฐบาลโดมินิกันก็ต้องเจรจาดูดซับเอาค่าไฟที่บริษัทขึ้นไว้ ๔๒ % และให้ผู้บริโภครับผิดชอบแค่๙%

การจ่ายเงินชดเชยแทนนี้ รัฐบาลโดมินิกันต้องจ่ายเงินราว ๕ ล้านดอลลาร์ทุกเดือน จนกระทั่งในเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๓ การไฟฟ้าของรัฐ(CDE)มีหนี้สะสมที่ต้องจ่ายให้บริษัทผลิตไฟฟ้าเอกชนกว่า ๑๓๕ ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายหลังหนี้ค้างชำระสูงขึ้น ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ(ซึ่งผลิตไฟฟ้าเพียง ๔๐%ของกระแสไฟฟ้าทั้งประเทศ)ก็ตัดไฟฟ้า สถานการณ์ไม่มีไฟฟ้าใช้นานถึง๒๔ ชั่วโมง ส่งผลให้ธุรกิจ โรงเรียน และโรงพยาบาลกระเทือนอย่างหนัก(Kate Bayliss,David Hall,รายงานของPSIRUเรื่องผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ:บทเรียนการแปรรูป,2002)

นี่เป็นเพียงบทเรียนเพียงน้อยนิดจากตัวอย่างบางประเทศ ซึ่งเดินไปในวิถีการแปรรูปไฟฟ้าของชาติ โดยให้บทบาทการผลิตไปตกอยู่กับบริษัทไฟฟ้าอิสระที่เพิ่มปริมาณมากขึ้น ตามแนวคิดธุรกิจไฟฟ้าเสรีที่ธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟต้องการให้ประเทศกำลังพัฒนาปรับโครงสร้าง อันจะนำไปสู่หายนะของเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ จนรัฐบาลต้องเข้าไปแบกรับค่าไฟที่แพงขึ้นแทน เพราะหากรัฐบาลผลักราคาไฟฟ้าที่บริษัทอิสระกำหนดขายไปให้ประชาชนทั้งหมด การพังทลายทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้านก็จะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันทีในประเทศนั้นๆ

ทิศทางการแปรรูปกฟผ.ของไทย กำลังเดินไปตามสูตรเช่นนี้ คือรัฐบาลดร.ทักษิณ ชินวัตร จะมุ่งไปเพิ่มบทบาทและอำนาจการผลิตแก่บริษัทไฟฟ้าอิสระถึง ๕๐% ส่อชี้ให้เห็นเส้นทางที่เดินไปสู่หายนะหรือการขาดทุนของกฟผ.ในอนาคต บทเรียนจากสาธารณรัฐโดมินิกันที่บริษัทไฟฟ้าอิสระมีกำลังผลิตแค่ ๔๐% เทศ บริษัทก็กำรัฐบาลเอาไว้ในกำมือได้เรียบร้อยโรงเรียนนายทุนต่างชาติ คือบทเรียนที่อาจจะเกิดขึ้นในไทย

 

หลายประเทศได้สรุปการแปรรูปไฟฟ้าของรัฐเป็นบริษัทเอกชนว่า คือจุดจบการให้บริการขั้นพื้นฐานที่จำเป็นแก่ชีวิตประชาชน

</font>