ยาเสพติด
| แฉนักโทษขาใหญ่บังคับสักรับเข้าแก๊งผวาติดเอดส์ |
| 16 พฤศจิกายน 2550 01:15 น. |
| แฉนักโทษขาใหญ่บังคับเด็กใหม่สักรับเข้าแก๊ง ผวาโรคติดเชื้อ-เอดส์ราชทัณฑ์เร่งหามาตรการป้องกันการสัก เหตุพ้นโทษออกไปสังคมไม่ยอมรับแถมเป็นสัญลักษณ์ของคนคุก นักจิตวิทยาชี้สักเพื่อให้ดูมีอำนาจ-พลังนอกจากการสักจะเป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่หลงใหลในศิลปะแขนงนี้แล้วบรรดาผู้ต้องขังในเรือนจำก็นิยมการสักมากเช่นเดียวกันแต่ในจำนวนนี้เป็นการบังคับข่มขู่จากนักโทษขาใหญ่ อุปกรณ์ก็ทำขึ้นเองใช้วนคนแล้วคนเล่า ทำให้ผู้ต้องขังเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อต่างๆประกอบกับเมื่อพ้นโทษออกมาแล้วไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมจนกรมราชทัณฑ์ต้องเร่งหามาตรการป้องกัน เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 15 พฤศจิกายน สำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย (สกว.)ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาด้านอาชญาวิทยา กรมราชทัณฑ์ จัดสัมมนาหัวข้อ "รอยสักผู้ต้องขัง...ปัญหาในการปรับตัวและการยอมรับจากสังคม" ณ รร.ริชมอนด์เพื่อหามาตรการป้องกันการสักในเรือนจำให้ผู้ต้องขังที่พ้นโทษออกไปปรับตัวเข้ากับสังคมได้ ป้องกันหวนกลับมาเป็นนักโทษอีก น.ส.ปรียาภรณ์ ศรีมงคล รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่ากรมราชทัณฑ์รู้สึกเป็นห่วงปัญหาที่ตามมาจากการสัก เพราะอุปกรณ์ที่นำมาสักไม่สะอาดทำให้เกิดโรคติดเชื้อต่างๆ โดยเฉพาะโรคเอดส์ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าป้องกันยากเนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ ไม่อาจดูแลได้ทั่วถึง ประกอบกับอุปกรณ์ในการสักเช่น เข็ม น้ำหมึก ผู้ต้องขังสามารถซุกซ่อนมาจากการฝึกอาชีพหรือไม่ก็ลักลอบให้ญาตินำมาให้ โดยเจ้าหน้าที่ตรวจไม่พบนอกจากปัญหาการติดโรคแล้วเวลาพ้นโทษออกไป ผู้ต้องขังส่วนใหญ่มีฐานะยากจนเมื่อสังคมไม่ยอมรับก็ไม่สามารถลบรอยสักได้ เนื่องจากต้องใช้เงินค่อนข้างสูงเป็นเหตุให้รอยสักติดตัวไปตลอด กลายเป็นสัญลักษณ์ของคนที่เคยติดคุกไป ด้าน น.ส.บุศรา เพชรประเสริฐ ตัวแทนจากกรมสุขภาพจิต กล่าวว่าปัญหาผู้ต้องขังสักกันมากมีสาเหตุมาจากเกิดความกดดันทางจิตใจเมื่อเข้าไปอยู่ในเรือนจำเกรงจะเข้ากับผู้ต้องขังรายอื่นๆ ที่อยู่มาก่อนไม่ได้อีกสาเหตุเกิดจากขาดความเชื่อมั่นในตัวเองที่ต้องสักก็เพื่อให้ดูมีอำนาจและพลังมากกว่าเดิม "คม ชัด ลึก" ได้รับการเปิดเผยจากนายเก่ง (นามสมมติ) วัย 25 ปีอดีตผู้ต้องขังคดียาเสพติดว่า เข็มสักจะเป็นเข็มเย็บผ้าธรรมดา ฆ่าเชื้อด้วยการเผาไฟซึ่งขณะนั้นยังไม่นึกกลัวโรคที่จะตามมาเพราะเห็นว่ารอยสักจะช่วยให้ดูน่าเกรงขามในหมู่นักโทษมากขึ้นประกอบกับคึกคะนองตามประสาวัยรุ่น ตลอดจนลดความเบื่อที่ต้องถูกคุมขัง อย่างไรก็ตามมีนักโทษหน้าใหม่หลายรายเช่นกันที่ถูกขาใหญ่บังคับสัก เพื่อรับเข้าเป็นสมาชิกในแก๊ง "นักโทษที่เข้ามาใหม่ดูท่าทางเรียบร้อย ไม่ค่อยทันโลกเท่าไรนักโทษขาใหญ่ก็จะบังคับให้มาเป็นลูกน้องโดยจะสักเป็นสัญลักษณ์บริเวณข้อเท้าหรือไม่ก็ข้อมือ" นายเก่ง กล่าว ถึงวันนี้เมื่อเก่งพ้นโทษออกมาใช้ชีวิตในสังคมเขาเริ่มมีความคิดที่จะลบรอยสักเหล่านี้ออกโดยเก่งให้เหตุผลว่ามันทำให้ไม่มีความน่าเชื่อถือหลายคนมองด้วยความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ หรือถึงขั้นมองเป็นอาชญากรไปเลยเก่งบอกว่าครั้งหนึ่งเขาเคยไปสมัครงานช่วงปิดภาคเรียนกับเพื่อนที่ไม่มีรอยสักปรากฏว่าเพื่อนได้ทำงาน ซึ่งตรงกันข้ามกับเขาทุกวันนี้เวลาออกไปนอกบ้านก็ต้องปกปิดรอยสักให้มิดชิดรู้สึกไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเป็นคนไม่ดี หากย้อนเวลากลับไปได้ก็คงไม่สัก ด้านนายแมน (นามสมมติ) วัย 22 ปี อดีตผู้ต้องขังคดียาเสพติดเช่นกัน เปิดเผยว่าก่อนติดคุกเคยชื่นชอบรอยสักมาก่อน แต่เนื่องจากค่าสักค่อนข้างแพงกระทั่งเข้าไปอยู่ในเรือนจำจึงให้นักโทษด้วยกันสักให้ ทุกคนเรียกว่าอาจารย์เพราะติดคุกมานานกว่าและมีฝีมือในการสัก โดยเสียค่าสักเป็นบุหรี่เพียงซองเดียวขณะสักยอมรับว่าเจ็บมากแต่ก็พอทนได้ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนแมนจะมีความคิดที่ต่างออกไปจากเก่งเนื่องจากเขาต้องการเก็บรอยสักนี้ไว้เป็นที่เตือนใจว่าครั้งหนึ่งตัวเองเคยทำความผิดจนต้องติดคุกมาแล้ว ทั้งนี้ จากงานวิทยานิพนธ์ของนางพิมพรรณ รัตนวิเชียร บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ซึ่งทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องรอยสักกับการประกอบอาชญากรรมของผู้ต้องขังพบว่ามีการพูดถึงการติดเชื้อจากการสักในเรือนจำโดยผู้ต้องขังถือเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการติดโรคต่างๆ เช่น โรคผิวหนังจากการสักแผลอักเสบ แผลเป็น หรือโรคติดเชื้อทางโลหิตอย่างไวรัสตับอักเสบบี และโรคเอดส์ซึ่งมีผู้ต้องขังติดเชื้อเอดส์จากการสักสูงถึง 105 คน จากจำนวนนักโทษที่สำรวจ 332 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 36 ซึ่งเป็นอัตราค่อนข้างสูง ผลการวิจัยยังชี้ด้วยว่า นอกจากปัญหาโรคติดเชื้อต่างๆ แล้วปัญหาการยอมรับทางสังคมก็เป็นอีกเรื่องที่ผู้ต้องขังประสบเมื่อออกไปใช้ชีวิตในสังคมภายนอกแล้วไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้สมัครงานหรือประกอบอาชีพไม่ได้ เนื่องจากมีรอยสักซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมโดยหลายคนมองว่าคนที่มีรอยสักเป็นบุคคลที่น่ากลัว และตราหน้าว่าเป็นคนขี้คุกทำให้นักโทษหลายรายเมื่อออกไปสู่สังคมภายนอกแล้วไม่รู้จะประกอบอาชีพอะไรจึงก่ออาชญากรรมจนต้องวนเวียนเข้าคุกอีกหลายๆ รอบ งานวิจัยชิ้นนี้ยังเปิดเผยข้อมูลการสัมภาษณ์นักโทษด้วยว่าครั้งแรกผลัดกันสักกับเพื่อนในกลุ่ม ก่อนจะพัฒนามาเป็นอาจารย์สักเมื่อฝีมือดีขึ้นโดยอุปกรณ์ที่ใช้จะหามาเอง เช่น หมึกลอตติ้งสีดำที่ผู้ต้องขังทำงานกองนอกรับจ้างลักลอบหิ้วเข้ามาใส่หลอดขาย 1 หลอดมีค่าเท่ากับบุหรี่ 1 ซองซึ่งการสักแต่ละครั้งจะใช้หมึก 2-3 หลอด ส่วนเข็มเย็บผ้าจะขายในราคา 10 เล่มต่อบุหรี่ 1 ซอง นอกจากนี้ จะใช้น้ำมันเจียวในซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแทน จากข้อมูลของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งสำรวจผู้ต้องขัง 10,544 คน พบนักโทษมีรอยสักมากถึง 5,311 คน คิดเป็นร้อยละ 50.36 ผู้ต้องขังที่มีรอยสักส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 10-29 ปี2,254 คน รองลงมาคือ 30-39 ปี 1,863 คน โดยเป็นการลักลอบสักจากในเรือนจำ 2,983 คนสักจากนอกเรือนจำ 1,878 คน สักจากทั้งในและนอกเรือนจำ 404 คน และไม่ทราบข้อมูลอีก 46 คน |