เพิ่งกลับมาจาก กทม. หลังจากไปตระเวน เสาะแสวงหาความรู้และความคิดมาขยายโลกน้อยๆ ให้ตัวเอง
เมื่อวาน วันสุดท้ายที่ขยายเวลากลับ ได้แวะไปปิดท้าย ปัจฉิมนิเทศน์ ของ trip นี้ ได้สิ่งดีๆ ที่ไม่เสียดายที่แอบทิ้งงานทางนี้ไปหลายวัน
ตอนเช้าแวะไป พบ อ.ปัท อีกรอบ นอกจากได้พูดคุยกันชัดเจนมากขึ้นถึงสิ่งที่อาจจะได้มีโอกาสได้รับความช่วยเหลือจากความรู้และประสบการณ์ของอาจารย์แล้ว ยังได้รับหนังสือดีๆ ที่ถูกใจมากอีก ๒ เล่ม
เล่มแรก เป็น รายงานวิจัยโครงการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาองค์กรการเงินชุมชน ของ อ.ภีม และคณะ ที่ อ.ภีม ฝาก อ.ปัทไว้ให้
อีกเล่ม เป็นหนังสือ "ก่อเกิด" คู่มือศึกษารากเหง้าชุมชน ที่ อ.ปัท คัดสรรมาให้ คงเห็นเราอยากรู้เรื่องนี้มากๆ
ขอบคุณมากค่ะ คิดว่าหนังสือทั้ง ๒ เล่มจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับการทำงานทางนี้ค่ะ
ช่วงบ่าย แอบแวะไปร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขการไร้สถานะทางกฎหมายและสิทธิของบุคคลในประเทศไทย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในวาระที่เชิญส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง อาทิ สปสช. สนง.ประกันสังคม กรมประกันภัย มาตอบข้อซักถามเกี่ยวกับสิทธิในการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพ / ประกันสังคม และประกันชีวิต ของคนที่ไม่มีสัญชาติไทย
ไม่ขอเล่ารายละเอียดว่าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องชี้แจงว่าอะไรบ้าง !?
แต่สรุปแล้ว เรากลับมาในพื้นที่แบบมั่นใจว่าตัดสินใจไม่ผิดที่จะให้ชาวบ้านเดินหน้า "พึ่งตนเอง" ก่อนเป็นดีที่สุด ด้วยการเริ่มงานกองทุนสวัสดิการชุมชนให้เป็นรูปธรรม โดยเรียนรู้ประสบการณ์ดีๆ จากที่ต่างๆ มาปรับใช้ในชุมชนของเรา
ส่วนเรื่องกฎหมายนโยบายก็คงไม่ทิ้ง และคงดีถ้าจะมารองรับหรือให้ครอบคลุมกับสิ่งที่ชุมชนทำกันอยู่
แต่จะให้ชาวบ้านนั่งรอคอยความเมตตาจากรัฐอย่างเดียว ก็ดูเหมือนเดินอยู่บนเส้นด้ายยังไงบอกไม่ถูก !!
ขอเป็นกำลังใจให้คุณ Pilgrim ค่ะ
เข้ามาทักทายและเป็นกำลังใจอย่างเคยค่ะ
ขอบคุณกำลังใจจากคุณจารุวรรณ และ อ.ปัท เช่นกันค่ะ
ในยุคที่ผู้ปกครองบ้านเมืองไม่ได้ปกครองบ้านเมืองโดยธรรมะ การหวังพึ่งรัฐ ก็คงลำบาก
เพิ่งไป "สวน" ผู้ยิ่งใหญ่ทางการเมืองว่า ทำไม่ถูกมา เธอก็คงพอรู้ มันจำเป็น เราเป็นพระสงฆ์แห่งความยุติธรรม พูดผิดธรรมะ จะเอาไว้ได้ไง
...........เบื่อว่ะเธอ
ฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอ อาจารย์แหววคงรู้ดีกว่าใคร จริงไหมคะ