èบาทแข็งโป๊กรอบ 3 เดือน 33.84 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ธปท.โบ้ยผู้ส่งออกแห่เทขายเงินเยน คาดสิ้นปีแตะ 33.20 บาทต่อดอลลาร์ หุ้นไทยดิ่งตามตลาดต่างประเทศ ร่วงอีก 13 จุด เหตุวิตกซับไพรม์ “ฉลองภพ” เชื่อเศรษฐกิจไทยยังโต 4.5%  ส่งออกเกินเป้าช่วยดัน ปลอบคนไทยอย่าตกใจน้ำมันแพง ฟุ้งยังรับมือได้ èค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าขึ้นหลังจากดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงต่ำสุดในรอบ 18 เดือนเมื่อเทียบเงินเยน โดยเงินบาทเปิดตลาดวันที่ 12 พฤศจิกายน 2550 ที่ระดับ 33-87-33.902 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หรือแข็งค่าสุดในรอบ 3 เดือน โดยปิดที่ 33.84-33.85 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ  และระหว่างวันแข็งค่าสุด  33.70  บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ  ขณะที่นักค้าเงินคาดว่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าไปทดสอบ ระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐèนางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตลาดการเงินและบริหารเงินสำรอง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นในวันที่ 12 พ.ย.ที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจากแรงเทขายเงินเยนของผู้ส่งออก เนื่องจากค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นมากเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ แต่ค่าเงินบาทยังเคลื่อนไหวเกาะกลุ่มกับค่าเงินภูมิภาค ส่วนการเพิ่มขึ้นของระดับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งล่าสุดยืนที่ระดับ 82,600 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นผลจากการตีมูลค่าสินทรัพย์ในตะกร้าทุนสำรองฯ ในรูปดอลลาร์สหรัฐ หลังจากค่าเงินสกุลอื่นเทียบดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้น ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2545  ธปท.ได้ใช้นโยบายลดสัดส่วนการสะสมเงินทุนสำรองฯ ในรูปของดอลลาร์สหรัฐèนายธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้บริหารตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ระบุว่า ค่าเงินบาทยังคงเคลื่อนไหวสอดคล้องกับสกุลในภูมิภาค โดยค่าเงินเยนปรับตัวแข็งค่าขึ้น 4%  ส่วนเงินบาทแข็งค่าขึ้นเพียง 0.50-1.00% เท่านั้น ขณะเดียวกัน มองว่าค่าเงินบาทยังเคลื่อนไหวในลักษณะแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง เพราะปัญหาอเมริกายังคงสร้างแรงกดดันต่อการดอลลาร์อ่อนค่าลง แต่เชื่อว่า ธปท.คงต้องเข้าไปดูแลค่าเงินบาทเพื่อดูแลผู้ประกอบการส่งออก และคาดว่าในสัปดาห์หน้าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง  33.70-33.75 บาทดอลลาร์สหรัฐ ส่วนสิ้นปีน่าจะแตะที่ระดับ 33.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ  สำหรับกรณีเงินทุนไหลของเงินทุนเพื่อซื้อหุ้นเพิ่มทุนของธนาคารทหารไทยนั้น นายธิติระบุว่า ไม่น่าจะสร้างแรงกดดันต่อการแข็งค่าเงินบาท  เนื่องจากมีมูลค่าไม่สูง ประมาณ 600 ล้านเหรียญสหรัฐèนางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธปท. ยืนยันว่า ธปท.ยังคงใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบมีการจัดการ เพื่อไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่าจนเกินไป ซึ่งกระทบต่อผู้ประกอบการส่งออก และใช้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 0-3.5% ในการกำหนดนโยบายการเงิน  ถ้าฟิกซ์เงินบาทก็ไม่รู้ว่าระดับไหนถึงจะเหมาะสม  ซึ่งก็เป็นไปไม่ได้ที่จะกำหนด ซึ่งอดีตเราก็เคยมีบทเรียนมาแล้ว” นางอมราระบุèนางอมรากล่าวอีกว่า การดูแลค่าเงินบาทจะทำให้ประเทศสูญเสียทรัพยากรอย่างมาก เนื่องจากเมื่อมีเงินบาทเข้าสู่ระบบมาก ธปท.ก็จำเป็นต้องดูดซับสภาพคล่องกลับออกมา แต่หากไม่ทำเงินเฟ้อในระบบก็จะสูงขึ้น èนายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รมว.คลัง ยังเชื่อว่า ไม่น่าจะมีปัญหาที่เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ถึง 4.5%  เนื่องจากคาดว่าการส่งออกทั้งปีจะขยายตัวได้สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 12.5% ส่วนในปี  2551  หากราคาน้ำมันไม่สูงจนบานปลาย และพอจะมีแนวโน้มลดลงบ้าง การลงทุนและการบริโภคก็น่าจะขยายตัวได้ดีขึ้น สามารถช่วยทดแทน
การส่งออกที่จะชะลอตัว โดยถ้าการส่งออกในปีหน้ายังขยายตัวได้เฉลี่ยกว่า
10% และปัจจัยภายนอก ทั้งเศรษฐกิจของสหรัฐที่คาดว่าจะชะลอตัวมากจากปัญหาซับไพรม์ รวมถึงราคาน้ำมัน ไม่ทำให้เศรษฐกิจถดถอยเมื่อเปรียบเทียบกับปีนี้ ซึ่งใช้เป็นปีฐานในการคำนวณที่เศรษฐกิจขยายตัวไม่สูง ก็มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยปีหน้าก็น่าจะขยายตัวได้เกิน 5%èรมว.คลังกล่าวว่า ในส่วนการปรับตัวเลขประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ก็ถือว่าเป็นเรื่องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ต้องพิจารณาปรับสมมติฐานที่มีการเปลี่ยนแปลงไป โดยเมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ก็จำเป็นต้องปรับสมมติฐานเป็นธรรมดา  ราคาน้ำมันก็แน่นอนว่า ถ้าสูงขึ้นไปมากก็จะมีผลกระทบทั่วทั้งโลก  ส่วนของไทย ขณะนี้อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ ก็ยังมีโอกาสที่จะรับมือได้ดีกว่าอีกหลายประเทศ เพราะบางประเทศที่อัตราเงินเฟ้อสูง การดำเนินนโยบายการเงินก็จะตึงตัว แต่ของเราอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่ประมาณ 1% ถือว่ายังมีโอกาสรับมือได้พอสมควร การดำเนินนโยบายการเงินอาจจะตึงตัวขึ้นบ้าง แต่คงไม่เร็วนัก” รมว.คลังกล่าวèนายฉลองภพกล่าวอีกว่า คนไทยไม่จำเป็นต้องตกใจกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในช่วงนี้ โดยยืนยันว่าจะไม่มีผลกระทบให้การดำเนินนโยบายการเงินการคลังต้องตึงตัวมากเกินไปอีกถึง 6 เดือนข้างหน้า เนื่องจากกรอบอัตราเงินเฟ้อมีเป้าหมายอยู่ที่ระดับ 0-3.5% ซึ่งอดีตไทยเคยมีอัตราเงินเฟ้อสูงถึง 6% แต่ขณะนี้ยังต่ำกว่า 3% จึงไม่น่าเป็นห่วงแต่อย่างใด เพียงแต่อาจจะต้องดูแลผู้ประกอบการที่อาจจะฉวยโอกาสจากภาวะน้ำมันแพง เพื่อปรับขึ้นราคาสินค้า  หากมองในแง่อุปสงค์การใช้น้ำมันที่มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่จากการที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว  จึงเชื่อว่าเมื่อคนคิดกันว่าเศรษฐกิจจะชะลอ ก็น่าจะมีผลทำให้ราคาน้ำมันไม่น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นระยะยาว” นายฉลองภพกล่าว ไทยโพสต์