ผมได้มีโอกาสไปวิทยากรหลัก ร่วมกับเพื่อนราชการและNGO ซึ่งทำหน้าที่จัดกระบวนการจัดทำนโยบายสาธารณะขององค์การส่วนบริหารจังหวัดพิจิตรในการมาประชุมครั้งนี้มีคนมาร่วมประชุม 300 กว่าท่าน ซึ่งมาจากผู้แทนอบต. เทศบาลทั้งจังหวัดแล้วก็แกนนำประชาชนทุกภาคส่วนและมีภาครัฐและมหาวิทยาลัย
ความเป็นมาของการสัมมนาครั้งนี้มีอยู่ว่า “ภายใต้กรอบการกระจายอำนาจ” รัฐบาลกลางต้องการให้ท้องถิ่นก็คือ อบจ.หรืออบต.ทั่วประเทศ มีความสามารถที่จะเรียนรู้ในการที่จะร่วมมือกับภาครัฐภาควิชาการและภาคประชาชน ทั้ง 3 ฝ่ายนี้ให้มาร่วมกันแก้ปัญหาของท้องถิ่นซึ่งในทางวิชาการแล้วส่วนกลางตั้งชื่อเครือข่ายเหล่านี้ว่า...ศูนย์ประสานงานเครือข่ายชุมชนท้องถิ่นเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกันหรือชื่อว่า “คลินิกเซ็นเตอร์”
ก่อนการสัมมนาครั้งนี้ผมได้มีโอกาสเข้าไปเตรียมการประชุมทีมงานร่วมกับอบจ. และเพื่อนราชการไม่ว่าจะมาจากสาธาณสุข กศน. พัฒนาชุมชน เทศบาลหรือว่ากระทรวงเกษตร เรามีคำถามว่า“เราจะทำอย่างไรให้ท้องถิ่นชุมชนภาครัฐมาร่วมมือกัน???” ที่ประชุมมีความเห็นว่า...การกำหนดวิเคราะห์ปัญหาทุกข์ของคนพิจิตรและตั้งเป้าหมายวิสัยทัศน์ร่วมกันประเด็นสำคัญที่จะให้ทุกฝ่ายมาร่วมมือกันได้ การจัดทำนโยบายของอบจ.นั้นซึ่งถือว่าเป็นประเด็นหลักนั้น
“...ถ้าไม่มีชุมชนหรือท้องถิ่นเข้าร่วมแล้วนโยบายคงจะปฎิบัติได้ยาก...!!!” ในทำนองเดียวกันถ้าหากภาคประชาชนสร้างนโยบายเอง แล้ว อบจ. อบต. เค้าไม่มาร่วมมือก็คงจะแก้ไขปัญหาไม่ได้เนื่องจากจะทำให้ขาดงบประมาณหรือแหล่งสนับสนุน ขนาดที่ภาครัฐมีวิชาการมีข้อมูลมาเสริมกับการแก้ไขปัญหาก็อาจจะขาดความจริงไป
เราตั้งจุดมุ่งหมายในการสัมมนาครั้งนี้ไว้ว่า...
นอกจากจะได้วิสัยทัศน์กำหนดร่วมกันแล้ว น่าจะได้เครือข่ายหรือกลไกลที่คนทำงานที่จะผลักดันกลไกไปสู่การปฎิบัติจริง เราได้ใช้เครื่องมือตัวหนึ่งที่เรียกว่าการกำหนดอนาคตร่วมกันโดยมีคำถามหลักว่าที่แล้วมาตนพิจิตรมีอดีตเป็นอย่างไรบ้าง? มีปัญหาแล้วเดือดร้อนอะไร? สภาพปัจจุบันเป็นเช่นไร? และอนาคตเราจะไปทิศทางไหน?ใน 5 ด้านไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้องเศรฐกิจ สังคมและการเมือง
หลังจากที่มีการเตรียมการซักซ้อมกับทีมงานเป็นอย่างดีแล้วเมื่อถึงวันที่ 19 กันยายน 2550 ในวันสัมมนาใหญ่งานนี้ท่าน“ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ดร.ปรีชา เรืองจันทร์” ก็ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดและให้ข้อคิดให้นโยบายและท่านนายกอบจ. ก็รับปากว่าในที่ประชุมแหล่งนี้ได้ผลสรุปเป็นเช่นไรแล้ว ก็อบจ.จะสนับสนุนเต็มที่โดยท่าน “ชาติชาย เจียมศรีพงษ์”
ผลการสัมมนาชัดเจนว่าพิจิตรนั้นอันดับ 1 เป็นปัญหาสังคมที่ขาดคุณธรรม ขาดความร่วมมือ ขาดความช่วยเหลือซึ่งกันและกันเศรษฐกิจเราซึ่งประสบปัญหาประชาชนมีหนี้สินเกือบหมื่นล้าน สุขภาพของเราย่ำแย่ มีสารเคมีป่วยเป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย สิ่งแวดล้อมก็เป็นแผ่นดินอาบยาพิษทางการเมืองก็ยังขัดแย้งยังไม่ได้มาร่วมมือเท่าที่ควร
วิสัยทัศน์ที่เรากำหนดร่วมกันก็คือว่าต่อนี้ไปจังหวัดพิจิตรจะทำอย่างไรให้ทิศทางทางสังคมที่มีคุณธรรมมีความเอื้ออาทรมีการช่วยเหลือซึ่งกันเป็นเศรฐกิจการเกษตรแบบธรรมชาติที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมไม่ทำลายสุขภาพและเป็นเศรษฐกิจที่ทุกคนสามารถอยู่ได้ไม่มีหนี้สินสุขภาพจะต้องดีขึ้น สิ่งแวดล้อมจะต้องฟื้นและการเมืองต้องร่วมมาสร้างสรรค์แก้ไขปัญหา
หลังจากได้วิสัยทัศน์แล้วเราให้แต่ละกลุ่มที่สนใจไม่ว่าจะเป็นผู้นำทั้งหลายจากท้องถิ่นหน่วยงานราชการได้แบ่งกลุ่มช่วยกันคิดว่าจะทำวิสัยทัศน์นี้ให้สำเร็จได้อย่างไร???? แล้วให้กำหนดตัวผู้รับผิดชอบว่ามีใครบ้างที่อาสามาปฎิบัติการเพื่อที่จะนำแผนนี้ไปปฎิบัติจริงก็ได้ข้อสรุปทั้งหมดมาเสนอกับท่านนายยกอบจ. นำเรื่องเหล่านี้ไปแปลงปฎิบัติต่อในราวๆ เดือนตุลาคม 2550
สำหรับผมแล้วการประชุมครั้งนี้บรรลุวัตถุประสงค์ได้วิสัยทัศน์ได้แผนที่ดี ได้เพื่อนได้ทีมงานที่เรียกว่า....กลไกลที่รับผิดชอบที่จะนำแผนนี้ไปแปลงสู่การปฎิบัติต่อไป
คำถามก็คือว่า....สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา...เป็นสิ่งที่จะให้คนพิจิตรมาคิดจากทุกข์ไปสู่สุขได้หรือไม่ ถ้าดูแล้วตอนนี้เรามีวิสัยทัศน์มีนโยบายนี่คือประเด็นหนึ่ง ประเด็นที่สองเราได้เครือข่ายทางสังคมที่พร้อมจะช่วยกันแก้ไขปัญหาประเด็นที่สามเราได้มหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งที่เป็นฐานที่จะมาช่วยเหลือสนับสนุนวิชาการ
สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาได้ตั้งขึ้นแล้วมีกลไกลที่จะพลักดันต่อเนื่องแล้วประเด็นอยู่ที่ว่าคนทั้ง 3 ฝ่ายนี้จะร่วมมือกันเคลื่อนสามเหลี่ยมนี้ไปสู่การปฎิบัติเพื่อไปสู่วิสัยทัศน์ที่คนพิจิตรช่วยกันสร้างได้หรือไม่อย่างไร ต่อไป?????
คงเป็นโอกาสที่ 3 ส่วนที่ทำงานเพื่อประชาชนร่วมมือกันอย่างจริงจังและเห็นผลงานร่วมกันทั้งท้องถิ่น ชุมชน และรัฐ เป็นความสำเร็จจริงของทุกคน สามารถลดช่องว่างการพัฒนาที่ไม่ตรงกับปัญหาที่แท้จริงได้ทางหนึ่ง
sasinanda
สวัสดีค่ะ
สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาได้ตั้งขึ้นแล้วที่พิจิตรขอเข้ามาแสดงความยินดีด้วยค่ะ กับ....
ซึ่งมี ส่วนประกอบของ 3 มุม คือความรู้ การมีส่วนร่วม และรัฐ
มาเอาใจช่วยค่ะ