คิดจะเปิดร้านค้าออนไลน์ / E-Commerce
ไม่ว่าง ไม่มีเวลา งานเยอะ รถติด เหล่านี้คือเหตุผลข้ออ้างที่สังคมคนเมืองในปัจจุบันใช้กัน เพราะด้วยเหตุผลดังกล่าวทุกคนไม่สามารถปฏิเสธได้ว่ามันคือเรื่องจริง แม้บางคนจะยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างก็ตาม
และจากเหตุผลดังกล่าวจึงมีส่วนผลักดันให้ธุรกิจ E-Commerce เติบโตขึ้นอย่างมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ใครบ้างที่อยากออกจากบ้านที่อยู่ฝั่งธนเพื่อขับรถไปซื้อซีดีอัลบั้มออกใหม่ของนักร้องเพลงโปรด
แผ่นเดียวที่สยามแล้วกลับ หรือใครบ้างที่อยากขึ้นรถเมล์จากบางนาเพื่อมาซื้อหนังสือคู่มือการสอบ Toefl ที่ศูนย์หนังสือจุฬาแล้วนั่งรถกลับ นอกจากคนที่หาเรื่องออกจากบ้านและมีจุดประสงค์อื่นมากกว่าการซื้อของ และเหตุผลเหล่านี้คือเหตุผลที่ทำให้ธุรกิจ E-Commerce เติบโตขึ้นอย่างมากมาย แต่สำหรับธุรกิจแบบ E-Commerce จริงๆ คงต้องมองไปถึงต้นแบบอย่าง Amazon.com (Business to Consumer) หรือถ้าเป็น Business to Business ก็อย่าง Alibaba.com เว็บไซด์ชื่อแขกแต่มีเจ้าของเป็นคนจีน หรือที่กำลังฮิตๆ อยู่ในปัจจุบันก็น่าจะเป็น eBay ที่ใครหลายๆ คงซื้อของกันมาแล้วบ้าง
เว็บไซด์ E-Commerce เต็มรูปแบบอย่าง Amazon, Alibaba, eBay หรืออื่นๆ อีกมากมายนั้น ถ้าจะลงทุนสร้างเว็บไซด์ประเภทนี้ขึ้นมา เห็นทีจะไม่แตกต่างจากการลงทุนแบบธุรกิจร้านค้าที่เห็นตามอาคารสำนักงานหรือห้างสรรพสินค้าทั่วไป เพราะธุรกิจแบบ E-Commerce นั้นแทนที่จะต้องเสียค่าตกแต่งหน้าร้านให้สวยงามก็หันมาตกแต่งเว็บไซด์ให้ดูดีไม่ซับซ้อน มีระบบป้องกันที่ดี ซึ่งไปๆ มาๆ เสียค่าใช้จ่ายพอๆ กับแบบเปิดร้านตามห้าง แต่ E-Commerce กลับได้ร้านค้าเสมือนขึ้นมาแทน ซึ่งสวนทางกลับรสนิยมและทัศนคติของนักช็อปชาวไทยอย่างแรง ที่ต้องเห็นของก่อนซื้อ ต่อรองก่อนจ่าย และไม่มั่นใจถ้าไม่เห็นหน้าเจ้าของร้าน ซึ่งเหล่านี้อาจจะเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ธุรกิจ E-Commerce ในบ้านเราไปไม่ถึงไหน นอกเหนือจาก Infrastructure ที่ยังไม่เพียงพอ ถึงแม้ว่าหลายๆ บ้านจะหันมาใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เล่นเน็ตกันทั้งวัน แต่ความมั่นใจในการซื้อสินค้าออนไลน์ก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายนักสำหรับคนไทย
อันที่จริงการซื้อของผ่านอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน มีวิธีการที่นิยมใช้กันโดยทั่วไปอยู่สองแบบคือแบบใช้บัตรเครดิต วิธีการคือเลือกสินค้าที่ต้องการ กรอกหมายเลขบัตรเครดิต กรอกที่อยู่ในการส่ง แล้วก็รอรับของ ซึ่งในการกรอกข้อมูลบัตรเครดิตแบบที่ถูกต้องนั้นคือทั้งผู้ซื้อและผู้ขายต้องมีการ Verify การซื้อขายแบบ E-Commerce เสียก่อน และต้องได้การรับรองจากสถาบันที่ให้บริการบัตรเครดิต เช่น Visa ด้วย ซึ่งวิธีนี้ในอเมริกาและยุโรปจะใช้กันอย่างแพร่หลาย ส่วนอีกวิธีหนึ่งในการช็อปออนไลน์คือการโอนเงินเข้าบัญชีผู้ขายโดยตรง ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมมากในบ้านเรา และเป็นวิธีที่หลอกกันได้ง่ายที่สุด เพียงโอนเงินเข้าบัญชีแล้วรอของมาส่ง ไม่มีหลักฐานในการตรวจสอบ วิธีนี้โกงกันมาแล้วนักต่อนัก ส่งของไม่ตรงกับในรูปบ้าง ผิดสเปคบ้าง ซึ่งหน่วยงานของรัฐคงทราบเรื่องนี้ดีจึงทำให้ในปัจจุบันถึงได้มีโฆษณาของกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ ที่บอกว่าถ้าต้องการความปลอดภัยในการซื้อสินค้าและความน่าเชื่อถือของร้านค้าให้ดูที่ Trustmark (Verified Logo) ซึ่งเป็นเครื่องหมายการรองรับความน่าเชื่อถือในการประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ที่ต้องมีการลงทะเบียนกับกรมก่อนถึงจะได้โลโก้นี้มา
E-Commerce ยังมีอะไรอีกมาก มาดูกันต่อฉบับหน้าดีกว่าครับ
ตอนที่ 2 คิดจะเปิดร้านค้าออนไลน์ / เว็บสำเร็จรูป http://gotoknow.org/blog/xxl/145269
ตอนที่ 3 คิดจะเปิดร้านค้าออนไลน์ - โปรโมทเว็บไซต์ http://gotoknow.org/blog/xxl/150558
ไปเรื่องอื่นๆ http://gotoknow.org/blog/xxl/toc